โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักยุทธศาสตร์ประเมินความคุ้มค่า-ข้อกังวลโครงการเจ้าพระยา 2

ไทยโพสต์

อัพเดต 18 ตุลาคม 2569 เวลา 16.34 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

18 ตุลาคม 2569 - ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม เขียนบทความถึงโครงการ แม่น้ำเจ้าพระยา 2 โดยระบุว่า ทุกครั้งที่ฤดูน้ำหลากมาเยือน สังคมไทยมักวนเวียนอยู่กับคำถามเดิม: เราจะยอมจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมซ้ำซากปีละหลายหมื่นล้าน หรือจะกล้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อตัดวงจรปัญหานี้ให้จบ?

โครงการคลองผันน้ำหลาก "ชัยนาท–ป่าสัก–อ่าวไทย" หรือที่สังคมรู้จักในชื่อ "โครงการแม่น้ำเจ้าพระยา 2" ภายใต้งบประมาณรวมกว่า 1.6 แสนล้านบาท บวกค่าเวนคืนที่ดินอีกกว่า 20,000 ล้านบาท กำลังถูกตั้งคำถามสำคัญในเชิงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และยุทธศาสตร์สังคมว่า

"เมกะโปรเจกต์นี้คุ้มค่าจริงไหม และแก้ปัญหาได้ตรงจุดเพียงใด?"

1. เคลียร์ชัดตั้งแต่ต้น: โครงการนี้ช่วยใครบ้าง และ "ไม่ใช่แค่คนกรุงเทพฯ"

ความเข้าใจผิดสำคัญคือคิดว่าโครงการ 1.6 แสนล้านบาทนี้ทำขึ้นมาเพื่อปกป้องเฉพาะคนเมืองหลวง แต่ข้อมูลเชิงพื้นที่บ่งชี้ว่าโครงการนี้ช่วยลดพื้นที่น้ำท่วมได้กว่า 3.48 ล้านไร่ ครอบคลุมผู้ได้รับประโยชน์ถึง 3 กลุ่มยุทธศาสตร์:

กลุ่มที่ 1: ชุมชนท้ายเขื่อนเจ้าพระยา (ผู้รับเคราะห์น้ำท่วมซ้ำซากทุกปี)

ประชาชนริมน้ำนอกคันกั้นน้ำใน ชัยนาท, สิงห์บุรี, อ่างทอง และพระนครศรีอยุธยา จะหลุดพ้นจากวิกฤติน้ำท่วมขังสูง 1–2 เมตร นานข้ามเดือน เพราะมวลน้ำท้ายเขื่อนจะถูกควบคุมให้อยู่ในระดับปลอดภัย

กลุ่มที่ 2: โซนกรุงเทพฯ ปริมณฑล และฐานนิคมอุตสาหกรรม

กรุงเทพฯ, นนทบุรี, ปทุมธานี และสมุทรปราการ ปลอดภัยจากน้ำเหนือที่หลากมาชนกับน้ำทะเลหนุน ป้องกันไม่ให้นิคมฯ นวนคร, ไฮเทค, บางปะอิน หรือโซนบางพลี ต้องเผชิญมหาอุทกภัยซ้ำรอยปี 2554 ช่วยรักษาการจ้างงานนับแสนตำแหน่ง

กลุ่มที่ 3: โซนภาคกลางตะวันออก (ได้ทั้งกันท่วม และได้น้ำต้นทุนหน้าแล้ง)

ลพบุรี, สระบุรี, นครนายก และฉะเชิงเทรา ไม่เพียงแต่ได้รับการระบายน้ำหลากตัดตรงลงอ่าวไทยอย่างรวดเร็วแต่ในฤดูแล้ง คลองสายใหม่นี้จะทำหน้าที่เป็น อ่างเก็บน้ำแนวยาวกักเก็บน้ำจืดได้กว่า 155 ล้านลูกบาศก์เมตรส่งน้ำต้นทุนให้ภาคเกษตรกรรมและนิคมฯ ในแถบ EEC ได้อย่างต่อเนื่อง

2. สลัดคอขวดวิศวกรรม: จากแนวพระราชดำริ "ถนนวงแหวนน้ำ" สู่โครงการจริงแนวคิดคลองผันน้ำเลี่ยงเมืองหลวง มีรากฐานสอดคล้องกับแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 หลังมหาอุทกภัยปี 2538 ที่ทรงเปรียบเทียบว่า หากกรุงเทพฯ ต้องการถนนวงแหวนรอบนอกเพื่อไม่ให้การจราจรติดขัดในเมือง ระบบระบายน้ำก็ต้องการ "ถนนวงแหวนน้ำ" เพื่อตัดมวลน้ำหลากออกสู่อ่าวไทยโดยไม่ต้องไหลผ่านเมืองหลวงเช่นกันในระบบปัจจุบัน มวลน้ำจาก ปิง วัง ยม น่าน ไหลมารวมกันที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท เมื่อถึงจุดวิกฤตที่ต้องระบายน้ำแตะ 2,500 ลบ.ม./วินาที มวลน้ำทั้งหมดจะถูกบีบลงสู่แม่น้ำสายหลัก ผ่าน ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี เข้าสู่กรุงเทพฯ

ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบเดิม:

คลองชลประทานเดิมถูกออกแบบมาเพื่อ "การกระจายน้ำทำการเกษตร" ไม่ใช่ "การระบายน้ำท่วม"คลองเดิมมีลักษณะ ต้นคลองกว้าง ปลายคลองแคบ (ต้นทางรับน้ำได้ 210 ลบ.ม./วินาที แต่ปลายทางระบายได้เพียง 120–140 ลบ.ม./วินาที) น้ำจึงเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่เกษตรกรรมและชุมชนข้างเคียงทันทีที่เริ่มผันน้ำ

3. โมเดลตัดยอดน้ำ: 900 ลบ.ม./วินาที ผ่านแนวระบาย 9 จังหวัด

โครงข่ายคลองผันน้ำ "เจ้าพระยา 2" ระยะทางรวมประมาณ 270 กิโลเมตร ถูกออกแบบมาเพื่อตัดยอดน้ำหลาก (Peak Flow) ออกสู่อ่าวไทยโดยตรง โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงสำคัญ:

ช่วงชัยนาท–ป่าสัก (ขยายคลองเดิม ~134 กม.): ปรับปรุงขยายคลองชลประทานเดิมผ่าน ชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี ขยายศักยภาพการตัดน้ำหลากได้สูงถึง 930 ลบ.ม./วินาที

ช่วงป่าสัก–อ่าวไทย (ขุดคลองใหม่ ~135 กม.): ขุดแนวคลองใหม่ขนาดก้นคลองกว้าง 170 เมตร เริ่มจาก อ.เสาไห้ จ.สระบุรี ลากผ่าน อยุธยา นครนายก ฉะเชิงเทรา สู่ปากอ่าวไทยที่สมุทรปราการ ระบายน้ำได้ราว 600 ลบ.ม./วินาที ร่วมกับการขยายระบบสูบน้ำและคลองระบายน้ำฝั่งตะวันออกตอนล่าง

ตัวเลขชี้วัดผลลัพธ์: เมื่อระบบตัดยอดน้ำออกไปได้ราว 900 ลบ.ม./วินาที มวลน้ำที่จะไหลผ่านลุ่มน้ำเจ้าพระยาสายหลักจะลดลงเหลือประมาณ 1,600 ลบ.ม./วินาที ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่แนวตลิ่งเดิมรองรับได้โดยไม่เอ่อท่วมพื้นที่เศรษฐกิจท้ายเขื่อน

4. คุ้มค่าจริงไหม? ชั่งน้ำหนักต้นทุน 1.6 แสนล้าน กับความสูญเสียระดับชาติ

หากเทียบตัวเลขการลงทุน 1.6 แสนล้านบาท กับความเสียหายที่ประเทศต้องจ่ายซ้ำซาก ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Cost-Benefit) มีมิติที่ชัดเจน:

บทเรียนมหาอุทกภัยปี 2554: ธนาคารโลกประเมินความเสียหายสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท เมกะโปรเจกต์นี้จึงคิดเป็นเพียงประมาณ 11% ของมูลค่าความเสียหายในครั้งนั้น

งบเยียวยารายปี: รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณฉุกเฉินและเงินชดเชยน้ำท่วมปีละนับหมื่นล้านบาทอย่างไม่มีวันสิ้นสุด โครงการนี้จึงทำหน้าที่เป็น Risk Hedging (การประกันความเสี่ยง) ที่คุ้มทุนในระยะยาวความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ: ป้องกันการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) ในนิคมอุตสาหกรรมภาคกลาง และสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC

5. เจาะลึก 4 ข้อข้องใจของชุมชน: สิ่งที่รัฐต้องตอบให้เคลียร์

โครงการนี้กินพื้นที่เวนคืนกว่า 16,000 ไร่ และกระทบที่อยู่อาศัยราว 2,600 ครัวเรือน เสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ไม่ใช่การคัดค้านแบบไร้เหตุผล แต่เป็นความกังวลต่อชีวิตความเป็นอยู่ที่รัฐต้องให้ความกระจ่าง:

ข้อข้องใจที่ 1: "เอาคนนอกเมืองมารับกรรมแทนคนกรุงหรือไม่?"

