ปลัด มท. สั่งผู้ว่าฯ ‘กาญจน์-ราชบุรี-สมุทรสงคราม’ กางแผนเผชิญเหตุน้ำท่วม เขื่อนใหญ่ระบายน้ำ
ปลัด มท. สั่งผู้ว่าฯ "เมืองกาญจน์ - ราชบุรี - แม่กลอง" เตรียมรับสถานการณ์ระบายน้ำเขื่อนใหญ่เมืองกาญจน์ ย้ำ แจ้งเตือนล่วงหน้า เดินหน้าแผนเผชิญเหตุ "ชีวิตและทรัพย์สินประชาชนต้องปลอดภัย"
นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 3 จังหวัด (กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม) ผ่านระบบ Video Conference โดยมี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร.ต.อ.เขตรัฐ ชาญศิลป์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง น.ส.วริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม นายณัฐวุฒิ เบ็ญจสุรัตน์วงศ์ หัวหน้าสำนักงาน ปภ.จังหวัดราชบุรี ร่วมประชุม
นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ เพื่อติดตามความพร้อมและกำชับมาตรการป้องกันผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินประชาชนจากกรณีเขื่อนวชิราลงกรณ ซึ่งได้รับปริมาณน้ำจากฝนตกหนักในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีน้ำในเขื่อนมากกว่า 90% ของความจุ และจำเป็นต้องระบายน้ำ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำแควน้อยมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
ขณะที่น้ำในแม่น้ำแควใหญ่ยังมีปริมาณมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งไหลรวมกันลงแม่น้ำแม่กลองเป็นปริมาณมาก ส่งผลให้เขื่อนแม่กลอง ต้องระบายน้ำ 2,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองท้ายเขื่อนมีระดับน้ำสูงขึ้นจากปัจจุบัน 1 - 1.5 เมตร
สถานการณ์ดังกล่าว จะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ท้ายเขื่อนทั้ง 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม ดังนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 3 จังหวัด ในฐานะผู้อำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด จึงต้องกางแผนเผชิญเหตุมาปฏิบัติจริง และย้ำการแจ้งเตือนประชาชนทุกคนที่อยู่ในเส้นทางน้ำผ่านให้ทราบข้อมูลล่วงหน้า เพื่อให้สามารถอพยพได้อย่างสะดวกและปลอดภัยก่อนที่มวลน้ำจะมาถึง
ด้าน น.ส.วริษฐา สงวนเสริมศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่จ.กาญจนบุรี ปัจจุบันเขื่อนวชิราลงกรณได้ปล่อยน้ำในปริมาณ 30 ล้านลูกบาศก์เมตรตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา และจะเพิ่มปริมาณการปล่อยเป็น 42 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายเขื่อน โดยเฉพาะแม่น้ำแควน้อยที่มีปริมาณน้ำมากอยู่แล้วจากลำห้วยสาขาและน้ำป่าที่ไหลหลากลงมาจากภูเขา เมื่อรวมกับปริมาณน้ำในเขื่อนที่เกือบเต็มความจุจึงมีความจำเป็นต้องระบายน้ำออก
ปริมาณน้ำนี้จะส่งผลให้ระดับน้ำในลำน้ำแควน้อยสูงขึ้น และคาดว่าจะไหลไปถึงตัวเมืองในวันพรุ่งนี้ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่จ.ราชบุรี สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดกาญจนบุรีได้ขยายเป็นวงกว้างใน 5 อำเภอฝั่งตะวันตก ได้แก่ อ.ไทรโยค ด่านมะขามเตี้ย เมืองกาญจนบุรี ท่าม่วง และท่ามะกา รวมถึงพื้นที่ฝั่งตะวันออก ได้แก่ อ.บ่อพลอย หนองปรือ ห้วยกระเจา และพนมทวน ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำล้นอ่างเก็บน้ำเข้าท่วมเต็มพื้นที่
ขณะที่ทางจังหวัดได้เตรียมความพร้อมทั้งเรื่องศูนย์พักพิง โรงครัว อาหาร และประสานความร่วมมือกับทหารเพื่อลำเลียงผู้คนและขนย้ายสิ่งของ โดยเฉพาะในชุมชนเขตเมืองที่มีมวลน้ำท่วมมิดและมีการเคลื่อนย้ายประชาชนบางส่วนไปยังศูนย์พักพิงเรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า จ.สมุทรสงคราม เป็นพื้นที่ปลายน้ำที่รับมวลน้ำต่อจากราชบุรี มีพื้นที่รับน้ำใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.บางคนที อัมพวา และเมืองสมุทรสงคราม ก่อนไหลออกสู่อ่าวไทย โดยพื้นที่นี้มักประสบปัญหาน้ำท่วมสูงในช่วงปลายปีต่อเนื่องต้นปี เนื่องจากมวลน้ำจากตอนบนไหลมาปะทะกับภาวะน้ำทะเลหนุน
