โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถอดบทเรียนอุทกภัยปี 2569 “ณัฏฐ์ มงคลนาวิน” ชี้ทางรอดน้ำท่วมไทย ต้องกล้าใช้ “ผังน้ำนำผังเมือง” ตามโมเดลระดับโลก

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ถอดบทเรียนอุทกภัยปี 2569 “ณัฏฐ์ มงคลนาวิน” ชี้ทางรอดน้ำท่วมไทย ต้องกล้าใช้ “ผังน้ำนำผังเมือง” ตามโมเดลระดับโลก

เมื่อวันที่ 5 ต.ค.69 นายณัฏฐ์มงคลนาวินนักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ว่า

ตอนนี้เริ่มเห็นอุทกภัยเกิดขึ้นหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนอย่าง เชียงใหม่ สุโขทัย พิษณุโลก และพิจิตร ที่รับมวลน้ำหลากต่อเนื่อง, ภาคอีสานตามแนวลุ่มน้ำชี-มูลอย่าง ขอนแก่น ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี ที่น้ำเริ่มเอ่อท่วมชุมชนริมฝั่งแช่ขังเป็นวงกว้าง ตลอดจนลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างแถบ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี

และแน่นอนที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงปลายน้ำที่เป็นด่านสุดท้าย ที่ต้องแบกรับมวลน้ำเหนือควบคู่กับภาวะน้ำทะเลหนุนสูง และฝนตกสะสมในพื้นที่ จนคนกรุงต้องคอยเช็กระดับน้ำท้ายเขื่อนและแนวกระสอบทรายกันแบบรายชั่วโมง

ทุกครั้งที่ภาพเดิมๆ วนกลับมา คำถามสำคัญที่สังคมมักหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันเสมอคือ:

“จริงไหมที่ในหลวง ร.9 เคยรับสั่งให้ทำผังน้ำทั่วประเทศ แต่ไม่มีใครทำ?”

ในฐานะนักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม ถ้าเรากางข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และข้อกฎหมายดู จะพบคำตอบแบบตรงไปตรงมาว่า: “จริงในเชิงหลักการและการกระทำ แต่ไม่จริงตรงคำศัพท์และรายละเอียดทางกฎหมาย”

พระองค์ไม่ได้ทรงใช้คำศัพท์สมัยใหม่อย่างคำว่า "ผังน้ำรายจังหวัด" เพราะในทางชลประทาน พระองค์ทรงย้ำเสมอว่าน้ำไหลตามภูมิศาสตร์ลุ่มน้ำ ไม่ได้ไหลตามเส้นแบ่งจังหวัด แต่พระองค์ทรงวางรากฐาน “โครงข่ายทางน้ำหลากระดับลุ่มน้ำ (Basin-wide Floodway)” และ “ระบบแก้มลิง” ไว้นานหลายทศวรรษ

ทว่า สิ่งที่ระบบราชการไทยทำ คือการหยิบไปทำเพียงแค่โครงการก่อสร้างเฉพาะจุด แต่กลับละเลยหัวใจสำคัญที่สุด นั่นคือ “การคุมผังเมืองไม่ให้ขวางทางน้ำ”

🌊1. ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง: “น้ำไหลตามธรรมชาติแต่อำนาจไหลตามเขตปกครอง”

ตามธรรมชาติ ประเทศไทยถูกแบ่งตามภูมิศาสตร์ออกเป็น 22 ลุ่มน้ำหลัก แต่งบประมาณ กฎหมาย และอำนาจการออกใบอนุญาตสิ่งปลูกสร้าง กลับถูกหั่นซอยตาม 76 จังหวัด + กรุงเทพมหานคร และ อปท. อีกหลายพันแห่ง

ความล้มเหลวเชิงยุทธศาสตร์จึงเกิดขึ้นเป็นทอดๆ:

จังหวัดต้นน้ำถมดินทำนิคมอุตสาหกรรม ขวางทางซับน้ำ

จังหวัดกลางน้ำสร้างถนนยกระดับตัดผ่านทุ่งรับน้ำธรรมชาติโดยไม่มีท่อลอดหรือสะพานน้ำที่กว้างพอ จนกลายเป็นเขื่อนดินขนาดยักษ์ขวางทางน้ำหลาก

จังหวัดปลายน้ำสร้างคันกั้นน้ำล้อมเมืองเพื่อดันน้ำข้ามไปท่วมจังหวัดข้างเคียง

และที่ กรุงเทพฯ: แนวพระราชดำริเดิมเรื่อง Floodway ฝั่งตะวันออก (คลองสามวา มีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง) ที่เคยถูกวางไว้ให้เป็นทางผ่านของน้ำทุ่งหลากลงสู่อ่าวไทย กลับถูก “ผังเมืองรวม” เปลี่ยนสีผังที่ดิน ยอมให้อนุมัติสร้างหมู่บ้านจัดสรร อาคารพาณิชย์ และโกดังสินค้าทับทางเดินน้ำธรรมชาติ จนกรุงเทพฯ แทบไม่เหลือทางระบายน้ำผิวดิน และต้องพึ่งพาแต่อุโมงค์ยักษ์ราคาแพงที่สูบน้ำไม่ทันมวลน้ำจริง

เราแก้ปัญหาน้ำท่วมแบบ "ต่างคนต่างเอาตัวรอด" ผลลัพธ์ในระดับประเทศจึงกลายเป็น "ไม่มีใครรอดจริง"

🛡️2. หลักฐานเชิงประจักษ์: จังหวัดที่ใช้แนวทาง"จัดผังทางน้ำ" แล้วรอดพ้นวิกฤต

ในพื้นที่ที่หน่วยงานนำพระราชดำริเรื่องโครงข่ายทางน้ำและการเปิดทางให้น้ำไหลไปปฏิบัติจริง ผลลัพธ์เชิงตัวเลขและเศรษฐกิจเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง:

สงขลา (โครงการบรรเทาอุทกภัย อ.หาดใหญ่):

พระราชทานแนวคิดขุดคลองระบายน้ำ ร.1 ถึง ร.6 ตัดยอดน้ำจากเทือกเขาบรรทัดและคลองอู่ตะเภา บายพาสน้ำอ้อมเมืองหาดใหญ่ออกสู่ทะเลสาบสงขลาโดยตรง เปลี่ยนหาดใหญ่จากเมืองที่เคยจมน้ำมิดหลังคาในปี 2531 และ 2543 กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจภาคใต้ที่รอดพ้นวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ต่อเนื่องยาวนาน

ชุมพร (โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ):

พระราชทานแนวทางหลังพายุซีลดาและลินดาถล่มเมืองชุมพรจมบาดาลในปี 2540 ทรงแนะให้ขุดคลองหัววัง-พนังตัก เพื่อเชื่อมน้ำจากคลองท่าตะเภาและแก้มลิงหนองใหญ่ออกสู่อ่าวไทยโดยตรง ส่งผลให้ตัวเมืองชุมพรรอดพ้นจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2541 ได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งที่โครงการเพิ่งขุดเสร็จไม่นาน และยังคงเป็นเกราะคุ้มกันเมืองมาจนถึงปัจจุบัน

จันทบุรี (คลองภักดีรำไพ):

ขุดคลองบายพาสตัดมวลน้ำจากแม่น้ำจันทบุรีออกสู่ทะเล ไม่ให้น้ำไหลเอ่อทะลักเข้าพื้นที่เศรษฐกิจ เปลี่ยนจันทบุรีจากเมืองน้ำท่วมซ้ำซาก ให้แทบไม่เจอน้ำท่วมขังรุนแรงอีกเลยนับแต่เปิดใช้งาน

เพชรบุรี (คลองระบายน้ำ D9):

พระราชดำริขุดคลองลัดน้ำหลากตัดมวลน้ำจากระบบชลประทานออกสู่อ่าวไทย ช่วยลดแรงดันน้ำและปกป้องย่านเศรษฐกิจใจกลางเทศบาลเมืองเพชรบุรี

🌍3. บทเรียนระดับโลก: โมเดล“Room for the River” ของเนเธอร์แลนด์

เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ในอดีตเขาเคยเชื่อมั่นใน Hard Infrastructure คือการสร้างเขื่อนและพนังกั้นน้ำให้สูงขึ้นเรื่อยๆ แต่หลังเกือบเผชิญหายนะน้ำท่วมใหญ่แม่น้ำไรน์ในปี 1993 และ 1995 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตัดสินใจเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ สู่โครงการ “Room for the River” (คืนพื้นที่ให้แม่น้ำ)

