โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 27 ก.พ. 2567 เวลา 10.59 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. 2567 เวลา 10.59 น.
ย่านมลายู คลองตะเคียนเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณใกล้ๆ เกาะเรียน พระนครศรีอยุธยา

สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัญหารุนแรงสั่งสมมานานมากนับร้อยปี เริ่มอย่างน้อยตั้งแต่แผ่นดิน ร.5 ปฏิรูปการปกครอง สืบเนื่องการเมืองสมัยใหม่จนถึงปัจจุบัน

ดังนั้นเมื่อนายกรัฐมนตรีไปตรวจราชการ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส ระหว่าง 27-29 กุมภาพันธ์ 2567 ก็น่าจะทำความเข้าใจพื้นฐานที่จำเป็น

เหตุสำคัญ “เรื่องหนึ่ง” ที่แก้ไขความรุนแรงให้ลดลงหรือหมดไปไม่ได้ คือประวัติศาสตร์เชื้อชาติ ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ไทยกระแสหลัก ที่หลงงมงายเรื่อง “เชื้อชาติไทย” สายเลือดบริสุทธิ์ที่ไม่มีจริง

ประวัติศาสตร์ไทย (กระแสหลัก) ถูกสร้างใหม่เพื่อการเมืองชาตินิยม “คลั่งเชื้อชาติไทย” เหนือคนอื่น ซึ่งเป็นประวัติศาสตร์บาดหมางที่ถูกใช้ในกองทัพเพื่อความมั่นคงและมั่งคั่ง (ของผู้มีอำนาจ) ด้วยการเหยียดคนอื่น มีสาระสำคัญดังนี้

(1.) คาบสมุทรมลายูเป็นดินแดนไทยสมัยโบราณ โดยอ้างจารึกพ่อขุนรามคำแหง ว่ารัฐสุโขทัยมีอำนาจเหนือดินแดนมลายู ซึ่งต้องทบทวนใหม่ตามหลักฐานวิชาการดังต่อไปนี้

(ก.) จารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นวรรณกรรมสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ดังนั้นใช้เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์รัฐสุโขทัยไม่ได้

หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี ยืนยันตรงกันหมดว่ารัฐสุโขทัยมีดินแดนด้านทิศใต้ถึงเมืองพระบาง (คือ จ. นครสวรรค์) ไม่ต่ำลงไปกว่านั้น

ใต้เมืองพระบางเป็นดินแดนของ 2 รัฐซึ่งใหญ่กว่ารัฐสุโขทัย ได้แก่ รัฐสุพรรณภูมิ-เพชรบุรี (ทางตะวันตก) กับรัฐละโว้-อโยธยา (ทางตะวันออก)

(ข.) คาบสมุทรมลายูเป็นดินแดนดั้งเดิมของคนหลายชาติพันธุ์พูดภาษามลายู หรือชวา-มลายู เมื่อหลายพันปีมาแล้ว (ก่อนมีคนไทย)

ส่วนภาษาไทย (ตระกูลไท-ไต หรือ ไท-กะได) แผ่จากอโยธยา-สุพรรณภูมิลงไปคาบสมุทรมลายูที่เมืองนครศรีธรรมราช ราวหลัง 900 ปีที่แล้ว หรือ พ.ศ. 1600-1700

(2.) ปัตตานีเป็นของไทย ส่วนมลายูมาอาศัยทีหลัง

แท้จริงแล้วรัฐปัตตานี (ร่วมสมัยรัฐทวารวดี) แต่เดิมนับถือฮินดู-พุทธ มีศูนย์กลางอยู่ จ. ปัตตานี และเป็นส่วนสำคัญของ “ศรีวิชัย” มีดินแดนบริเวณคาบสมุทรมลายูฝั่งอ่าวไทย ราว 1,500 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ. 1000

ปัตตานีเป็นรัฐร่วมสมัยรัฐทวารวดีของภาคกลาง (ที่ศูนย์กลางอยู่เมืองศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์-เมืองละโว้ จ. ลพบุรี)

ส่วนชาวมลายูเป็นประชากรดั้งเดิมของหมู่เกาะและภาคพื้นทวีปในอุษาคเนย์ โดยเฉพาะรอบอ่าวไทย และตอนล่างลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ก่อนมีคนไทย)

(3.) มลายูถูกกวาดต้อนไปอยู่อยุธยา

มลายูมุสลิมรับราชการเป็นขุนนางควบคุมดูแลการค้าทางทะเลในราชสำนักอโยธยา-อยุธยา

มลายูปัตตานีเปลี่ยนจากฮินดู-พุทธไปนับถืออิสลาม ซึ่งเทียบได้ช่วงเวลาเดียวกับอยุธยาตอนต้น

สมัยอยุธยา มลายูมุสลิมควบคุมดูแลการค้าให้ราชสำนัก มีบรรดาศักดิ์เป็น “จุฬาราชมนตรี” เจ้ากรมท่าขวา ควบคุมดูแลการค้าทางทะเลอันดามันติดต่อการค้ากับประเทศทางตะวันตกและตะวันออกกลาง สร้างความมั่งคั่งมหาศาลให้กรุงศรีอยุธยา

นอกจากนั้นมลายู-จาม (อยู่เวียดนาม) ใกล้ชิดอย่างยิ่ง (ระดับเครือญาติ) กับราชสำนักอยุธยา ถึงขนาดมีกองทัพ “อาสาจาม” ดูแลความมั่นคงทางทะลให้อยุธยา

ราชสำนักอยุธยายกย่องวัฒนธรรมมลายู ดังพบหลักฐานสำคัญได้แก่ เครื่องประโคมในพระราชพิธี เรียก ปี่ชวา-กลองแขก (มลายู) ซึ่งรับจากราชสำนักรัฐปัตตานีและรัฐชวา (เกาะชวา อินโดนีเซีย) แล้วยังมีสืบเนื่อถึงปัจจุบัน

ปี่ชวา-กลองแขก (มลายู) รู้จักทั่วไปในการละเล่นกระบี่กระบองและมวยไทย รวมทั้งในงานศพผู้มีฐานะต้องมีเป่าปี่ตีกลอง เรียก “ทำบัวลอย” ประโคมตอนเผาศพ

“เขาเป็นคนมลายู” แต่เราหลอกว่า “เขาเป็นคนไทย”

เมื่อ 20 ปีที่แล้ว สมัยรัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เกิดปัญหารุนแรงที่ปัตตานี มีบทความในมติชนรายวัน จะยกข้อความบางตอนมาดังนี้

“การแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ คิดอย่างไรก็ไม่ออก เพราะเราหลอกเขาว่าเขาเป็นคนไทย ซึ่งที่จริงเขาเป็นคนมลายู ตัวที่เป็นปัญหาก็คือ การหลอกว่าตัวเขาเองเป็นคนไทย” เป็นตอนหนึ่งในคำปราศรัยของนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช (เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2519 หลังเหตุการณ์ประท้วงที่จังหวัดปัตตานี ที่ยืดเยื้อเป็นแรมเดือนตั้งแต่ปลายปี 2518 ถึงต้นปี 2519)

อ. รัตติยา สาและ (แห่งมหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา) คัดข้อความนี้พิมพ์ไว้ในหนังสือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกฯ (สกว. พิมพ์เป็นเล่มเมื่อ พ.ศ. 2544) แล้วมีข้อความต่อไปอีกว่า

“อย่าบังคับให้เขาเป็นคนไทย—ส่งเสริมให้เขาเป็นตัวของเขา รักษาเอกลักษณ์ (Identity) ชนมลายูไว้ แต่ไม่ใช่ให้สิทธิเหนือคนที่นับถือศาสนาพุทธ ซึ่งอาศัยอยู่ในจังหวัดนี้—ที่เราดำเนินงานผ่านมาเริ่มต้นก็ผิดแล้ว คือบอกว่า ‘แขกเป็นไทย’ การให้เขาพูดภาษาไทยจึงยากมาก”