ทั้งนี้ จ.สมุทรสงครามได้เตรียมความพร้อมจัดตั้งศูนย์พักพิงครบทุกตำบล รวมถึงเตรียมเรือพาย เรือยนต์ และรถยนต์ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่มีการระบุเป้าหมายไว้ชัดเจน พร้อมทั้งเตรียมอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคไว้รองรับ ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในพื้นที่ยังอยู่ในระดับปกติ อย่างไรก็ตามได้มีการส่งข้อความแจ้งเตือนให้ประชาชนเตรียมความพร้อมอพยพแล้ว
นอกจากนี้ ยังได้ประสานงานกับศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และกองทัพเรือ เพื่อเตรียมนำเรือมาช่วยผลักดันน้ำออกสู่อ่าวไทยให้รวดเร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบจากภาวะน้ำเท้อที่จะส่งผลให้น้ำท่วมขังในพื้นที่ตอนบน
ในส่วนของหัวหน้าสำนักงาน ปภ. ราชบุรี กล่าวว่า ได้ส่งข้อความแจ้งเตือนภัย Cell Boardcast ใน 7 อำเภอที่ติดริมแม่น้ำแม่กลองและลำคลองสาขา ได้แก่ อ.เมืองราชบุรี บ้านโป่ง โพธาราม บางแพ ดำเนินสะดวก ปากท่อ และวัดเพลง โดยผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรีได้สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและนายอำเภอ จัดเตรียมศูนย์พักพิงในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนกลุ่มเปราะบาง เด็ก สตรี และผู้สูงอายุ เข้ามาพักอาศัยบ้างแล้ว
นอกจากนี้ ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ อุดช่องระบายน้ำ และตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ที่ศาลากลางจังหวัด พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยทหาร มูลนิธิ และศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 4 ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อสนับสนุนเครื่องจักรกลและเรือท้องแบน
นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ขอให้ทั้ง 3 จังหวัดนำแผนเผชิญเหตุมาใช้จริงร่วมกันตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป โดยคำนวณระยะเวลาที่มวลน้ำจะมาถึงแต่ละชุมชนและประสานข้อมูลให้ตรงกัน พร้อมทั้งกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ 2 ประการหลัก ได้แก่
1. ต้องเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็กไปยังพื้นที่ปลอดภัยก่อนที่น้ำจะมาถึง โดยต้องไม่มีผู้ป่วยติดเตียงตกค้างอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม
2. ต้องเคลื่อนย้ายรถยนต์และยานพาหนะออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำทั้งหมด โดยไม่ให้มีภาพรถยนต์จมน้ำท่วมอยู่บนถนน
รวมทั้งทบทวนความพร้อมของศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ที่ศาลากลางจังหวัด หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม จะต้องมีแผนสำรองย้ายสถานที่ปฏิบัติงานเพื่อไม่ให้เกิดสภาวะสุญญากาศในการบัญชาการ
นอกจากนี้ ต้องเตรียมความพร้อมด้านอาหารปรุงสุกพร้อมรับประทาน 3 มื้อสำหรับประชาชนที่อพยพ เพราะในระยะแรกของการหนีน้ำ ประชาชนยังไม่สามารถประกอบอาหารเองได้ การแจกถุงยังชีพจึงควรเป็นเรื่องที่ดำเนินการในลำดับต่อมา
ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ย้ำถึงการเยียวยา โดยให้จังหวัดเร่งดำเนินการเตรียมการเยียวยาประชาชน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถเบิกจ่ายเงินทดรองราชการในอำนาจได้ทันที และหากวงเงินไม่เพียงพอ กรมบัญชีกลางก็พร้อมที่จะอนุมัติขยายวงเงินเพิ่มเติมให้โดยเร็ว สำหรับเงินเพิ่มตามมติคณะรัฐมนตรี ขอให้สำรวจและจัดการประชุมคณะกรรมการระดับจังหวัดเพื่อเสนอมายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยต่อไป
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- กองทัพไทยส่งกำลังพลลุยน้ำท่วม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี สำรวจความเสียหายสะพานหาดงิ้ว
- อัปเดตสถานการณ์น้ำท่วม 31 จังหวัดและ กทม. ประชาชนเดือดร้อนทะลุ 2.9 ล้านคน
- ระยองอ่วม! น้ำท่วมสูงสี่แยกบ้านแลง มุ่งหน้าบ้านนาตาขวัญ รถเล็กหมดสิทธิ์ผ่าน
ติดตามเราได้ที่