ไม่บีบน้ำ แต่เปิดพื้นที่ให้น้ำ: รื้อและถอยร่นพนังกั้นน้ำลึกเข้าไปด้านใน (Relocating Dykes) ขุดลอกและลดระดับที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง (Lowering Floodplains) และกำหนดพื้นที่น้ำท่วมชั่วคราวอย่างถูกกฎหมาย

ผังเมืองต้องยอมสยบให้ผังน้ำ: ใครจะสร้างอาคาร ถนน หรือเมือง ต้องตรวจแนวทางเดินน้ำก่อน ห้ามสร้างสิ่งกีดขวางเด็ดขาด

แนวคิด Room for the River มีหัวใจเดียวกันกับ "แนวคิดแก้มลิงและทางน้ำหลากพระราชดำริ" ของในหลวง ร.9 นั่นคือการยอมสละพื้นที่บางส่วนเพื่อให้น้ำมีที่อยู่และมีทางไปตามธรรมชาติ แทนที่จะฝืนธรรมชาติด้วยการสร้างกำแพงกั้นน้ำเพียงอย่างเดียว

⚠️4. ปัญหาคอขวดของไทย: มีผังน้ำแต่ไร้อำนาจผังเมือง

แม้ไทยเราจะมี พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และมีการจัดทำผังน้ำ 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศโดย สทนช. แล้ว แต่คอขวดเชิงยุทธศาสตร์ที่แท้จริงคือ:

“ผังน้ำระดับลุ่มน้ำ ยังไม่ถูกเชื่อมโยงและบังคับใช้อย่างมีสภาพบังคับใน พ.ร.บ.การผังเมือง ของกระทรวงมหาดไทย”

เอกสารผังน้ำมีอยู่จริงบนโต๊ะทำงาน แต่ในระดับท้องถิ่นและ กทม. ยังคงมีการออกใบอนุญาตก่อสร้าง ถมคูคลอง หรืออนุมัติโครงการอสังหาริมทรัพย์ทับรอยทางเดินน้ำธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง

เมื่อกฎหมายผังเมืองกับผังน้ำทำงานแยกส่วนกัน ผังน้ำจึงกลายเป็นเพียง "แผนที่เตือนภัย" ที่ไม่สามารถห้ามการบุกรุกทางน้ำได้จริง

🧭บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์

การแก้น้ำท่วมทั่วประเทศรวมถึงกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่การของบประมาณมาถมคันกั้นน้ำให้สูงขึ้น หรือรอพึ่งพาอุโมงค์ยักษ์ปลายทาง แต่คือความกล้าหาญในการจัดระเบียบเชิงพื้นที่:

ปรับปรุงกฎหมายให้ "ผังน้ำเป็นแม่บทเหนือกฎหมายผังเมือง"

คืนพื้นที่ชะลอน้ำและทางน้ำหลากธรรมชาติ (Room for the River) ตามแนวพระราชดำริ

เลิกบริหารจัดการน้ำแบบตัดตอนตามเขตจังหวัด แล้วบริหารจัดการร่วมกันแบบบูรณาการทั้งลุ่มน้ำ

ตราบใดที่เรายังมองน้ำเป็นแค่เรื่องของการก่อสร้าง แต่ละเลยการจัดระเบียบการใช้ที่ดิน ต่อให้สร้างอุโมงค์ยักษ์หรือกำแพงอีกกี่แห่ง เราก็ไม่อาจหลุดพ้นจากวงจรอุทกภัยซ้ำซากนี้ได้

📢ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

ในพื้นที่ของท่าน กำลังเจอปัญหาการก่อสร้างหรือถนนตัดใหม่ที่ขวางทางน้ำธรรมชาติอยู่หรือไม่? และคิดว่าถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยต้องบังคับใช้ "ผังน้ำนำผังเมือง" อย่างจริงจัง? ร่วมแชร์มุมมองและข้อเท็จจริงในพื้นที่ของท่านได้ใต้โพสต์นี้ครับ

ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม

5 ตุลาคม 2569

#ณัฏฐ์มงคลนาวิน #ผังน้ำ22ลุ่มน้ำ #RoomForTheRiver #การจัดการน้ำเชิงยุทธศาสตร์ #วิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม #น้ำท่วมทั่วประเทศ #น้ำท่วมกรุงเทพ #ผังเมืองไทย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...