โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สตง. เปิดผลสอบ ‘ไทยพีบีเอส’ ใช้เงินไม่เป็นไปตามกฎหมาย รับเอกสารหลุดถึงสื่อ ตั้ง กก.สอบแล้ว

The Reporters

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา

‘สตง.’ เปิดผลสอบ ‘ไทยพีบีเอส’ จ้างผลิตรายการ ‘ข่าวเจาะย่อโลก’ เฉพาะเจาะจง–ค่าตอบแทนพิธีกรไม่เป็นไปตามกฎหมาย ผู้ว่าฯ สตง. เตรียมฟันผู้เกี่ยวข้อง เรียกเงินคืน 85 ล้านบาท ชง ส.ส.ท. สอบหากพบผิดส่ง ป.ป.ช. รับเอกสารหลุดถึงสื่อตั้ง กก. สอบแล้ว ชี้เป็นสิทธิผู้เสียหายฟ้องกลับ

วันนี้ (14 ต.ค. 69) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงข่าวผลการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส โดยมี นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ โฆษก สตง. พร้อมด้วยนายโสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่ 1, น.ส. มธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน สำนักตรวจเงินแผ่นดินภาค 2 (สตภ. 2) และ น.ส. สินีนาต โพธิชัย ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ 3 ร่วมแถลงข่าว

น.ส. มธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ. 2) เปิดเผยผลการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงิน ซึ่งกำหนดประเด็นการตรวจสอบไว้ 2 ประเด็นตามที่ได้รับการร้องเรียน ได้แก่

ประเด็นที่ 1 การจ้างผลิตรายการ ‘ข่าวเจาะย่อโลก’ โดยวิธีเฉพาะเจาะจงเป็นไปตามกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่า ไทยพีบีเอสได้ว่าจ้างบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งต่อเนื่องระหว่างปี 2560–2568 ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง โดยอ้างว่าผ่านกระบวนการคัดเลือกตามระเบียบของไทยพีบีเอสว่าด้วยการคัดสรรผู้ดำเนินการผลิตรายการฯ ทั้งนี้ ขอบเขตในสัญญาการดำเนินงานผลิตมีลักษณะเป็นงานจ้างที่มีการใช้อุปกรณ์และสิ่งสนับสนุนการผลิต เช่น กล้อง เลนส์ ไมโครโฟนไร้สาย อีกทั้งไทยพีบีเอสไม่ได้มีการประเมินเรตติ้ง (Rating) ของรายการนี้ ดังนั้น การว่าจ้างบริษัทเอกชนผลิตรายการโดยวิธีเฉพาะเจาะจงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560–2568 จึงอาจขัดต่อพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ในเรื่องการเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม

ประเด็นที่ 2 การจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการ ประจำปีงบประมาณ 2566–2568 เป็นไปตาม พ.ร.บ. ส.ส.ท. และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงินและการบัญชีหรือไม่ อย่างไร

น.ส. มธุลีห์กล่าวว่า ไทยพีบีเอสมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการกระจายเสียงและแพร่ภาพเพื่อมุ่งให้ความรู้แก่ประชาชน ส่งเสริมเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน จึงมีภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ในช่วงปีงบประมาณ 2566–2567 ไทยพีบีเอสมีการเบิกจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและผู้ดำเนินรายการ โดยไม่ปรากฏว่ามีระเบียบที่ให้อำนาจรองรับการเบิกจ่ายไว้ แต่มีเพียงแนวทางหรือหลักเกณฑ์สำหรับการบริหารภายใน เช่น แนวทางการจ่ายค่าตอบแทนแหล่งข่าว, ผู้ร่วมรายการ และผู้ดำเนินรายการ โดยไม่มีระเบียบเฉพาะ แต่ใช้วิธีการอนุมัติทางการเงินภายใต้กรอบวงเงินตามคำสั่งมอบอำนาจเป็นการชั่วคราว

“ต่อมาไทยพีบีเอสได้ประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยการเงินฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 67 ทำให้หลักเกณฑ์ก่อนหน้านี้ไม่สามารถนำมาใช้ได้อีก จึงถือได้ว่าการจ่ายเงินให้แก่พิธีกรและผู้ดำเนินรายการตามปีงบประมาณ 2568 เป็นการจ่ายเงินโดยไม่มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขรองรับ ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบ ส.ส.ท. ว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 ข้อ 5 ประกอบข้อ 22 อันเป็นการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 38” น.ส. มธุลีห์ระบุ

น.ส. มธุลีห์กล่าวอีกว่า จากผลการตรวจสอบทั้งหมด ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 85 วรรคสาม และมาตรา 95 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 เสนอให้ดำเนินการตามกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่อไป

