พลิกชะตาแม่ดอกบัวขาว
ข้อมูลเบื้องต้น
คืนพลิกชีวิต
ซินซูซินคุณหนูสกุลซินผู้อ่อนโยนบอบบางราวดอกโม่ลี่ฮวา*(ดอกมะลิ)ยามต้องฝนเธอเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวคนในครอบครัวจึงรักเธอมาก สกุลซินถือเป็นผู้มีอิทธิพลทางการค้าของนครหลวงเป่ยจิ่ง*(ปักกิ่ง)ไม่ว่าสิ่งใดเป็นความต้องการของซูซินนายท่านซินและคุณนายไม่เคยปฏิเสธ เมื่อวันก่อนซูซินออกจากนครหลวงเป่ยจิ่งมาที่เมืองซีอานเพื่อร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของอันเหมยลี่เพื่อนรักของเธอทั้งสองรู้จักกันตอนที่อันเหมยลี่ไปเรียนที่นครหลวงเป่ยจิ่งก่อนการปฏิวัติและคบหาเป็นสหายเรื่อยมา ในงานเลี้ยงวันเกิดซูซินไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เลยซักหยดแต่ไม่รู้ทำไมจู่ๆเธอถึงได้รู้สึกมึงงงวิงเวียนศรีษะจนต้องให้เหมยลี่เพื่อนรักพาไปพักผ่อน เหมยลี่พาเธอเดินเข้าไปในห้องหนึ่งภายในคฤหาสถ์ที่มีเตียงกว้างตั้งอยู่ซูซินเหมือนไม่มีสติมากพอจะรั้งกายไว้ได้พอตัวเธอสัมผัสกับที่นอนความรู้สึกต่างๆก็ดับวูบไปด้วย หลังจากพักผ่อนจนเต็มอิ่มเช้าวันต่อมาซูซินก็ค่อยๆลืมตาที่หนักอึ้งขึ้นแล้วกระพริบตาไล่ความมึนงงที่ยังหลงเหลืออยู่ออกไป
แต่เอ๊ะ!…ทำไมเธอถึงรู้สึกหวิวๆโล่งๆเหมือนบนตัวไม่มีเสื้อผ้าอย่างไรอย่างนั้น
ซูซินรู้สึกแปลกใจและสงสัยจึงค่อยๆยกผ้าห่มที่คลุมกายเธออยู่ตอนนี้ออกดู
ไม่มี!!!
บนตัวของเธอไม่มีเสื้อผ้าเลยสักชิ้น! แถมตามเนื้อตัวก็มีรอยจ้ำประหลาดมากมายไปหมดส่วนสงวนกลางกายก็เจ็บร้าวไปหมดนี่มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอกันแน่ ในตอนที่ซูซินกำลังสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธออยู่นั้นหญิงสาวก็รู้สึกว่ามีอะไรมาสัมผัสกับเอวของเธอถ้าสมองเธอยังไม่หยุดทำงานสิ่งที่กำลังสัมผัสและเกาะกุมเอวเธอตอนนี้ต้องเป็นมือคนแน่นอน! แต่มันเป็นมือของใครกันล่ะ?
สัญชาติญาณของเธอกำลังบอกกับเธอว่ามีสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับเธอแน่นอนแต่อีกใจก็พยายามคิดในแง่ดีว่ามันอาจไม่มีอะไรก็ได้มือที่กำลังกอดเอวเธอในตอนนี้อาจจะเป็นมือของเหมยลี่เพื่อนเธอ เมื่อคืนเหมยลี่อาจจะมานอนกับเธอหลังงานเลิกเพื่อนของเธอต้องไม่ทิ้งเธอแน่นอนซูซินมั่นใจ หญิงสาวหายใจเข้าออกลึกๆหลายครั้งเพื่อรวบรวมความกล้าแล้วหันหน้าไปมองเจ้าของมือข้างนั้น
…ไม่ใช่!!!
คนที่นอนข้างเธอไม่ใช่เหมยลี่แต่เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่บนตัวไม่มีเสื้อผ้าเลยซักชิ้น!