ความรู้สึกที่กลัวว่าจะถูกทิ้งให้เป็นผู้รับเคราะห์เพียงลำพัง

คำตอบเชิงยุทธศาสตร์: ระบบนี้ไม่ใช่การเอาน้ำไปแช่ขังในทุ่งแบบเดิม แต่เป็นการดึงน้ำตัดตรงลงทะเลให้เร็วที่สุด และเพื่อตอบแทนความเสียสละ รัฐต้องให้สิทธิพิเศษแก่ชุมชนริมแนวคลองในการดึงน้ำต้นทุนไปใช้ทำการเกษตรและอุปโภคในฤดูแล้ง

ข้อข้องใจที่ 2: ปัญหา "ที่ดินตาบอด" และ "ชุมชนถูกตัดขาดสองฝั่ง"

คลองขนาดยักษ์ที่มีเขตก่อสร้างกว้างกว่า 200–300 เมตร เปรียบเสมือนกำแพงน้ำที่ผ่ากลางวิถีชีวิต วัด โรงเรียน และญาติพี่น้อง

คำตอบเชิงยุทธศาสตร์: รัฐต้องวางโครงข่าย "วิศวกรรมการสัญจรชุมชน" กำหนดระยะสะพานข้ามคลองในความถี่ที่เหมาะสม ไม่ใช่เว้นห่างกัน 10–15 กิโลเมตร และต้องมีแผนจัดรูปที่ดินเพื่อแก้ปัญหาที่ดินตาบอดก่อนเริ่มขุดคลอง

ข้อข้องใจที่ 3: ความเสี่ยงน้ำเค็มหนุน น้ำขังเน่าเสีย และระบบนิเวศการเกษตรพังทลาย

ความกังวลว่าน้ำเค็มจากอ่าวไทยจะรุกเข้าสู่พื้นที่เกษตร หรือคลองจะกลายเป็นหลุมดินรกร้างในหน้าแล้ง

คำตอบเชิงยุทธศาสตร์: ต้องมีระบบประตูกั้นน้ำเค็มและสถานีสูบน้ำปลายคลองที่ควบคุมด้วยระบบ Dynamic Control พร้อมทั้งรักษาระดับน้ำขั้นต่ำ (Dead Storage) ไว้ตลอดปีเพื่อการเกษตร

ข้อข้องใจที่ 4: ความกังขาต่อ "ราคาเวนคืน" และ "ความเคว้งคว้างระหว่างรอโครงการ"ราคาประเมินราชการมักต่ำกว่าราคาตลาดจริง ทำให้เงินที่ได้ไม่พอไปตั้งรกรากใหม่ อีกทั้งขั้นตอนโครงการที่ยาวนานทำให้ชาวบ้านไม่กล้าลงทุนในที่ดินเดิม

คำตอบเชิงยุทธศาสตร์: รัฐต้องเปลี่ยนเกณฑ์เวนคืนไปสู่ Replacement Cost (มูลค่าทดแทนที่แท้จริง) พร้อมเงินสนับสนุนการตั้งถิ่นฐานใหม่ (Relocation Assistance) และชี้แจงกรอบเวลาที่แน่นอน โปร่งใส

6. ปลดล็อกความคุ้มค่าสูงสุด: สู่ "Double-Use Infrastructure"

เพื่อให้งบประมาณ 1.6 แสนล้านบาทคุ้มค่าเกินร้อย โครงการนี้ต้องไม่เป็นแค่ "คลองระบายน้ำท่วมที่ใช้งานปีละ 2–3 เดือน" แต่ต้องยกระดับเป็น โครงสร้างพื้นฐานอเนกประสงค์:

ทางหลวงเลี่ยงเมือง: พัฒนาถนนคันคลองทั้งสองฝั่งเป็นโครงข่ายโลจิสติกส์เชื่อมภาคกลางตอนบนสู่ชายฝั่งทะเล

อ่างเก็บน้ำต้นทุน: ใช้เป็นแหล่งน้ำดิบป้อนภาคเกษตรและอุตสาหกรรม EEC ในหน้าแล้ง

ควบคุมผังเมือง: กำหนดแนวโซนนิ่งป้องกันไม่ให้เขตเมืองขยายตัวมาทับแนวทางน้ำหลากในอนาคต

ความคุ้มค่าที่แท้จริงของ "เจ้าพระยา 2" จึงไม่ใช่แค่การระบายน้ำได้ตามโจทย์วิศวกรรม แต่คือการบริหารจัดการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและชดเชยผู้ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม เพื่อให้เมกะโปรเจกต์นี้กลายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...