โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมวิกฤตแมนยูฯ ครั้งนี้จึงเลวร้ายที่สุด ในบรรดาวิกฤตมากมายที่สโมสรเคยเผชิญ

SIAMSPORT

เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ปกติแล้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มักพยายามแก้ปัญหาด้วยการปลดคนเก่าและแต่งตั้งคนใหม่เข้ามา แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าปัญหาจะหยั่งรากลึกกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา นี่คือเหตุผลที่ทำให้ตอนนี้พวกเขาดูเหมือนกำลังสูญสิ้นทุกสิ่งและแตกสลายอย่างสิ้นเชิง

ทัพ "ปีศาจแดง" กำลังเผชิญวิกฤตอย่างต่อเนื่อง แต่ครั้งนี้ให้ความรู้สึกแตกต่างออกไป เพราะสโมสรดูเหมือนกำลังพังทลายอย่างแท้จริง แทบไม่มีความหวังเลยว่าจะหาทางแก้ไขสถานการณ์ได้

ต่อไปนี้คือ 6 เหตุผลที่ทำให้วิกฤตครั้งนี้เลวร้ายที่สุด นับตั้งแต่เข้าสู่ยุคฟุตบอลสมัยใหม่ของแมนฯ ยูไนเต็ด

1.ความคุ้นชินที่มาพร้อมความเอือมระอา

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ติดอยู่ในวงจรแห่งความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานพอสมควร จนแทบกลายเป็นเรื่องปกติของสโมสรไปแล้ว

แต่การต้องเผชิญกับเรื่องเดิม ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเลย เพราะทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ความหวังในแง่ดีแบบไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งฝังอยู่ในใจแฟนบอลทุกคนที่ยังเชื่อว่าสักวันหนึ่งสโมสรจะกลับมาตั้งหลักได้ ก็ถูกบั่นทอนลงไปทีละน้อย

หลังจาก แมนฯ ยูฯ พ่ายแพ้ให้กับ โคโม่ อย่างหมดสภาพ ความหวังอันไร้เหตุผลที่เคยมีอยู่ดูเหมือนจะหมดลงเสียที เพราะในเวลานี้แทบไม่มีใครที่อยู่ในตำแหน่งซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาได้ และยังเป็นคนที่แฟนบอลไว้วางใจว่าจะไม่ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปกว่าเดิม

ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีใครเชื่อมั่นด้วยซ้ำว่าบรรดาผู้บริหารระดับสูงสุดของสโมสรจะมองเห็นอย่างแท้จริงว่าปัญหาอยู่ตรงไหน นับประสาอะไรกับการยอมรับว่า ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเองต่างหากที่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่ใหญ่ที่สุด

2. ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลว

ทุกฝ่ายภายในสโมสรแมนฯ ยูไนเต็ด ต่างมีส่วนต้องรับผิดชอบต่อความตกต่ำที่เกิดขึ้นกับทีมในเวลานี้

ผู้จัดการทีมยังไม่ดีพอสำหรับงานนี้ แต่เรื่องดังกล่าวไม่ใช่ความผิดของ ไมเคิ่ล คาร์ริค เพราะหลังจากเขาเข้ามาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างรวดเร็วและตรงจุดในช่วงหลังการจากไปของ รูเบน อโมริม ทัพ "ผีแดง" ก็แทบไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากมอบตำแหน่งผู้จัดการทีมถาวรให้กับเขา

คาร์ริค เป็นคนที่มีความมั่นคง พร้อมรับงานทันที และที่สำคัญคือเป็นตัวเลือกที่สโมสรสามารถดึงตัวมาได้ในเวลานั้น ในฐานะคนที่มีความทะเยอทะยานและมีใจให้แมนฯ ยูไนเต็ด เขาย่อมไม่ปฏิเสธโอกาสนี้อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม น่าเศร้าที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ในสภาพปัจจุบันเป็นทีมที่แทบไม่มีใครสามารถบริหารจัดการได้ ไม่ว่า คาร์ริค หรือใครจะเข้ามาคุมทีม ขุมกำลังชุดนี้ก็ยังขาดทั้งคุณภาพและความลึกของทีมที่จำเป็นต่อการกลับไปยืนในจุดที่สโมสรเชื่อว่าตัวเองควรอยู่ตามสถานะและประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ พร้อมรักษามาตรฐานนั้นเอาไว้ให้ได้