เลือดในตัวซูซินเย็นเยียบราวน้ำแข็งขึ้นมาทันที สมองของเธอกำลงทำงานเร็วจี๋เพื่อทบทวนเหตุการณ์และประมวลภาพที่เห็นออกมาเป็นคำตอบ
เธอเสียความบริสุทธิ์ไปแล้ว!!!
และยังเสียมันให้กับใคร? ชื่ออะไร? หน้าตาแบบไหน? เธอก็ไม้รู้ด้วยซ้ำ!!!
เธอจำเรื่องราวเมื่อคืนไม่ได้สักอย่าง!
แม้อยากจะกรีดร้องออกไปมากมายแค่ไหนแต่มือของเธอก็รวดเร็วใช้ได้เธอยกมือขาวผ่องของตัวเองขึ้นมาปิดปากจิ้มลิ้มไว้ได้ทันก่อนเสียงร้องของเธอจะเล็ดลอดออกมา น้ำตาเม็ดโตกลิ้งลงมาบนใบหน้านวลของซูซินเป็นสายเธอสะอื้นไร้เสียงจนตัวโยนเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับเธอได้อย่างไร? หากคุณพ่อและคุณแม่ของเธอรู้พวกท่านจะเสียใจมากมายขนาดไหนที่ลูกสาวคนเดียวที่ท่านรักและถนอมทำเรื่องน่าอับอายขนาดนี้ ความหวาดกลัวค่อยๆเกาะกุมหัวใจของซูซินทีละนิดเธอหันหน้าไปมองผู้ชายคนนั้นที่ยังหลับอยู่แล้วก้าวลงจากเตียงช้าๆ ซูซินก้มลงเก็บเสื้อผ้าของตัวเองที่กระจายอยู่เต็มห้องมาสวมใส่ทั้งน้ำตาแล้วตั้งใจจะออกไปจากห้องนี้ให้เร็วและเงียบที่สุดเพื่อไม่ให้ใครรู้แต่สวรรค์กลับไม่เข้าข้างเธอขณะที่เธอกำลังสวมเสื้อก็มีคนเปิดประตูเข้ามาซะก่อน
"ซูซิ…กรี๊ดดดดด"
"อุ๊บ"
เหมยลี่เปิดประตูเข้ามาในจังหวะนั้นพอดีภาพที่เธอเห็นทำให้หญิงสาวตกใจแทบสิ้นสติจนกรีดเสียงร้องออกมาแต่ซูซินรวดเร็วกว่าเหมยลี่เธอกระโดดไปตะครุบปากที่กำลังส่งเสียงเรียกคนทั้งบ้านให้มาที่นี่ได้ทันเวลา
"ซูซินเธอ…เธอมีอะไรกับผู้ชายคนนั้น"
เหมยลี่แกะมือที่ปิดปากเธอไว้ใบหน้าของเธอซีดขาวแทบไร้สีเลือดแล้วชี้นิ้วสั่นระริกไปที่ชายบนเตียงซึ่งยังคงหลับไม่ได้สติ
"ไม่…ฉันเปล่า"
ซูซินส่ายหน้าอย่างแรงปฏิเสธทั้งน้ำตานองหน้า
"เหมยลี่เธอฟังฉันก่อนนะฮึก..ฉัน…ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นฮือฮือ..เมื่อคืนพอเธอพาฉันมาส่งที่ห้องฉะฉันก็หลับไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดพอตื่นขึ้นมา…กะก็เห็น..เห็นผู้ชายคนนี้อยู่บนเตียงกับฉันแล้วฮือฮือ…เหมยลี่เธอต้องเชื่อฉันนะฉันไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไรจริงๆโฮโฮโฮฮือฮือ"
"ซูซินหลักฐานคาตาแบบนี้ใครจะเชื่อเธอกันละ?"
ต่อให้สาบานก็ไม่มีใครเชื่อสิ่งที่ซูซินพูดแน่นอนหรือต่อให้เชื่อแล้วจะอย่างไรในเมื่อเรื่องที่เธอกับชายแปลกหน้านอนเตียงเดียวกันโดยไร้เสื้อผ้าอาภรณ์ก็เป็นเรื่องจริงอยู่ดีชื่อเสียงของซูซินยังไงก็รักษาไว้ไม่ได้แล้ว
"เธอไงละ…เหมยลี่เธอเป็นเพื่อนฉันเธอคงไม่คิดว่าฉันโกหกเธอหรอกใช่ใหม?ถ้าเธอช่วยอธิบายต้องมีคนเชื่อเราสองคนแน่นอน"
ซูซินมองเพื่อนรักของตัวเองด้วยสายตาเว้าวอนขอความช่วยเหลือเต็มที่
เหมยลี่ไม่ได้พูดอะไรเธอหันไปมองคนบนเตียงแวบหนึ่งแล้วลากซูซินออกมาจากห้องนั้นอย่างแรงแล้วตรงไปยังห้องนอนของเธอทันที
"เหมยลี่เธอนั่งสงบสติอารมณ์ในห้องฉันไปก่อนนะฉันจะออกไปสืบดูว่ามีใครรู้เรื่องนี้อีกหรือเปล่าแล้วผู้ชายคนนั้นเป็นใคร เธออาบน้ำล้างเนื้อล้างตัวซะแล้วเอาเสื้อผ้าของฉันในตู้ไปใส่ก่อนนะแล้วฉันจะรีบกลับมา"
พูดจบเหมยลี่ก็เดินออกจากห้องไปแล้วยังไม่ลืมปิดประตูให้อีกด้วยซูซินซาบซึ้งในน้ำใจของเพื่อนสาวจนร้องไห้ออกมาอีกครั้งแม้เธอจะเจอกับเรื่องโหดร้ายแต่เพื่อนของเธอก็ยังยืนอยู่ข้างเธอเสมอ หลังจากนั่งทำใจให้สงบสักพักซูซินก็ลุกขึ้นแล้วหยิบเอาเสื้อผ้าในตู้ของเหมยลี่ออกมาหนึ่งชุดแล้วไปอาบน้ำเธอนั่งรอในห้องนอนของเหมยลี่มาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วหลังจัดการกับตัวเองเรียบร้อยแต่เหมยลี่ก็ยังไม่กลับมาแม้จะพยายามทำใจให้สงบขนาดไหนแต่เธอก็ยังร้อนใจอยู่ดีเธออยากรู้ว่าเหตุการณ์ข้างนอกตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างมีใครรู้เรื่องของเธอหรือยัง
ซูซินค่อยๆเปิดประตูห้องออกมองซ้ายขวาหาคนเมื่อพบว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้เธอจึงปิดประตูห้องแล้วออกมาเงียบๆ ซูซินตั้งใจจะเดินตามหาเหมยลี่แต่เธอก็เดินในบ้านมาได้สักพักก็ยังไม่พบเพื่อนสาวเลย น่าแปลกที่คฤหาสถ์ของเหมยลี่ใหญ่โตขนาดนี้เธอเดินวนไปวนมาอยู่ตั่งนานแต่กลับไม่เจอใครแม่แต่สาวใช้สักคนก็ไม่เจอ
มันจะเงียบเกินไปหรือเปล่า?
ซูซินเดินมาจนถึงส่วนหลังของคฤหาสถ์ที่เป็นเรือนเล็กแยกออกมาเธอมองหาผู้คนสักครู่ก็ยังไม่พบใครเธอจึงตัดสินใจกลับแต่หูของเธอกลับได้ยินเสียงคนพูดคุยของชายหญิงคู่หนึ่งดังขึ้นมาก่อนเธอจึงหยุดฟังแล้วอาศัยมุมเสาต้นหนึ่งเพื่อบังตัว
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นห๊ะพี่อี้ทำไมเรื่องมันถึงเป็นแบบนี้ไปได้?"
