พิชัยแนะรัฐบาลสานต่อเวที IMF–World Bank เร่งแก้ 4 โจทย์เศรษฐกิจ
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชื่นชมรัฐบาลที่จัดการประชุม IMF–World Bank 2026 ที่กรุงเทพฯ ได้สำเร็จ โดยเห็นว่าเวทีนี้เปิดโอกาสให้ไทยแสดงศักยภาพต่อประชาคมโลก แต่รัฐบาลต้องต่อยอดผลประชุมให้เป็นนโยบายที่ทำได้จริง พร้อมเร่งรับมือ 4 ความท้าทาย ได้แก่ ราคาพลังงานและเงินเฟ้อ หนี้ เทคโนโลยี AI และการจ้างงานคนรุ่นใหม่
นายพิชัยระบุว่า ความขัดแย้งระหว่างประเทศทำให้ราคาพลังงานและต้นทุนธุรกิจผันผวน ส่งผลต่อค่าครองชีพและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ รัฐบาลจึงควรเตรียมมาตรการลดผลกระทบ โดยเฉพาะกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พร้อมพิจารณาทางเลือกอย่างการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อบรรเทาภาระประชาชน
ส่วนปัญหาหนี้สาธารณะและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รัฐบาลไม่ควรพึ่งมาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเพิ่มขนาดเศรษฐกิจ ยกระดับผลิตภาพ และสร้างรายได้ให้ประชาชนกับภาคธุรกิจ ควบคู่กับการช่วยลดหนี้ครัวเรือนและแก้ปัญหาหนี้ SMEs เพื่อเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ระยะยาว
ด้าน AI พิชัยมองว่าไทยมีโอกาสดึงดูดการลงทุนและสร้างอุตสาหกรรมใหม่ หากพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและปรับกฎระเบียบให้ทันต่อการแข่งขัน เขาเสนอให้รัฐบาลเร่งสร้างระบบนิเวศ AI โดยมีศูนย์ข้อมูลเป็นโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมต่อกับระบบคลาวด์ เทคโนโลยี GPU บุคลากร และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง
นายพิชัยอ้างถึงคริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการ IMF ซึ่งระบุว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เชื่อมเข้ากับห่วงโซ่มูลค่าของ AI ได้รวดเร็ว และได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI พิชัยกล่าวด้วยว่าเขาผลักดันเรื่อง AI หุ่นยนต์ บิตคอยน์ และฟินเทคมาตั้งแต่ปี 2560 รวมถึงเรียกร้องให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในระบบนิเวศ AI บนเวที World Economic Forum ที่ดาวอสเมื่อต้นปี 2568
อีกโจทย์คือการจ้างงานคนรุ่นใหม่ทั่วโลก อาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ประเมินว่า ใน 10–15 ปีข้างหน้า คนหนุ่มสาวในประเทศกำลังพัฒนาราว 1,200 ล้านคนจะเข้าสู่วัยทำงาน แต่มีงานรองรับประมาณ 400 ล้านตำแหน่ง พิชัยจึงเสนอให้ไทยพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตควบคู่กับการยกระดับทักษะแรงงานและการศึกษา
สำหรับคนทำงานและผู้ประกอบการ การเดินหน้าเรื่องพลังงาน หนี้ และทักษะอาชีพจะส่งผลต่อทั้งต้นทุนธุรกิจ รายได้ และโอกาสในการทำงาน พิชัยเห็นว่าไทยจะได้ประโยชน์จากการประชุมอย่างแท้จริง เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนข้อเสนอจากเวทีโลกเป็นนโยบายที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตระยะยาว.