สรรพสามิตปรับเงื่อนไขรถยนต์ไฟฟ้า กำหนดเส้นตายยื่นขอเงินอุดหนุน EV3–EV3.5
รายงานข่าวจากกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมได้เปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการร่างประกาศ 3 ฉบับตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม 2569 ถึง 29 ตุลาคม 2569 เพื่อปรับเงื่อนไขมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า EV3 และ EV3.5 กำหนดวันสุดท้ายยื่นแบบคำขอรับเงินอุดหนุน EV3 ภายใน 5 ธันวาคม 2569 และ EV3.5 ภายใน 30 มิถุนายน 2571 พร้อมเปลี่ยนชื่อชิ้นส่วนสำคัญที่ต้องผลิตในประเทศจาก "พีซียู อินเวอร์เตอร์ (PCU Inverter)" เป็น "ระบบตัวแปลงกระแสไฟฟ้า (Integrated Inverter)"
ร่างประกาศทั้ง 3 ฉบับ เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ที่รับทราบรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ซึ่งมีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงเงื่อนไขของมาตรการ EV3 และ EV3.5
การปรับปรุงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญของไทย และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณของภาครัฐ ขณะเดียวกัน บอร์ดอีวีได้มอบหมายให้อธิบดีกรมสรรพสามิต หรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย มีอำนาจอนุมัติการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่ผู้ได้รับสิทธิที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของทั้งสองมาตรการ
ขีดเส้นตายยื่นขอเงินอุดหนุน พ้นกำหนดหมดสิทธิ
ร่างประกาศกำหนดให้ผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการ EV3 ต้องยื่นแบบคำขอรับเงินอุดหนุนภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ หรือภายในวันที่ 5 ธันวาคม 2569 ส่วนผู้ได้รับสิทธิตามมาตรการ EV3.5 ต้องยื่นภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2571
มาตรการ
ประกาศกรมสรรพสามิตที่แก้ไข
วันสุดท้ายยื่นแบบคำขอรับเงินอุดหนุน
EV3
ประกาศฯ ลงวันที่ 21 มีนาคม 2565 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
5 ธันวาคม 2569
EV3.5
ประกาศฯ ระยะที่ 2 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
30 มิถุนายน 2571
หากผู้ได้รับสิทธิไม่ยื่นแบบคำขอภายในกำหนด จะถือว่าไม่ได้รับสิทธิรับเงินอุดหนุนจากภาครัฐภายใต้มาตรการนั้นอีกต่อไป
เอกสารรับฟังความคิดเห็นระบุว่า ประกาศฉบับเดิมของทั้งสองมาตรการยังไม่ได้กำหนดกรอบเวลาสิ้นสุดการยื่นแบบคำขอรับเงินอุดหนุน ทำให้การดำเนินการขาดความชัดเจน และส่งผลต่อการบริหารงบประมาณภาครัฐ การกำหนดวันสิ้นสุดจึงมีขึ้นเพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการนำงบประมาณคงเหลือไปใช้ดำเนินการด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ
เปลี่ยน PCU Inverter เป็น Integrated Inverter ให้ตรงกับประกาศรถไฮบริด
อีกประเด็นหนึ่งคือการแก้ไขชื่อชิ้นส่วนสำคัญที่ต้องผลิตในประเทศ จากเดิม "พีซียู อินเวอร์เตอร์ (PCU Inverter)" เป็น "ระบบตัวแปลงกระแสไฟฟ้า (Integrated Inverter)" เนื่องจากชื่อเดิมไม่สอดคล้องกับประกาศกรมสรรพสามิตเกี่ยวกับรถยนต์ประหยัดพลังงานแบบไฮบริด (HEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ซึ่งใช้คำว่า Integrated Inverter
การแก้ไขชื่อดังกล่าวครอบคลุมประกาศมาตรการ EV3 และ EV3.5 รวมถึงประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ประเภทประหยัดพลังงาน แบบพลังงานไฟฟ้า ลงวันที่ 8 มิถุนายน 2565 ซึ่งเป็นเงื่อนไขการได้สิทธิเสียภาษีในอัตราตาม (ค) 1) ของ (3) ประเภทที่ 06.01 และ 06.02 ในบัญชีท้ายกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560
ภายใต้ร่างประกาศ ผู้เข้าร่วมมาตรการต้องใช้แบตเตอรี่หรือชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศในการผลิตรถยนต์นั่ง รถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 ที่นั่ง และรถยนต์กระบะไฟฟ้า (BEV) ทุกคัน โดยเลือกได้ 1 ใน 3 ทางเลือก ดังนี้
ทางเลือก
ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2569
ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2573
ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2578
1
แบตเตอรี่ระดับเซลล์ (Battery Cell)
—
—
2
แบตเตอรี่ระดับโมดูล (Battery Module)
Integrated Inverter ที่ผลิตในประเทศ
ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ 1 จาก 5 รายการ
3
แบตเตอรี่ระดับการประกอบ (Battery Pack Assembly)
Integrated Inverter ที่ผลิตในประเทศ
ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ 2 จาก 5 รายการ
ชิ้นส่วน 5 รายการที่ให้เลือก ได้แก่ มอเตอร์ขับเคลื่อน (Traction Motor) เกียร์ทดรอบ (Reduction Gear) คอมเพรสเซอร์ระบบปรับอากาศสำหรับยานพาหนะไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (BMS) และระบบควบคุมการขับขี่ (DCU)
สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมมาตรการ EV3 หรือ EV3.5 แต่ต้องการสิทธิเสียภาษีในอัตราดังกล่าว ประกาศเดิมกำหนดให้ใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตหรือประกอบในประเทศตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2572 และตั้งแต่ 1 มกราคม 2573 ต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศตั้งแต่ระดับโมดูลขึ้นไป
เงื่อนไขเงินอุดหนุนตามประกาศเดิม
ตามประกาศมาตรการ EV3 รถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 ที่นั่งที่นำเข้าในปี 2564 (1 พฤศจิกายน–31 ธันวาคม) และปี 2565–2566 รวมถึงรถจักรยานยนต์ที่นำเข้าในปี 2565–2566 ต้องจำหน่ายภายใน 31 ธันวาคม 2566 และจดทะเบียนภายใน 31 มกราคม 2567 ส่วนรถยนต์นั่ง รถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 ที่นั่ง รถยนต์กระบะ และรถจักรยานยนต์ที่ผลิตในประเทศในปี 2565–2568 ต้องจำหน่ายภายใน 31 ธันวาคม 2568 และจดทะเบียนภายใน 31 มกราคม 2569
สำหรับมาตรการ EV3.5 อัตราเงินอุดหนุนตามประกาศเดิมเป็นดังนี้
ประเภทรถ / กรณี
จำหน่ายภายใน
จดทะเบียนภายใน
เงินอุดหนุน (บาท/คัน)
รถยนต์นั่ง ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท นำเข้าหรือผลิตในประเทศ
31 ธ.ค. 2567
31 ม.ค. 2568
50,000 (แบตเตอรี่ 10–<50 kWh) / 100,000 (50 kWh ขึ้นไป)
รถยนต์นั่ง ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท นำเข้าหรือผลิตในประเทศ
31 ธ.ค. 2568
31 ม.ค. 2569
35,000 (แบตเตอรี่ 10–<50 kWh) / 75,000 (50 kWh ขึ้นไป)
รถยนต์นั่ง ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ผลิตในประเทศ
31 ธ.ค. 2570
31 ม.ค. 2571
25,000 (แบตเตอรี่ 10–<50 kWh) / 50,000 (50 kWh ขึ้นไป)
รถยนต์กระบะ น้ำหนักรวมไม่เกิน 4,000 กก.
31 ธ.ค. 2570
31 ม.ค. 2571
100,000
รถจักรยานยนต์
31 ธ.ค. 2570
31 ม.ค. 2571
10,000
ทั้งนี้ ประกาศมาตรการ EV3.5 ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ได้กำหนดให้หลักเกณฑ์ที่ว่าด้วยรถยนต์นั่ง ใช้บังคับกับรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คนด้วย
กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากร่างประกาศ ได้แก่ ผู้เข้าร่วมมาตรการ EV3 และ EV3.5 รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง
ที่มา:
- ร่างประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์ระยะที่ 2 (ฉบับที่ ..)
- ร่างประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการรับสิทธิตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์และรถจักรยานยนต์(ฉบับที่ ..)
- ร่างประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของรถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ประเภทประหยัดพลังงาน แบบพลังงานไฟฟ้า (Electric Powered Vehicle) (ฉบับที่ ..)