"พี่ก็ไม่รู้ว่ามันพลาดตรงไหนทำไมคนที่นอนกับโจววั่งซูในห้องนั้นถึงไม่ใช่แกแต่เป็นเพื่อนแกได้"
เสียงผู้หญิงที่เธอได้ยินเป็นเสียงเหมยลี่เพื่อนของเธอแน่นอนแล้วและเสียงผู้ชายที่พูดกับเธอก็น่าจะเป็นอินอี้พี่ชายของหล่อนแต่สิ่งที่สองคนพี่น้องคุยกันนี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่ทำไมเธอจึงรู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่มีคนวางแผนไว้ต่างหาก ในหัวของซูซินเกิดคำถามที่ไร้คำตอบขึ้นมามากมายในตอนนี้
.
.
.
คนที่ไว้ใจร้ายที่สุด
เสียงผู้หญิงที่เธอได้ยินเป็นเสียงเหมยลี่เพื่อนของเธอแน่นอนแล้วและเสียงผู้ชายที่พูดกับเธอก็น่าจะเป็นอินอี้พี่ชายของหล่อนแต่สิ่งที่สองคนพี่น้องคุยกันนี่มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่ทำไมเธอจึงรู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่มีคนวางแผนไว้ต่างหาก ในหัวของซูซินเกิดคำถามที่ไร้คำตอบขึ้นมามากมายในตอนนี้แต่ฟังไปได้สักพักซูซินก็ได้คำตอบของเรื่องทั้งหมด
"ไหนพี่บอกว่าจะพาพี่วั่งซูมาที่ห้องฉันไงแล้วทำไมเขาถึงไปอยู่กับนังซูซินได้ล่ะ?"
"ฉันพาเขาไปไว้ในห้องของแกแล้วจริงๆพอฉันวางโจววั่งซูไว้บนเตียงแกเสร็จฉันก็กลับออกมาแล้วเข้าไปในห้องที่เพื่อนแกนอนอยู่ ตอนที่ฉันกำลังถอดกางเกงจู่ๆฉันก็หลับไปเฉยๆมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่แกมาปลุกฉันนี่เหละ ฉันไปนอนในสนามหญ้าหน้าเรือนเล็กได้ยังไงยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ"
คนที่เธอคิดมาตลอดว่าเป็นเพื่อนรักเรียกเธอหยาบคายและคิดร้ายกับเธอได้ขนาดนี้เชียวหรือ? นี่คงเป็นคำที่เหมยลี่ใช้เรียกเธอลับหลังมาตลอดเลยซินะ
"แต่ฉันนั่งคอยพี่ในห้องตั้งนานจนฉันหลับยังไม่เห็นพี่พาพี่วั่งซูมาเลยนะ"
"พี่แบกโจววั่งซูไปไว้ที่ห้องแกแล้วจริงๆนะ"
อินอี้ยืนยันหนักแน่น
"พี่ไม่ได้โกหกฉันแน่นะ…แล้วพี่ได้ทำอะไรนังซูซินไปบ้างรึเปล่า?"
