โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เศรษฐกิจสูงวัย “Silver Economy” โอกาสในวิกฤตของประเทศไทย

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 25 ก.ย 2566 เวลา 06.26 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2566 เวลา 06.15 น.

คอลัมน์ : นอกรอบ

“เศรษฐกิจสูงวัย” หรือ “silver economy” ถือเป็นเศรษฐกิจใหม่ที่มีการเติบโตทั่วโลก ที่สร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับภาคธุรกิจ

โดยศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ธนาคารกรุงไทย มองว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจใหม่เรียกว่า “เศรษฐกิจสูงวัย” หรือ “silver economy” ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 26.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 880-900 ล้านล้านบาท คิดเป็น 26.6% ของมูลค่าเศรษฐกิจทั่วโลก

ขณะที่มูลค่าตลาดผู้บริโภคกลุ่มผู้สูงวัย หรือ silver gen ของไทยมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 4.4% และคาดว่าจะแตะระดับ 2.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 12% ของมูลค่าเศรษฐกิจไทย ในปี 2573 หรืออีก 7 ปีข้างหน้า

นับเป็นความท้าทายสำคัญของภาคธุรกิจไทยในการเตรียมความพร้อมรับมือและคว้าโอกาสจากกลุ่ม silver gen ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่น่าสนใจ เพราะมีศักยภาพด้านการเงิน พร้อมจับจ่ายใช้สอย

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ระบุว่า จากที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (super-aged society) คือมีสัดส่วนประชากรที่อายุ 65 ปีขึ้นไปเกินกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด ภายใน 5-6 ปีข้างหน้า และแนวโน้มค่าใช้จ่ายของกลุ่ม silver gen ที่เพิ่มขึ้น จึงมองว่า 5 เทรนด์ธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงคือ

1.อาหารสำหรับผู้สูงอายุ เช่น ธุรกิจผลิตอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

2.การท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ ทั้งบริการนำเที่ยว และโรงแรม

3.การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

4.ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ

5.บริการทางการเงินเพื่อผู้สูงอายุ ทั้งการให้คำปรึกษาและผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ

ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการ ทั้ง SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่ที่จะสร้างโอกาสเติบโตจากกลุ่มธุรกิจเหล่านี้

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS มองว่า รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินนโยบายที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงในการขาดแคลนแรงงาน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยศึกษาตัวอย่างของรัฐบาลต่างประเทศมาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย ทั้งการกระตุ้นให้ประชาชนมีลูกเพื่อแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ และปรับเปลี่ยนโครงสร้างอายุประชากรในระยะยาว ผ่านการเพิ่มเงินอุดหนุนและสวัสดิการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการมีบุตร

รวมถึงขยายอายุเกษียณและสนับสนุนการจ้างงานผู้สูงอายุ เพื่อให้มีกำลังแรงงานในระบบเศรษฐกิจต่อไป เช่น ญี่ปุ่นปรับอายุเกษียณเป็น 70 ปี ยกระดับสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุผ่านกองทุนประกันสังคม ประกันสุขภาพ และระบบบำนาญ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนกลุ่ม silver gen

สอดคล้องกับที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าประชากรผู้สูงอายุของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและในอัตราที่รวดเร็ว กลุ่มวัย silver age (อายุ 50 ปีขึ้นไป) จึงจะกลายมาเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ จากสัดส่วนการใช้จ่ายที่มากกว่ากลุ่มช่วงอายุอื่น ๆ

โดย Deloitte ได้ประมาณการว่า ภายในปี 2573 สัดส่วนการบริโภคของ silver age ของไทยจะมีมูลค่าการบริโภคสูงถึง 3.31 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าสิงคโปร์

แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ตามคาดการณ์จำนวนประชากรของ UN พบว่า “ไทย” มีโอกาสที่จะเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกของโลกที่ได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุขั้นสุดยอด (super aged society) ภายในปี 2572 คือมีสัดส่วนประชากรอายุมากกว่า 65 ปีถึง 20% หรือมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 30%

เนื่องจากอัตราการเกิดของคนไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องน้อยกว่า 6 แสนคนต่อปี โดยปี 2565 ไทยมีสัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 12 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 6 ของประชากรไทย

ขณะที่สถานภาพทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุไทย ซึ่งส่วนใหญ่ยังทำงานหรือมีลูกหลานเลี้ยง โดยพบว่า 34% ของผู้สูงอายุมีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อปี หรือต่ำกว่าเส้นความยากจน โดยมีเพียงแค่ 5% ของผู้สูงอายุทั้งประเทศที่มีเงินเหลือเก็บ

เรียกว่าสถานะการเงินของผู้สูงอายุไทยอยู่ในภาวะเปราะบาง ทำให้ต้องเกษียณอายุโดยขาดความพร้อม และมีความเสี่ยงทางการเงิน

ดังนั้น การเข้าสู่สังคมสูงอายุของไทยนั้นมีความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากสถานะการเงินของผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความเปราะบางและสวัสดิการรัฐที่ไม่เพียงพอ

และยังทำให้ไทยอาจเป็นประเทศ “แก่ก่อนรวย” ประเทศแรก ซึ่งเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างประชากร การลดลงของกำลังแรงงาน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับประเทศ ที่ไม่ใช่แค่ปัญหาภาระทางการคลังที่ภาครัฐต้องพิจารณาเท่านั้น

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ภาคการเงินจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ที่ช่วยส่งเสริมการใช้ชีวิตวัย silver age อย่างมีคุณภาพได้ โดยหนึ่งในทางแก้คือ การสร้างรายได้ในระยะปัจจุบันและสนับสนุนการเก็บออมที่สม่ำเสมอในระยะยาว จะเป็นหนึ่งในแนวทางที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้ที่เตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุ ใช้ชีวิตในวัยเกษียณได้อย่างมั่นคงมากขึ้น

รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ เพื่อสร้างกลไกรายได้ให้ผู้สูงอายุ เช่น reverse mortgage สินเชื่อเพื่อผู้สูงอายุ เพื่อเปลี่ยนบ้านเป็นเงินบำนาญสำหรับใช้จ่ายในช่วงที่ไม่มีรายได้ โดยรูปแบบสินเชื่อธนาคารจะเป็นผู้ซื้อบ้านจากผู้ขอกู้ พร้อมนำเงินเข้าบัญชีให้ผู้กู้ทุกเดือน ซึ่งในประเทศไทยมีธนาคารรัฐเพียง 2 แห่งที่มีสินเชื่อดังกล่าวคือ ธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์

รวมทั้งมาตรการหรือแนวทางการส่งเสริมการออมต่าง ๆ ที่ช่วยให้เกิดการออมอย่าง “สม่ำเสมอ”

โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ทางการเงินของไทยยังคงมีช่องว่างที่ยังสามารถพัฒนาต่อไปได้ หากมีการสนับสนุนและการร่วมมือระหว่างกันของภาครัฐและเอกชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...