เมื่อถามว่า สตง. สามารถเปิดเผยรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงินไม่ถูกต้องได้หรือไม่ เนื่องจากมีเอกสารหลุดไปรายงานผ่านสื่อมวลชนก่อนที่ สตง. จะแถลงข่าวหรือส่งรายงานไปยังไทยพีบีเอส นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ โฆษก สตง. กล่าวว่า “กรณีนี้ สตง. ชี้แจงข้อเท็จจริงได้ แต่กฎหมายห้ามเปิดเผยรายชื่อบุคคล สำหรับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจะมีรายชื่อระบุอยู่ในหนังสือที่แจ้งไปยังไทยพีบีเอส จึงไม่สามารถบอกกับสื่อมวลชนได้ว่าเป็นใคร การระบุว่าเป็นใครบ้างต้องยึดตามหนังสือลับที่ส่งไปยังไทยพีบีเอส ซึ่ง สตง. มีหน้าที่ต้องแจ้งผลการตรวจสอบตามที่กฎหมายกำหนด”

นายสุทธิพงษ์กล่าวถึงกรณีเอกสารที่เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนไปก่อนหน้านี้ว่า ทาง สตง. ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วว่ามีหนังสือหรือเอกสารหลุดออกไปได้อย่างไร ซึ่งกรณีที่เป็นรายงานผลการตรวจสอบบุคคลหรือองค์กรต่าง ๆ ย่อมต้องเป็น ‘หนังสือลับ’ ดังนั้น ใครก็ตามที่นำหนังสือลับไปเปิดเผยถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย

สำหรับขั้นตอนการดำเนินการตามรายงานผลกรณีที่ไทยพีบีเอสไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย นายสุทธิพงษ์ชี้แจงว่า สตง. เห็นว่าการที่เจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งปฏิบัติงานจนก่อให้เกิดความเสียหาย ต้องรับผิดทางละเมิดและถูกดำเนินการทางวินัย ซึ่งหน่วยงานต้นสังกัดจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด เพื่อพิจารณาว่าสิ่งที่ สตง. แจ้งไปนั้น เจ้าหน้าที่เหล่านั้นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ ส่วนการตัดสินใจว่าจะต้องรับผิดชอบความเสียหายอย่างไร ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานต้นสังกัด

“หน้าที่ของ สตง. ในการแจ้งไปยังไทยพีบีเอสสามารถทำได้ 2 ประการตามกฎหมาย คือ ให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย หรือดำเนินการทางวินัยกับผู้เกี่ยวข้อง หากไทยพีบีเอสตรวจสอบแล้วพบว่ามีมูลอันควรเชื่อได้ว่าเป็นการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ก็จะต้องส่งข้อมูลและสำนวนให้สำนักงาน ป.ป.ช. ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ต่อไป”นายสุทธิพงษ์กล่าว

ด้าน น.ส. มธุลีห์กล่าวเสริมถึงกรณีการจ่ายค่าตอบแทนไม่ถูกต้องว่า ได้ส่งเรื่องไปยังไทยพีบีเอสแล้วตั้งแต่วันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยส่งเป็นหนังสือลับ ส่วนกรณีที่หนังสือหลุดออกไปได้อย่างไรนั้น ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานเรื่องนี้ก็ต้องการให้ตรวจสอบเช่นกัน และขอยืนยันว่าเอกสารดังกล่าวไม่ได้หลุดออกไปจากตนเองอย่างแน่นอน

เมื่อถามถึงกรณีที่ผู้ถูกพาดพิงในเอกสารได้รับความเสียหาย นายสุทธิพงษ์กล่าวว่า หากจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีก็เป็นสิทธิโดยชอบธรรมที่สามารถดำเนินการได้ แต่ในส่วนของ สตง. หากหนังสือที่หลุดออกไปไม่ใช่หนังสือลับฉบับจริงที่ส่งไปยังหน่วยงาน ก็ไม่ถือว่าเป็นเอกสารของ สตง. อย่างไรก็ตาม สตง. ไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบแล้วว่าเอกสารหลุดออกไปจากใคร

“เราก็อยากรู้ว่าใครที่นำเอกสาร สตง. ออกไป และเอาไปได้อย่างไร ซึ่งทางไทยพีบีเอสก็ได้ทำหนังสือสอบถามมายัง สตง. ด้วยเช่นกัน โดยประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบแล้ว ทั้งนี้ สตง. สามารถเปิดเผยเอกสารระหว่างการตรวจสอบได้ แต่ห้ามเปิดเผยรายชื่อบุคคล ส่วนเอกสารที่หลุดออกไปเป็นเอกสารลับ ใครที่นำเอกสารลับไปเปิดเผยก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” นายสุทธิพงษ์กล่าวย้ำ

เมื่อถามถึงจำนวนเงินที่ สตง. เสนอให้ชดใช้คืนตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีมูลค่าประมาณ 85 ล้านบาท นายสุทธิพงษ์กล่าวว่า “หากจะว่าโดยประมาณก็ประมาณนั้นจริง แต่ไม่ใช่ตัวเลข 230 ล้านบาทอย่างที่มีกระแสข่าวออกมาในภายหลัง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...