"จะไปทำได้ยังไงก็ฉันบอกแกแล้วหนิว่าฉันสลบไปก่อน น่าเสียดายจริงๆ"
"พี่มันไม่ได้เรื่องฉันให้พี่จับนังคุณหนูหน้าโง่นั่นทำเมียบ้านเราจะได้มีกินมีใช้ไปตลอดชาติแค่นี้พี่ก็ยังทำไม่ได้แล้วยังทำแผนชั้นพังอีก แถมตอนนี้คนที่มีอะไรกับพี่วั่งซูยังเป็นนังซูซินไม่ใช่ฉันอีกด้วยแบบนี้ชั้นจะทำยังไงดีล่ะ"
จากบทสนทนาที่ได้ยินซูซินก็เข้าใจแจ่มแจ้งว่ามันคือแผนการณ์ของสองพี่น้องนี่ทั้งหมด เครื่องดื่มที่เธอดื่มเมื่อคืนเหมยลี่น่าจะใส่อะไรบางอย่างลงไปเธอถึงได้ไร้สติขนาดนั้นจากนั้นก็พาเธอไปนอนรอเวลาถูกเชือด แต่แผนดันผิดพลาดตรงที่คนที่อยู่กับเธอเมื่อคืนไม่ใช่อินอี้แต่เป็นผู้ชายที่ชื่อโจววั่งซู ซูซินเหยียดยิ้มและสมเพชตัวเองที่ดูคนไม่เป็นและคบคนผิดคนที่เธอคิดว่าเป็นเพื่อนสนิทกลับกลายเป็นงูเห่าแว้งมากัดเธอได้อย่างเจ็บเจียนตาย! ตลอดเวลาที่ผ่านมาอันเหมยลี่แกล้งทำเป็นสนิทสนมกับเธอทั้งๆที่ไม่เคยคิดว่าเธอเป็นเพื่อนเลยด้วยซ้ำซูซินนึกย้อนไปในตอนที่ทั้งสองคนเคยเรียนด้วยกันไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร เสื้อผ้า เครื่องประดับเธอล้วนแต่เป็นคนจ่ายให้เหมยลี่มาโดยตลอดเพราะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยแล้วเหมยลี่ก็ดีกับเธอมากแค่สิ่งของนอกกายราคาเล็กน้อยเธอจ่ายให้ได้อยู่แล้วแต่เธอลืมนึกว่าเงินที่เธอมองว่ามันเล็กน้อยสำหรับคนอื่นมันอาจเป็นเงินมหาศาลก็ได้ เสื้อผ้าเพียงชุดเดียวที่เธอจ่ายเงินซื้อให้เหมยลี่ในราคาเกือบ2500หยวนแบบสบายๆไม่เสียดายและไม่คิดอะไรมากสำหรับเธอมันคือเงินเล็กน้อยแต่สำหรับเหมยลี่นี่อาจเป็นบ่อเกิดแห่งความโลภและทำให้เหมยลี่วางแผนในวันนี้ขึ้น นี่คงเป็นเหตุผลเพียงข้อเดียวที่เหมยลี่แสร้งคบกับเธอมาเนิ่นนานแกล้งหลอกให้เธอตายใจจนไม่คิดระแวงหรือสงสัยเลยสักนิดความโลภของเหมยลี่มากมายจนสามารถหลอกให้เธอมางานเลี้ยงวันเกิดครั้งนี้เพื่อให้พี่ชายของตัวเองรวบหัวรวบหางเพื่อหวังทรัพย์สมบัติของสกุลซิน
คิดจะรวยโดยที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงทำอะไรคิดแค่ทำเรื่องชั่วกับคนอื่นก็จะรวยและสุขสบายได้!
ซูซินเธอนี่มันโง่จริงๆถึงกับดูคนชั่วไม่ออกแล้วปล่อยให้ตัวเองถูกหลอกลวงมาตั้งนานแถมยังพาตัวเองมาเจอเรื่องเลวร้ายในชีวิตแบบนี้อีกด้วยเรื่องทั้งหมดจะโทษใครได้นอกจากตัวเองที่โง่
ซูซินยิ้มขมขื่นกับตัวเองทั้งน้ำตา
"แกอย่าเพิ่งด่าพี่จะได้ใหมตอนนี้เรามาช่วยกันคิดก่อนดีกว่าว่าจะทำยังไงต่อไป"
"คิดคิดคิดโอ๊ยยยพี่จะให้ฉันคิดอะไรอีกตอนนี้เมียพี่วั่งซูกลายเป็นนังซูซินแทนฉันไปแล้วพี่จะให้ฉันคิดอะไรอีก"
แม้จะได้ยินแค่เสียงแต่ซูซินก็เดาได้ว่าตอนนี้เหมยลี่ต้องกำลังโมโหมากอยู่แน่ๆ
"แกก็สวมรอยเป็นนังคุณหนูซูซินนั่นไปสิ"
"พี่หมายความว่ายังไง?"
เหมยลี่หยุดโวยวายแล้วตะคอกถามอินอี้พี่ชายตัวเองเสียงดัง
"ก็แกบอกว่าตอนแกเข้าไปโจววั่งซูยังหลับอยู่ไม่ใช่รึไงแกก็แค่แก้ผ้าแล้วขึ้นไปนอนบนเตียงแทนเพื่อนแกแค่นั้นเอง"
"จริงด้วย…ทำไมเรื่องง่ายๆแค่นี้ฉันถึงคิดไม่ออกนะ แล้วนังซูซินล่ะเราจะเอายังไงกับมันดี"
เหมยลี่ดีใจจนเก็บน้ำเสียงตื่นเต้นไว้ไม่มิดซูซินใจเต้นโครมครามเมื่อได้ยินสองพี่น้องเอ่ยชื่อตัวเองแต่ก็พยายามฟังเต็มที่ว่าสองคนนั้นจะทำอะไรกับตัวเองกันแน่
"เรื่องนี้ไม่ยากถึงยังไงก็ไม่มีใครรู้เรื่องเมื่อคืนอยู่แล้วแกก็แค่หลอกเธอเหมือนที่เคยทำนั่นเหละ บอกเธอไปว่าแกสงสารเธอมากที่ต้องมาเจอเรื่องน่าอัยอายแบบนี้แกเลยยอมเสียสละตัวเองให้กลายเป็นคนที่นอนอยู่ในห้องทั้งคืนกับโจววั่งซูแทนเพื่อปกป้องชื่อเสียงของเธอ ส่วนตัวแกก็จะยอมแบกรับคำประนามว่าใจง่ายแหลวแหลกยอมเสียเกียรติและชื่อเสียงสกุลอินเพราะรักเพื่อนอย่างเธอมาก ทีนี่นังคุณหนูนั่นก็จะยิ่งซาบซึ้งในน้ำใจและความเสียสละของแกหลังจากนั้นแกก็ค่อยๆหลอกให้เธอยอมแต่งงานกับชั้น หากเธอไม่ยอมแกก็แค่เอาบุญคุณเรื่องนี้มาพูดแล้วก็ขู่เธอไปเล็กน้อยว่าผู้หญิงที่ไม่บริสุทธิ์อย่างเธอจะแต่งงานกับใครได้อีกนอกจากพี่แล้วถ้าเรื่องที่เธอไปหลับนอนกับผู้ชายที่ไหนไม่รู้แพร่ออกไปสกุลซินจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน พวกผู้ดีมีเงินแต่โง่พวกนี้หน้าบางจะตายพี่มั่นใจว่าเธอจะต้องตอบตกลงแน่นอนทีนี้เราสองคนก็จะได้สมหวังทั้งคู่แกก็ได้โจววั่งซูไปเป็นสามีส่วนพี่ก็ได้แต่งงานกับนังคุณหนูนั่นมีสมบัติให้ถลุงไปทั้งชาติฮ่าฮ่าฮ่า"
หลังอินอี่พูดจบก็เกิดความเงียบขึ้นสักพัก ซูซินข่มกลั้นความโกรธและผิดหวังไว้ในใจแม้อยากจะออกไปต่อว่าคนที่เคยเป็นเพื่อนรักมากมายขนาดไหนแต่เธอก็รู้ว่าหากเหมยลี่พบเธอตอนนี้จะอันตรายสำหรับชีวิตของเธอมากกว่า
"ตกลงตามนี้…ตอนนี้ฉันจะไปห้องที่พี่วั่งซูนอนอยู่หลังจากฉันแยกทางกับพี่อีก15นาทีพี่ก็พาคนไปที่ห้องนั้นได้เลยเราต้องทำให้พี่วั้งซูปฏิเสฐไม่ได้แล้วยอมรับการแต่งงานนี้"
"ได้..แล้วนังคุณหนูนั่นละ"
"เดี๋ยวชั้นจะไปหลอกให้มันอยุ่ที่นี่อีกสักสองสามวันระหว่างนี้ถ้าพี่จัดการมันได้ก็ทำซะเข้าใจรึเปล่า?"
"ได้ได้ได้ชั้นรู้แล้วน่า"
"แล้วอย่าทำพลาดอีกละ"
หลังจากนั้นซูซินก็ได้ยินเสียงดังสวบสาบของคนที่กำลังเดินห่างออกไปเธอพยายามทำตัวให้เล็กที่สุดมือขาวผ่องสองข้างยกขึ้นมาปิดปากไว้เพื่อกั้นไม่ให้มีเสียงสะอื้นของเธอเล็ดลอกออกไป เธอรอจนมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้แล้วจึงค่อยๆก้าวออกมาจากมุมเสาแล้วหาหนทางออกไปจากที่นี่ก่อนที่จะมีใครพบตัวเธอก่อน ซูซินลัดเลาะหมู่ตึกออกมาตามแนวรั้วกำแพงจนเกือบจะถึงทางออกหูของเธอพลันได้ยินเสียงคนหลายคนกำลังตรงมาทางที่เธอยืนอยู่เธอหันซ้ายขวามองหาทางรอดของตัวเองแล้วพบว่าที่ประตูรั้วมีช่องเล็กๆติดกับดินที่อาจมีใครหรือสัตว์ชนิดไหนขุดไว้ก็ได้ อันตรายกำลังคืบคลานใกล้เข้ามาหูของเธอได้ยินเสียงเหมยลี่สั่งสาวใช้ให้ออกตามหาตัวเธออย่างเกรี้ยวกราด
"พวกแกไปหาดูให้ทั้วนังซูซินมันไม่มีปัญญาหนีไปไหนไกลหรอกเจอตัวมันเมื่อไหร่ก็ลากมันไปให้พี่อี้ได้เลย"
ซูซินเสียวสันหลังวาบหัวใจตกไปอยู่ที่ปลายเท้าแล้วเธอรีบพาตัวเองมุดรูที่เห็นนั่นออกไปอย่างรวดเร็วแม้จะทุลักทุเลและบาดเจ็บจากการถูกเศษหินเศษปูนบาดจนเลือดออกก็ยังดีกว่าถูกจับได้แล้วต้องตกนรกทั้งเป็นอยู่ที่นี่
.
.
.
หนานกงผู่เยว่
“นังผู่เยว่แกจะมายืนเกะกะทำอะไรอยู่ตรงนี้งานในบ้านทำเสร็จแล้วรึไงถึงได้เสนอหน้ามายืนประจานตัวเองแบบนี้?”
นี่ถือเป็นคำทักทายยามเช้าจากพี่สะใภ้ที่หนานกงผู่เยว่ ได้ยินทุกวันนับจากวันที่เธอมาอยู่ที่นี่ และถึงเธอจะไม่ทำอะไรเลยมันก็ดูจะเกะกะขวางหูขวางตาทำให้พี่สะใภ้ผู้นี่ไม่พอใจแล้วด่าว่าเธอเสียๆหายๆหยาบคายแบบนี่ได้อยู่ดี ยิ่งเธอท้องโตขึ้นทุกวันโดยไร้วี่แววของพ่อเด็กพี่สะใภ้ก็ยิ่งสรรหาถ้อยคำมาพูดจาถากถางดูถูกดูแคลนเธอมากกว่าเดิมเรียกได้ว่าคำด่าของหม่าลี่จ้ง ไม่มีประโยคไหนซ้ำกันเลยในแต่ละวัน
“อาจ้งเธอจะว่าอาเยว่ทำไมนักหนาฉันยังไม่เห็นว่าผู่เยว่จะทำอะไรผิดสักนิด”
หนานกงจื้อ ผู้เป็นสามีของหม่าลี่จ้งห้ามปรามภรรยาตัวเองเมื่อเห็นว่าน้องสาวกำลังโดนด่าโดยไร้เหตุผลอีกแล้ว
“ไม่ผิดอย่างนั้นเหรอแล้วไอ้ท้องที่มันกำลังป่องอยู่นี่ล่ะเรียกว่าผิดได้รึเปล่า? ใจง่าย สำส่อน ไม่รู้ว่าไปนอนกับผู้ชายมาแล้วกี่คนจนท้องไม่มีพ่อแล้วก็ซมซานกลับมาให้ฉันทำงานเลี้ยงมันอยู่แบบนี้นี่ไง”
