โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะปูมกำเนิด สสส. กับการสร้าง 'สองเสา' ของระบบสุขภาพไทย โดย นพ.สุภกร บัวสาย

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ถือเป็นนวัตกรรมด้านสาธารณสุขของสังคมไทย ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติในการวางระบบให้ประชาชน "ป่วยน้อยลง" หากมองในกรอบเชิงยุทธศาสตร์คู่กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ดูแลสิทธิหลักประกันสุขภาพให้คนไทย "ป่วยแล้วไม่ล้มละลาย"

สสส. และสปสช. เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

จุดเริ่มต้นต้องย้อนกลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 2530 ไทยเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้คนย้ายเข้าสู่เมืองมากขึ้น วิถีชีวิตเปลี่ยนไป ส่งผลให้รูปแบบการเจ็บป่วยเปลี่ยนไปด้วย โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคมะเร็ง เริ่มมีความสำคัญและกลายเป็นภาระโรคหลัก ขณะเดียวกันคนไทยมีอายุยืนขึ้นกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้ค่ารักษาและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงขึ้น รวมถึงบริการสุขภาพยังกระจายตัวไม่ทั่วถึง คนที่ต้องการบริการมากที่สุด อาจเป็นคนที่เข้าถึงได้ยากที่สุด

สถานการณ์ดังกล่าวบีบให้ประเทศไทยต้องขบคิดและตอบคำถามเชิงยุทธศาสตร์ 2 ข้อ คือ 1.) ทำอย่างไรให้ประชาชนมีสุขภาพดี ป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยหรือเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้ และ 2.) เมื่อเจ็บป่วยจะทำอย่างไรให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลที่จำเป็นได้อย่างเท่าเทียม ไม่ต้องเผชิญกับความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ หรือถึงขั้นล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาล

การตอบคำถามเหล่านี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างความสามารถในการมองเห็น "ระบบสุขภาพ" ทั้งระบบเสียก่อน ซึ่งนำมาสู่รากฐานความคิดและทศวรรษแห่งการสะสมความรู้ ดังนี้

ปี 2534-2535 ไทยเริ่มสำรวจสุขภาพประชาชนโดยการตรวจร่างกาย ทำให้เริ่มมีฐานข้อมูลสุขภาพและปัจจัยเสี่ยงที่แท้จริงของประชากร ต่อมาปี 2535 มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เพื่อสร้างและจัดการความรู้สำหรับการพัฒนาระบบสุขภาพ การมองเรื่องสุขภาพจึงเริ่มขยายจากโรคหรือบริการแต่ละเรื่องไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม ระบบบริการ และความเป็นธรรม

ปี 2537 กระทรวงการคลังปรับขึ้นภาษีบุหรี่ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพเป็นครั้งแรก นับเป็นก้าวสำคัญที่กระทรวงด้านเศรษฐกิจใช้เครื่องมือทางการคลังเพื่อลดการบริโภคสินค้าที่ทำลายสุขภาพ โดยปีแรกรายได้ภาษีบุหรี่เพิ่มจาก 15,000 ล้านบาท เป็น 20,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 5,000 ล้านบาท และยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีต่อมา ขณะที่การสูบบุหรี่มีแนวโน้มลดลง

แสดงให้เห็นว่านโยบายสาธารณะที่ออกแบบดีสามารถสร้างผลดีต่อสุขภาพและเพิ่มรายได้ของรัฐบาลได้พร้อมกัน ทำให้ ปี 2539 กระทรวงการคลังจัดทำ "แผนแม่บทการเงินการคลังเพื่อสังคม" โดยสาระด้านสุขภาพวางเป้าหมายสำคัญไว้ 2 ด้าน คือ 1.) ลดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคที่ป้องกันได้ และ 2.) สร้างหลักประกันสุขภาพ เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนจากค่ารักษาพยาบาล ซึ่งใน ปี 2540 ไทยเผชิญวิกฤติต้มยำกุ้งยิ่งทำให้เห็นชัดว่าความเจ็บป่วย ค่ารักษาพยาบาล และความยากจนเชื่อมโยงกันเมื่อรายได้และการจ้างงานหายไป ค่าใช้จ่ายจากการเจ็บป่วยสามารถผลักครอบครัวที่เปราะบางให้ตกอยู่ในความยากจนได้ง่ายขึ้น