3. เซอร์จิม แต่งตั้งทีมงานไร้ความสามารถ

แน่นอนว่า คาร์ริค ไม่ใช่กุนซืออัจฉริยะด้านแท็กติก แต่ก็อย่างที่เขากล่าวในการแถลงข่าวหลังเกมกับโคโม่ นักเตะเหล่านี้กลับทำสิ่งพื้นฐานที่ควรทำไม่ได้ หลายคนไม่ยอมทำ ขณะที่บางคนก็ทำไม่ไหว

แล้วเหตุใดนักเตะเหล่านี้จึงยังอยู่ในทีม? คำตอบคือบรรดาผู้รับผิดชอบในการสร้างทีมตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น เจสัน วิลค็อกซ์,โอมาร์ เบร์ราด้า, คริสโตเฟอร์ วีแวลล์ และคนอื่นๆ ต่างทำหน้าที่ได้อย่างย่ำแย่ ทั้งที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้รับผิดชอบงานใหญ่เกินกว่าความสามารถของตัวเอง

ขุมกำลัง แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เดินทางไปเยือน โคโม่ ควรทำให้ผู้บริหารเหล่านี้ ต้องตระหนักถึงความล้มเหลวและลาออกกันได้แล้ว

ส่วนคำกล่าวที่ว่าสโมสรมีบุคลากรระดับแนวหน้าของวงการนั้นหรือ? มันเป็นเพียงคำพูดไร้ความหมายและไม่จริงใจ เช่นเดียวกับถ้อยคำสวยหรูอีกมากมายที่ออกมาจากผู้บริหารระดับสูง

การเข้ามาของ อิเนนอส ทำให้ตระกูลเกลเซอร์ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นสนใจสโมสรอีกต่อไป ขณะที่ เซอร์ จิม แรตคลิฟฟ์ ก็มัวแต่สนใจเรื่องอื่น จนมองไม่ออกว่าคนที่ตัวเองแต่งตั้งเข้ามานั้นไร้ความสามารถเพียงใด

4. ผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่เหนือผลประโยชน์ของทีม

เมื่อสถานการณ์ในวงการฟุตบอลเลวร้ายจนทุกอย่างเริ่มพังทลาย สิ่งที่มักเกิดขึ้นก็คือ แต่ละคนเริ่มให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่าสโมสร

นักเตะแมนฯ ยูฯ หลายคนดูเหมือนหมดใจและพร้อมจะเดินหน้าต่อไปโดยไม่สนใจสถานการณ์ของทีม ซึ่งเห็นได้ชัดจากกรณีของ ลิซานโดร มาร์ตีเนซ และ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์บอร์ดบริหารและทีมงานโค้ชทันทีหลังความพ่ายแพ้สองนัดหลังสุดของทีม ขณะที่ทั้งคู่กำลังเข้าใกล้ช่วงสิ้นสุดสัญญาของตัวเอง

เป็นเรื่องยากที่จะโต้แย้งสิ่งที่ มาร์ตีเนซ พูด เพราะหลายประเด็นของเขาก็มีเหตุผล และอย่างน้อยเจ้าตัวก็ยอมรับอยู่ชั่วขณะหนึ่งว่า นักเตะเองมีหน้าที่ต้องไม่ทำให้สโมสรตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ไปกว่านี้

แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ เหตุใดตัวแทนของนักเตะในห้องแต่งตัวทั้งสองคนจึงกล้าแสดงท่าทีวิจารณ์คนอื่นได้อย่างเต็มที่ ทั้งที่นักเตะในทีมยังทำผลงานต่ำกว่ามาตรฐานขั้นต่ำที่ควรจะเป็นอย่างมาก เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่น ซึ่งดูเหมือนจะฝังอยู่ในตัวพวกเขาทุกคน

ดูเหมือนว่าจะมีเพียง คาร์ริค เท่านั้นที่รู้สึกถึงภาระความรับผิดชอบอย่างแท้จริง คนอื่นอาจตัดสินใจไม่เอาแล้วทีมนี้ทันทีหลังเกมที่ โคโม่ ก็ได้ เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์อันเปราะบางของเขา ซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งนักเตะในห้องแต่งตัวและผู้บริหารในห้องประชุม

5. แมนฯ ยูฯ ดูเหมือนเป็นทีมที่แก้ปัญหาไม่ได้อีกต่อไป

หากย้อนกลับไปดูวงจรวิกฤตขอ งแมนฯ ยูไนเต็ด ในช่วงที่ผ่านมา เมื่อทีมตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย ก็มักจะยังมีบางสิ่งหรือใครสักคนให้แฟนบอลยึดเหนี่ยวเป็นความหวังได้เสมอ

แฟนบอลเคยมีความหวังเมื่อสโมสรปลดผู้จัดการทีมที่ถูกมองว่าไม่สามารถดึงศักยภาพที่ดีที่สุดของนักเตะออกมาได้ หรือเมื่อมีการแต่งตั้งกุนซือคนใหม่ที่อาจเข้ามาจัดการกับกลุ่มนักเตะที่ขาดความมุ่งมั่นในห้องแต่งตัว

ขณะเดียวกัน บอร์ดบริหารก็มักหาความชอบธรรมให้กับการตัดสินใจของตัวเองได้จากความแตกต่างระหว่างผู้จัดการทีมแต่ละคน หากปลดกุนซือสายแท็กติกที่เน้นรายละเอียด ก็จะดึงคนที่เข้าใจดีเอ็นเอของสโมสรเข้ามาแทน หากแยกทางกับกุนซือชื่อดัง ก็จะเลือกโค้ชดาวรุ่งที่กำลังสร้างชื่อเข้ามารับช่วงต่อ

แต่ตอนนี้ล่ะ ใครจะเป็นความหวังครั้งใหม่?

ผู้มีอำนาจตัดสินใจที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ไม่น่าไว้วางใจอีกต่อไปว่าจะสามารถมองเห็นต้นตอของปัญหาได้อย่างถูกต้อง นับประสาอะไรกับการลงมือแก้ไขปัญหาเหล่านั้น

สิ่งที่สะท้อนความล้มเหลวได้อย่างชัดเจนคือ พวกเขากลับไม่กล้าก้าวไปสู่ทางเลือกถัดไปที่สมเหตุสมผลอย่างการติดต่อ อันโตนิโอ คอนเต้ เพราะเกรงว่าเขาอาจเข้ามาท้าทายอำนาจของบอร์ดบริหาร และทำให้ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าอึดอัด หรือในวันที่อารมณ์เดือดพล่านที่สุด อาจถึงขั้นทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนถูกฆ่าทั้งเป็นด้วยคำพูดและการเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา

6. สถานการณ์จะเลวร้ายลงไปอีก

ต่อจากนี้ไป แมนฯ ยูไนเต็ด จะเลวร้ายได้มากแค่ไหน? แฟนผีโปรเจกต์ อาจต้องเริ่มคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะได้เห็นแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ในศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาลหน้าหรือไม่? (กรณี แมนฯ ซิตี้ โดนลงโทษปรับตกชั้นจากคดีละเมิดการเงิน)

คำตอบคือ คงยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่เมื่อพูดถึงความเสี่ยงในการตกชั้น มันก็อาจเป็นไปได้เนื่องจากเกมลีกยังเหลืออีกเยอะ แต่ต้องยอมรับว่าการตกชั้นก็ยังเป็นเรื่องที่ยาก เพราะด้วยขุมกำลังของทีม สามารถเอาตัวรอดจากวิกฤตินี้ได้

กระนั้นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่ากลับเป็นสถานการณ์ที่น่าเบื่อหน่ายกว่านั้น นั่นคือการปล่อยให้สโมสรล่องลอยไปอย่างไร้ทิศทาง

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อาจเผชิญความเสี่ยงถูกปรับตกชั้น แต่ไม่ว่าจะอย่างไร พวกเขาก็มีแนวโน้มกลับมาท้าชิงแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ก่อน แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่ดี!!

เหตุผลก็คือ แมนฯ ยูฯ ห่างไกลจากสิ่งที่เคยทำให้สโมสรยิ่งใหญ่ไปมากแล้ว จนการหาทางกลับไปสู่จุดเดิมกลายเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของสโมสรชุดปัจจุบันยังพอใจกับการปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ทีมยังคงทำหน้าที่เป็นเหมือนตู้เอทีเอ็มให้ตระกูลเกลเซอร์ได้ผลาญเงิน

ก่อนหน้านี้หลายคนเคยหวังว่า อิเนนอส จะเข้ามาจุดไฟแห่งความเปลี่ยนแปลง หลังจากยุคที่ตระกูลเกลเซอร์แสดงความเฉยเมยต่อสโมสร แต่ เซอร์จิม และพวกพ้องกลับทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ยิ่งไปกว่านั้น ไฟเพียงไม่กี่กองที่พวกเขาจุดขึ้นมา กลับเผาทำลายความสัมพันธ์กับแฟนบอลผู้ภักดี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สโมสรไม่ควรผลักไสออกไปมากที่สุด

เมื่อความไม่ไว้วางใจและความไร้ประสิทธิภาพกำลังกัดกินแมนฯ ยูไนเต็ด อย่างหนัก วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่สโมสรเคยเผชิญมา แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าก็คือ นี่อาจยังไม่ใช่จุดต่ำสุด และสถานการณ์อาจเลวร้ายลงได้อีก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...