หม่าลี่จ้งยังด่าน้องสาวสามีอย่างไม่ลดละยิ่งพูดเสียงยิ่งดังจนผู้คนที่เดินจับจ่ายซื้อข้าวของในตลาดต้องหันกลับมามองหลายครั้ง
หนานกงผู่เยว่อายจนไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรหนานกงจื้อเห็นน้องสาวหน้าซีดขาวก็ทิ้งงานในมือแล้วมาประคองเธอไว้เพราะกลัวว่าเธอจะเป็นลมแล้วเกิดอันตรายกับเด็กในท้อง หม่าลี่จ้งเห็นแบบนั้นก็ยิ่งเดือดดาลอ้าปากสาดคำด่ามาอีกชุดใหญ่ทันที
“ฮึ! สำออยพอฉันพูดความจริงเข้าหน่อยทำเป็นรับความจริงไม่ได้ทีเวลาทำเรื่องงามหน้าทำไมแกไม่รู้จักอายแบบนี้บ้างถ้าฉันเป็นแกละก็ป่านนี้ฉันกระโดดน้ำฆ่าตัวตายหนีอายไปนานแล้วไม่หน้าด้านอยู่ให้คนอื่นหัวเราะเยาะดูถูกแบบนี้หรอก”
แม้ว่าหนานกงจื้อจะพาหนานกงผู่เยว่เดินเข้ามาในบ้านแล้วแต่พวกเขาก็ยังได้ยินคำพูดบาดหูของหม่าลี่จิ้งทุกคำอยู่ดี หนานกงจื้อรู้สึกผิดต่อหญิงสาวที่เขาประคองอยู่ตอนนี้เหลือเกินที่ต้องมาทนฟังคำพูดพวกนี้ทุกวี่วัน
“อาเยว่พี่ขอโทษที่ตอบแทนบุญคุณและปกป้องเธอได้แค่นี้พี่รู้ว่าสิ่งที่เธอให้พี่มามันมากมายจนชาตินี้พี่จะคืนให้เธอได้หมดหรือเปล่าก็ยังไม่รู้แต่พี่ก็ยังทำให้เธอสบายใจสักวันไม่ได้เลยจริงๆพี่ขอโทษจริงๆ”
หนานกงจื้อจับมือน้องสาวขึ้นมาข้างหนึ่งแล้วขอโทษเธอจากใจจริงหากไม่ได้น้องสาวคนนี้เขาก็คิดไม่ออกเลยจริงๆว่าครอบครัวของเขาจะต้องอดตายอยู่ที่ตรงไหน น้องสาวคนนี้ควักเงินให้เขาเพื่อซื้อบ้านย่านการค้าในตัวอำเภอให้เขาและครอบครัว เธอยังซื้อสูตรการทำซาลาเปาจากเจ้าของบ้านคนเก่าให้เขาประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่งไม่ต้องแร่ร่อนหางานทำแลกข้าวไปวันๆอีกต่างหากทั้งๆที่เธอไม่ใช่น้องสาวแท้ๆของเขาเลยด้วยซ้ำ เธอนับเป็นผู้มีพระคุณของเขาเลยก็ว่าได้แต่ภรรยาของเขากลับตามืดบอดมองไม่เห็นความดีของเธอเลยสักนิดยังคงพูดจาหยาบคายด่าทอเธอได้ทุกวันจนเขาไม่รู้จะห้ามปรามอย่างไรเพราะถึงห้ามไปหม่าลี่จิ้งก็ไม่หยุดด่าอยู่ดี ไม่รู้ว่าภรรยาของเขาจะเกลียดอะไรเธอหนักหนา
“พี่จื้อไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะแล้วก็ไม่ต้องถือว่าสิ่งที่ฉันให้พี่ไปเป็นบุญคุณอะไรนั่นด้วย วันนั้นถ้าