โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กินเจเงินสะพัด 46,913 ล้าน แต่น้ำท่วมดันผักแพง คนกินเจลดต่ำสุดรอบ 11 ปี

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา
เทศกาลกินเจ 2569 คาดเงินสะพัด 46,913 ล้านบาท สูงสุดรอบ 6 ปี แต่คนตั้งใจกินเจเหลือ 32% ต่ำสุดรอบ 11 ปี ขณะที่น้ำท่วมดันราคาผักพุ่งหลายเท่า กดดันกำลังซื้อและกำไรร้านอาหาร

เทศกาลกินเจปี 2569 คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่จำนวนคนไทยที่ตั้งใจกินเจกลับลดลง ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดส่งผลให้ราคาผักบางชนิดปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่า ทำให้เงินที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเพิ่มอาจไม่ได้สะท้อนการซื้อสินค้าที่มากขึ้นเสมอไป

ผลสำรวจของ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า เทศกาลกินเจปีนี้จะมีเงินสะพัด 46,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% สูงสุดในรอบ 6 ปี แต่ในอีกด้านหนึ่ง สัดส่วนผู้ที่ตั้งใจกินเจกลับลดลงเหลือเพียง 32% ต่ำสุดในรอบ 11 ปี

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารเจและผู้ค้าวัตถุดิบต้องเผชิญความท้าทายสองด้านพร้อมกัน คือ ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง

กินเจ2569 วันที่ 10–18 ตุลาคม เงินสะพัดสูงสุดรอบ 6 ปี

เทศกาลกินเจปี 2569 ตรงกับวันที่ 10–18 ตุลาคม รวมระยะเวลา 9 วัน 9 คืน โดยหลายจังหวัดเตรียมจัดกิจกรรมและเทศกาลอาหารเจเพื่อรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยว

ผลสำรวจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดการณ์ว่า เทศกาลกินเจปีนี้จะมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวม 46,913 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% จากปีก่อน ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดในรอบ 6 ปี

ขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของผู้บริโภคที่ร่วมเทศกาลคาดว่าจะอยู่ที่ 5,576 บาทต่อคน เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อนที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 5,211 บาท

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ผู้เข้าร่วมเทศกาลมีแนวโน้มต้องเตรียมเงินสำหรับการกินเจมากขึ้น แม้ภาพรวมการใช้จ่ายยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านรายได้และค่าครองชีพ

อาจารย์ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อธิบายว่า ราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้นเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันมูลค่าการใช้จ่าย ขณะที่ความตั้งใจทำบุญและกระแสรักสุขภาพยังช่วยประคองความต้องการอาหารเจ

ดังนั้น เงินสะพัดที่เพิ่มขึ้นจึงสะท้อนทั้งความต้องการซื้อและแรงกดดันด้านราคา ไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคซื้ออาหารในปริมาณมากขึ้นทั้งหมด

สำหรับร้านอาหารและผู้ค้าวัตถุดิบ แม้เทศกาลกินเจจะสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ แต่หากต้นทุนเพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาขาย ส่วนต่างกำไรอาจลดลงได้

ผู้ประกอบการจึงต้องพิจารณาทั้งจำนวนจานที่ขาย ต้นทุนต่อจาน และยอดขายรวม เพื่อประเมินว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากจำนวนลูกค้าที่มากขึ้น หรือเป็นผลจากราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น

คนกินเจเหลือ32% ต่ำสุดรอบ 11 ปี เศรษฐกิจไม่ดี–อาหารแพง

แม้เงินสะพัดในเทศกาลกินเจปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ผลสำรวจกลับพบว่า คนไทยที่ตั้งใจกินเจมีสัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่อง

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า ผู้ตั้งใจกินเจปี 2569 มีสัดส่วน 32% ลดลงจาก 34% ในปีก่อน และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 ปี

ส่วนผู้ที่ไม่ตั้งใจกินเจมีสัดส่วนสูงถึง 68% สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้วางแผนเปลี่ยนมารับประทานอาหารเจในช่วงเทศกาล

เมื่อสอบถามเหตุผลเฉพาะกลุ่มที่ไม่ตั้งใจกินเจ พบว่า

  • 25.8% ระบุว่าเศรษฐกิจไม่ดี เป็นเหตุผลอันดับแรก
  • 11.3% ระบุว่าอาหารเจมีราคาแพง

ตัวเลขดังกล่าวเป็นสัดส่วนภายในกลุ่มผู้ที่ไม่ตั้งใจกินเจ ไม่ใช่สัดส่วนของผู้บริโภคทั้งหมด แต่สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจและราคาอาหารเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจของคนกลุ่มนี้

ในทางกลับกัน ผู้ที่ยังตั้งใจกินเจมีเหตุผลหลากหลาย ทั้งความต้องการทำบุญ ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ และดูแลสุขภาพ

สำหรับผู้ประกอบการ ความแตกต่างของพฤติกรรมผู้บริโภคทำให้การวางแผนขายอาหารเจต้องคำนึงถึงทั้งจำนวนลูกค้าและกำลังซื้อ ไม่ใช่อาศัยเพียงมูลค่าเงินสะพัดรวม

การจัดชุดอาหารหลายระดับราคา การรับคำสั่งซื้อล่วงหน้า และการปรับปริมาณการผลิตตามยอดขายจริง อาจช่วยลดความเสี่ยงจากอาหารเหลือและวัตถุดิบเสีย โดยยังต้องคำนวณให้ราคาขายครอบคลุมต้นทุน

น้ำท่วมดันราคาผักพุ่ง ผักชีลาว–กะเพราแพงหลายเท่า

อีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการในเทศกาลกินเจปีนี้ คือราคาผักที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่

โดยปกติ ราคาผักบางชนิดมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลกินเจตามความต้องการใช้วัตถุดิบ แต่ปีนี้ยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมพื้นที่เพาะปลูกและฝนตกต่อเนื่อง ทำให้ผลผลิตบางชนิดเข้าสู่ตลาดลดลง

ข้อมูลราคาผักจาก ตลาดไท เปรียบเทียบช่วงก่อนเกิดน้ำท่วมใหญ่ในหลายจังหวัดวันที่ 24 กันยายน กับวันที่ 6 ตุลาคม 2569 พบว่า ผักหลายชนิดมีราคาขายส่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ชนิดผัก

ก่อนน้ำท่วม(บาท/กก.)

6 ต.ค. (บาท/กก.)

ผักชีลาว

40–80

200–220

ผักชีไทย

100–130

180–200

ใบกะเพรา

30–40

140–180

ต้นหอม

70–80

120–130

บวบเหลี่ยม

16–24

34–36

แตงร้าน

18–20

26–28

ที่มา: ข้อมูลราคาผักตลาดไทตามช่วงเวลาที่รายงาน เปรียบเทียบก่อนน้ำท่วมกับวันที่ 6 ตุลาคม 2569 ราคาจริงขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณสินค้า

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ใบกะเพรา ซึ่งราคาจากเดิม 30–40 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นเป็น 140–180 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ ผักชีลาว จาก 40–80 บาท เพิ่มขึ้นเป็น 200–220 บาทต่อกิโลกรัม

การปรับขึ้นดังกล่าวสะท้อนว่าผักบางชนิดมีต้นทุนเพิ่มขึ้นหลายเท่าภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ แต่ไม่ได้หมายความว่าผักทุกชนิดปรับราคาเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

ร้านอาหารจึงจำเป็นต้องติดตามราคาวัตถุดิบแต่ละรายการจากแหล่งซื้อจริง ก่อนนำมาคำนวณต้นทุนอาหาร

กรมการค้าภายในชี้น้ำท่วม–ฝนต่อเนื่อง ทำผักเข้าตลาดลดลง

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ อธิบายเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่เพาะปลูกภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ปริมาณผักที่เข้าสู่ตลาดลดลง

แม้บางพื้นที่ไม่ได้ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ฝนที่ตกต่อเนื่องทำให้ผลผลิตเสียหาย โดยเฉพาะผักใบที่อ่อนไหวต่อสภาพอากาศ

นอกจากนี้ ระยะเวลาการขนส่งที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อคุณภาพสินค้า ทำให้ผักบางส่วนเกิดความเสียหายระหว่างทาง และเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ค้า

ผลกระทบต่อร้านอาหารจึงไม่ได้มีเพียงราคาซื้อวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่ยังรวมถึงปริมาณผักที่ต้องคัดทิ้งมากขึ้น ซึ่งทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของวัตถุดิบที่สามารถนำไปประกอบอาหารได้จริงเพิ่มตามไปด้วย

สำหรับร้านอาหารเจที่ต้องใช้ผักเป็นวัตถุดิบหลัก หากไม่สามารถปรับราคาขายได้ตามต้นทุน กำไรต่อจานก็อาจลดลง

อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในได้เร่งเชื่อมโยงผักจากแหล่งผลิตเข้าสู่ตลาดกลาง และรายงานว่าราคาขายส่งผักบางชนิดในตลาดสี่มุมเมืองเริ่มลดลงจากจุดสูงสุดแล้ว

ผู้ประกอบการจึงควรติดตามราคาแยกตามชนิดผักและแหล่งจำหน่าย พร้อมปรับเมนูตามวัตถุดิบที่หาได้และมีต้นทุนเหมาะสม

คนไทย33% เตรียมจ่ายเพิ่ม แต่มีเพียง 12.4% ที่จะซื้ออาหารมากขึ้น

อีกประเด็นสำคัญจากผลสำรวจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คือความแตกต่างระหว่างจำนวนเงินที่ผู้บริโภคเตรียมใช้กับปริมาณอาหารที่ตั้งใจซื้อ

ผลสำรวจพบว่า 33% ของผู้บริโภคคาดว่าจะใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเทศกาลกินเจปีก่อน แต่มีเพียง 12.4% ที่คาดว่าจะเพิ่มปริมาณการซื้อ

เมื่อสอบถามกลุ่มที่คาดว่าจะจ่ายเงินเพิ่ม พบว่า 38.1% ระบุว่าเป็นเพราะอาหารเจมีราคาแพงขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลอันดับแรก

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งอาจมาจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น ไม่ใช่การบริโภคที่มากขึ้นเพียงอย่างเดียว

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังพบว่า

  • 68% คาดว่าจะซื้ออาหารในปริมาณเท่าเดิม
  • 20% คาดว่าจะซื้ออาหารในปริมาณลดลง
  • 12.4% คาดว่าจะซื้ออาหารในปริมาณเพิ่มขึ้น

สำหรับร้านอาหาร ตัวเลขเหล่านี้เป็นสัญญาณว่าการเตรียมสินค้าโดยคาดหวังว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นตามมูลค่าเงินสะพัด อาจทำให้มีอาหารเหลือมากกว่าที่ประเมินไว้

หากต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น แต่จำนวนจานที่ขายไม่ได้เพิ่มตาม ร้านอาหารก็อาจมีรายได้สูงขึ้นโดยที่กำไรไม่ได้เพิ่มขึ้น หรืออาจลดลงด้วยซ้ำ

กินเจปีนี้ ร้านอาหารต้องคุมต้นทุน มากกว่าเร่งยอดขาย

สถานการณ์เทศกาลกินเจปี 2569 สะท้อนความท้าทายของธุรกิจอาหารในช่วงที่ผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย

ด้านหนึ่ง มูลค่าเงินสะพัดเพิ่มขึ้นเป็น 46,913 ล้านบาท แต่ในอีกด้าน จำนวนคนที่ตั้งใจกินเจลดลงต่ำสุดในรอบ 11 ปี ขณะที่ต้นทุนผักบางชนิดเพิ่มขึ้นหลายเท่าจากผลกระทบน้ำท่วม

ผู้ประกอบการจึงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและปริมาณสินค้า โดยเฉพาะการเลือกใช้วัตถุดิบที่มีราคาสมเหตุสมผล ปรับเมนูตามสถานการณ์ และเตรียมอาหารให้สอดคล้องกับความต้องการซื้อจริง

การนำเสนอเมนูหลายระดับราคาอาจช่วยรักษาฐานลูกค้าที่มีงบประมาณจำกัด ขณะที่การติดตามต้นทุนต่อจานจะช่วยให้ร้านประเมินกำไรได้แม่นยำกว่าการดูยอดขายรวมเพียงอย่างเดียว

สำหรับผู้บริโภค การที่อาหารมีราคาแพงขึ้นหมายความว่า แม้จะซื้ออาหารในปริมาณเท่าเดิม ก็อาจต้องใช้เงินมากขึ้น และเหลืองบประมาณสำหรับสินค้าอื่นลดลง

เทศกาลกินเจปีนี้จึงไม่ได้วัดความสำเร็จทางธุรกิจจากเงินสะพัดที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูด้วยว่าร้านอาหารขายได้มากขึ้นจริงหรือไม่ และยังเหลือกำไรเท่าไรหลังหักต้นทุนที่สูงขึ้น

เพราะในภาวะที่ราคาผักแพงและกำลังซื้อยังเปราะบาง ร้านที่สามารถรักษาความคุ้มค่าให้ลูกค้า พร้อมควบคุมต้นทุนได้ อาจมีความพร้อมรับมือกับการแข่งขันมากกว่าร้านที่มุ่งเพิ่มยอดขายเพียงอย่างเดียว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...