กรณีบังคับให้ “แขกเป็นไทย” ก่อให้เกิดปัญหาบาดหมางลึกๆ ทางสังคมและวัฒนธรรมสืบเนื่องยาวนานนับศตวรรษ ดังที่ อ.รัตติยา สาและ กรุณาอธิบายอย่างละเอียดอ่อนไว้ในงานวิจัยชิ้นเยี่ยม จะสรุปมาดังนี้

ประเทศไทย (รัฐบาลกลาง) ใช้อำนาจปกครองจังหวัดปัตตานี ยะลาและนราธิวาสอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2445 ขณะที่ยังเป็นประเทศสยามและสามจังหวัดดังกล่าวอยู่ในฐานะเป็น “บริเวณเจ็ดหัวเมือง” ซึ่งไม่มีทายาทเจ้าเมืองมลายูมุสลิมเป็นเจ้าเมือง (ราฌา) อีกต่อไป ผู้คนที่นี่จึงต้องเป็น “คนสยามเชื้อสายมลายู” โดยปริยาย

เมื่อประเทศสยามเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย คนสยามกลุ่มนี้ถูกกำหนดให้เป็นคนไทยเต็มตัว คือเป็นคนสัญชาติไทยและเชื้อชาติไทย นับถือศาสนาอิสลาม และเรียกสั้นๆ ว่า “ไทยมุสลิม” ในขณะที่เจ้าของนามเรียกตนเองว่า “ออแฤ มลายู” (ออแฤ มลายู = คนมลายู) ซึ่งหมายถึงเป็นผู้สืบเชื้อสายมลายู และนับถือศาสนาอิสลาม ใช้วิถีชีวิตอย่างมลายูอิสลาม และปฏิเสธความเป็น “คนสยาม” (ออแฤ สีแย) หรือ “คนไทย” ตามที่เข้าใจว่าเป็นคน “ที่นับถือศาสนาพุทธ” คนเหล่านี้เคยรังเกียจ “ภาษาไทย” เพราะถือว่าเป็นภาษาแห่งพุทธศาสนา จึงไม่นิยมเรียนภาษาไทย เพราะกลัวจะกลายเป็นคนพุทธ

ความเข้าใจว่า “สยาม” หรือ “ไทย” หมายถึง “พุทธศาสนา” ยังผูกขาดอยู่ในความคิดของคนรุ่นเก่า (แก่) อีกหลายคนที่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

การให้ความหมายคำว่า “ไทย” หรือ “สยาม” และ “มลายู” ต่างกันนี้ ถือได้ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนทั้งสองฝ่าย (ไทยพุทธ และมุสลิมไทย) ผิดใจกัน และเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง (ไทยพุทธ) บางฝ่าย ในการที่จะเปลี่ยนแปลงให้คนมุสลิมเป็น “คนไทย” ตามความหมายของรัฐบาลไทยในอดีตได้

รัฐบาลไทยเริ่มเรียกมุสลิม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าเป็น “คนไทย” อย่างจริงจังเมื่อสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทันทีที่เรียกเขาว่าเป็น “คนไทย” รัฐบาลไทยก็เริ่มนโยบาย “ผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรม” เพื่อให้มุสลิมเหล่านั้นได้เป็นคนไทยดั่งที่ต้องการ เช่น ยกเลิกการศึกษาภาษามลายูในโรงเรียนประถม ห้ามหนังสือมลายูเข้ามาในประเทศไทย ฯลฯ

“เขาเป็นคนมลายู”แต่เราหลอกว่า “เขาเป็นคนไทย” แล้วเบียดเบียนบังคับเขาอย่างนั้นสมควรแล้วหรือ?

(สยามประเทศไทย มติชนฉบับวันศุกร์ที่ 26 มีนาคม 2547)

ประวัติศาสตร์ดินแดน

ทางแก้ไขอย่างหนึ่งเพื่อลดปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ “ปลดล็อค” ประวัติศาสตร์ไทย จากประวัติศาสตร์เชื้อชาติเป็นประวัติศาสตร์ดินแดนประเทศไทย ที่ประอบด้วยคนหลายชาติพันธุ์ ได้แก่ ไทย, ลาว, มอญ, เขมร, มลายู, จีน, จาม, พราหมณ์, กุลา ฯลฯ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...