จากนั้น ปี 2542 คณะรัฐมนตรี เห็นชอบหลักการจัดตั้งกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ เป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแนวคิดและข้อเสนอเชิงนโยบายให้เป็นกลไกถาวร ต่อเนื่องปี 2543 คณะทำงานพัฒนานโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทบทวนงานวิจัยเปรียบเทียบทางเลือก และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ได้ฉันทามติทางวิชาการว่าไทยควรมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เป็นสิทธิของประชาชนทุกคน โดยใช้เงินภาษีเป็นแหล่งการคลัง และออกแบบวิธีจ่ายเงินให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายควบคู่กับคุณภาพบริการมีการแยกบทบาทผู้ซื้อบริการออกจากผู้ให้บริการ ใช้ระบบเหมาจ่ายรายหัวสำหรับผู้ป่วยนอก และจ่ายตามกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) สำหรับผู้ป่วยในถือเป็นทางสายกลางที่เหมาะกับประเทศไทยดีกว่าระบบบัตรสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย และดีกว่าการพึ่งพาประกันสุขภาพเอกชนเป็นหลัก

จนกระทั่ง ปี 2544 มีการประกาศใช้ พ.ร.บ. กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และปี 2545 มีการประกาศใช้พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทั้งหมดสะท้อนว่า สสส. และ สปสช. ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากเป็นผลจากการสะสมความรู้ การพัฒนาข้อเสนอ การทดลองทำงาน และการสร้างคนกับเครือข่ายอย่างต่อเนื่องนานกว่าสิบปี ก่อนจะตกผลึกเป็นนโยบาย สถาบันและกฎหมายที่ได้รับการสานต่อผ่านหลายรัฐบาล ดังนั้น "ระบบสุขภาพไทย" จึงได้รับการออกแบบภายใต้กรอบเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องทำงานร่วมกัน คือ

  • "ป่วยน้อยลง" : สร้างเสริมสุขภาพ/ป้องกันโรค ด้วยการลดปัจจัยเสี่ยง ป้องกันการเจ็บป่วยและเสียชีวิตที่หลีกเลี่ยงได้
  • "ป่วยแล้วไม่ล้มละลาย" : หลักประกันสุขภาพ ทำให้ทุกคนเข้าถึงบริการที่จำเป็น โดยไม่ต้องเผชิญความเดือดร้อนทางการเงิน

สองเสานี้ไม่ใช่นโยบายที่แข่งขันกัน แต่เป็นยุทธศาสตร์เดียวกัน เพราะหากรอให้ประชาชนป่วยแล้วจึงทุ่มทรัพยากรไปกับการรักษา ค่าใช้จ่ายย่อมเพิ่มขึ้นไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะ สังคมสูงวัย ที่มีโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น และหากป้องกันโดยไม่มีหลักประกัน เมื่อประชาชนเจ็บป่วย ความเสี่ยงก็จะกลับไปตกอยู่กับแต่ละครอบครัว โดยเฉพาะคนจน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ปัญหาที่ ระบบสุขภาพไทย กำลังเผชิญในวันนี้ จึงไม่ควรนำไปสู่คำถามว่า เราจะรักษาเสาใดและลดความสำคัญของอีกเสาหนึ่ง คำถามที่ถูกต้องกว่า คือเราจะทำให้สองเสาหลักนี้เข้มแข็งเชื่อมโยงกัน และรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยได้ดีกว่าเดิมอย่างไร ซึ่งเป็นภารกิจที่ประเทศไทยต้องเดินหน้าต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...