โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชีวิตโคลงเคลง บนโลกสั่นคลอน ไม่ว่าจะสนใจหรือไม่สภาพสังคมก็ส่งผลต่อสุขภาพจิตได้ในระยะยาว

The MATTER

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Lifestyle

โลกยังคงหมุนไปพร้อมชีวิตประจำวัน แต่เราสัมผัสได้ถึงความโคลงเคลงใต้พื้นที่ยืนอยู่เสมอ

เรายังตื่นนอน ทำงาน กินข้าว และเข้านอนเหมือนเดิม แต่ในบางช่วงชีวิต เรากลับรู้สึกกังวลกับอนาคตได้ง่ายขึ้น เหนื่อยกับสิ่งรอบตัวมากขึ้น หรือรู้สึกว่าชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่อธิบายไม่ถูก ไม่รู้ที่มาที่ไป

ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความเหนื่อยยากในชีวิตส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมด้วย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมือง นโยบายของรัฐบาล โรคระบาด สงคราม หรือวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้คนต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

แม้เราจะไม่ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองทุกวัน มีวันที่อยากพักสมอง เปลี่ยนไปดูสิ่งบันเทิงใจ ไม่ได้แลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องการเมือง หรือต่อให้ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนสนใจเรื่องบ้านเมืองมากนัก ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะลอยตัวอยู่เหนือผลกระทบจากเหตุการณ์เหล่านั้นได้

หลายคนอาจรู้สึกว่าชีวิตอันโคลงเคลงของเรานั้น เกิดจากความไม่มั่นคงในสังคมที่ถาโถมเข้ามาตั้งแต่จำความได้ ตั้งแต่เรื่องในบ้านอย่าง พิษต้มยำกุ้ง วิกฤตทางการเมือง อุทกภัย หรือภาพใหญ่ของโลกอย่างสงคราม ราคาน้ำมัน โควิด ที่ต่อให้เราไม่ได้รู้ลึกรู้จริงถึงกลไกที่ทำให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น หรือไม่สามารถชี้ชัดถึงผลกระทบของมันอย่างแม่นยำ แต่คงบอกได้ยากว่าเหล่าเหตุการณ์ที่ถาโถมเข้ามาในทุกๆ หลายปีอย่างต่อเนื่องนี้ ไม่ได้ส่งผลอะไรกับชีวิตเลย

งานวิจัยปี 2026 หัวข้อ ‘Impact of 15 years of social, political and economic shocks on population mental health in the UK: a longitudinal, Bayesian quasi-experimental analysis’ ตีพิมพ์บนวารสาร BMJ Mental Health โดยทีมวิจัยจาก University College London (UCL), Imperial College London และ London School of Economics and Political Science (LSE) ช่วยให้เราเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์ระดับสังคมกับสุขภาพจิตของผู้คนชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเมื่อความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่ทยอยเกิดขึ้นซ้ำๆ จนความรู้สึกไม่มั่นคงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

ทีมวิจัยศึกษาข้อมูลจากผู้เข้าร่วม UK Household Longitudinal Study จำนวน 87,857 คน โดยติดตามข้อมูลในช่วงปี 2009–2024 เพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลงของสุขภาพจิตในประชากร และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความทุกข์ทางจิตใจกับเหตุการณ์สำคัญระดับสังคม 5 เหตุการณ์ในช่วงประมาณทศวรรษที่ผ่านมา

เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเมืองภายในประเทศ แต่ยังรวมถึงโรคระบาด สงคราม และความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนในวงกว้างด้วย ได้แก่

การลงประชามติ Brexit ในปี 2016 เมื่อประชาชนสหราชอาณาจักรลงคะแนนเสียงเพื่อออกจากสหภาพยุโรป เหตุการณ์นี้สร้างความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความขัดแย้งและการแบ่งขั้วทางความคิดในหมู่ประชาชน การล็อกดาวน์จากโควิด-19 ครั้งแรกมาตรการที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนอย่างฉับพลัน ตั้งแต่การทำงาน การเรียน การพบปะคนใกล้ชิด ไปจนถึงความกังวลเรื่องสุขภาพและรายได้ การล็อกดาวน์จากโควิด-19 ครั้งที่ 2 การต้องเผชิญกับข้อจำกัดและความไม่แน่นอนต่อเนื่องจากการระบาด ซึ่งทำให้ผลกระทบไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับการล็อกดาวน์ครั้งแรก การรุกรานยูเครนโดยรัสเซียในปี 2022สงครามที่สร้างความกังวลในระดับนานาชาติ และส่งผลต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพของครัวเรือนในสหราชอาณาจักร มินิบัดเจ็ตของรัฐบาลสหราชอาณาจักรในปี 2022 แผนงบประมาณที่รัฐบาลภายใต้การนำของลิซ ทรัสส์ (Liz Truss) ประกาศใช้ในเดือนกันยายน สร้างความปั่นป่วนในตลาดการเงินและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

เหตุการณ์เหล่านี้มีลักษณะแตกต่างกัน บางเหตุการณ์เป็นการตัดสินใจทางการเมือง บางเหตุการณ์เป็นวิกฤตด้านสาธารณสุข และบางเหตุการณ์เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ทั้งหมดมีจุดร่วมสำคัญคือ สามารถเปลี่ยนเงื่อนไขการใช้ชีวิตของผู้คนจำนวนมากได้ในเวลาเดียวกัน

ในการศึกษานี้ นักวิจัยใช้แบบประเมิน GHQ-12 ตรวจสอบความทุกข์ทางจิตใจและอาการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต เช่น อาการที่พบได้ในภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล จากนั้นจึงวิเคราะห์ว่าคะแนนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหลังเหตุการณ์สำคัญแต่ละครั้ง

ผลการศึกษาพบว่า ความทุกข์ทางจิตใจของประชากรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลังการลงประชามติ Brexit และเพิ่มขึ้นชัดเจนยิ่งกว่าหลังการล็อกดาวน์ครั้งแรกของโควิด-19 ขณะที่ผลกระทบหลังสงครามยูเครนและมินิบัดเจ็ตปรากฏเป็นแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงหลายเดือนหลังเหตุการณ์

ที่สำคัญกว่านั้น ระดับความทุกข์ทางจิตใจไม่ได้กลับไปอยู่ในระดับต่ำเท่าก่อนปี 2016 แม้เหตุการณ์ต่าง ๆ จะผ่านพ้นไปแล้วก็ตาม โดยในช่วงสิ้นสุดการติดตามข้อมูลปี 2024 ผลกระทบจากช่วงการระบาดใหญ่ก็ยังไม่หายไปทั้งหมด

กล่าวคือ ผลกระทบของเหตุการณ์ระดับสังคมอาจไม่ได้สิ้นสุดลงในวันที่ข่าวเงียบลง แต่สามารถทิ้งร่องรอยไว้ในสุขภาพจิตของผู้คนต่อไปได้

สังคมอุดมความเครียด

หากลองพิจารณาเหตุการณ์ทั้ง 5 ที่ถูกพูดถึงในงานวิจัยข้างต้น จะเห็นว่าหลายเหตุการณ์ไม่ได้ส่งผลต่อผู้คนผ่านประสบการณ์ตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผลผ่านความรู้สึกต่อโลกที่เราอาศัยอยู่ด้วย

คนที่ไม่ได้มีญาติอยู่ในยูเครนก็อาจกังวลกับสงครามได้ หากสงครามทำให้ราคาพลังงานและสินค้าเพิ่มขึ้น คนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการลงประชามติ Brexit ก็ยังอาจได้รับผลจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่ตามมา เช่นเดียวกับคนที่ไม่ได้ติดตามข่าวการเมือง แต่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเรื่องงาน รายได้ หรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ในกรณีของโรคระบาด ความเชื่อมโยงยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะการล็อกดาวน์ไม่ได้เป็นเพียงข่าวที่เราจะเลือกอ่านหรือไม่อ่านก็ได้ แต่มันเปลี่ยนวิธีที่เราทำงาน ใช้ชีวิต พบปะเพื่อนฝูง และดูแลคนในครอบครัว ต่อให้เราไม่เคยสนใจประเด็นนโยบายสาธารณสุขมาก่อน เราก็ยังต้องปรับตัวตามมาตรการที่เกิดขึ้น

จึงเป็นเหตุผลที่สุขภาพจิตของคนคนหนึ่งไม่อาจแยกออกจากสภาพแวดล้อมทางสังคมได้อย่างเด็ดขาด เราอาจเลือกไม่ติดตามข่าวการเมืองได้ แต่เราไม่สามารถเลือกได้ทั้งหมดว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ค่าครองชีพจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ นโยบายของรัฐจะส่งผลต่ออาชีพของเราหรือเปล่า หรือคนรอบตัวจะต้องเผชิญกับความยากลำบากมากน้อยแค่ไหน

ในแง่นี้ การไม่สนใจเรื่องการบ้านการเมืองกับการไม่ได้รับผลกระทบจากการเมืองจึงเป็นคนละเรื่องกัน เหตุการณ์ใหญ่เพียงเหตุการณ์เดียวอาจทำให้เรารู้สึกเครียดในช่วงเวลาหนึ่ง แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือการต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนหลายระลอกติดต่อกัน โดยที่ยังไม่มีโอกาสฟื้นตัวจากเหตุการณ์ก่อนหน้าอย่างเต็มที่

ลองนึกถึงช่วงเวลาที่เราต้องปรับตัวจากโรคระบาด ก่อนจะพบว่าค่าครองชีพสูงขึ้น ตามมาด้วยความกังวลเรื่องเศรษฐกิจและอนาคตของการทำงาน แม้แต่ละเหตุการณ์จะมีสาเหตุแตกต่างกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน ความรู้สึกเหนื่อยล้าและไม่มั่นคงอาจสะสมอยู่ในชีวิตของเราได้

เมื่อเงื่อนไขภายนอกเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ความสามารถในการวางแผนชีวิตก็อาจลดลงตามไปด้วย เราอาจเริ่มกังวลกับเรื่องที่เคยจัดการได้ตามปกติ รู้สึกเหนื่อยกับการตัดสินใจ หรือไม่แน่ใจว่าความพยายามที่ทำอยู่จะพาเราไปถึงเป้าหมายได้จริงหรือไม่

ความไม่แน่นอนเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะเกิดปัญหาสุขภาพจิต แต่ช่วยอธิบายได้ว่าทำไมเหตุการณ์ที่ดูเหมือนอยู่ไกลตัวจึงอาจมีผลต่อความรู้สึกของเราในชีวิตประจำวัน และเมื่อความไม่แน่นอนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว แต่กลายเป็นสิ่งที่ต้องรับมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า การฟื้นตัวทางจิตใจย่อมเป็นเรื่องที่ซับซ้อนขึ้น

งานวิจัยชิ้นเดิมนี้ยังพบด้วยว่า ผลกระทบไม่ได้กระจายไปยังทุกคนเท่ากัน ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ขาดแคลนทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคม มีผลกระทบด้านสุขภาพจิตสูงกว่าโดยรวม ขณะที่ผู้ที่เจ็บป่วยหรือพิการในระยะยาว ก็เป็นกลุ่มที่เผชิญความทุกข์ทางจิตใจในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

ข้อนี้ชี้ให้เราเห็นว่า แม้เหตุการณ์หนึ่งจะเกิดขึ้นกับคนทั้งสังคม แต่แต่ละคนไม่ได้มีทรัพยากรในการรับมือเท่ากัน คนที่มีเงินออม มีงานมั่นคง และมีเครือข่ายคนคอยช่วยเหลือ อาจมีทางเลือกในการจัดการกับวิกฤตมากกว่าคนที่ต้องใช้รายได้เกือบทั้งหมดไปกับค่าใช้จ่ายจำเป็น

ดังนั้น ความเครียดที่เกิดจากสังคมจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความรู้สึกหรือทัศนคติส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขที่ทำให้บางคนเปราะบางต่อเหตุการณ์เดียวกันมากกว่าคนอื่นด้วย

แน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องติดตามข่าวทุกชิ้น แสดงความคิดเห็นกับทุกประเด็น หรือใช้ชีวิตด้วยความกังวลต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบโลกตลอดเวลา การเลือกพักจากข่าวสาร กำหนดขอบเขตการรับรู้ และหันกลับมาใส่ใจกับสิ่งที่เราจัดการได้ ล้วนเป็นวิธีดูแลตัวเองที่เหมาะสม

เพราะไม่ว่าเราจะสนใจความเป็นไปของบ้านเมืองมากน้อยแค่ไหน เราก็ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงอยู่ดี

อ้างอิงจาก

mentalhealth.bmj

theguardian

Graphic Designer: Sutanya Phattanasitubon (IG: 24n7.s)
Editorial Staff: Runchana Siripraphasuk

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...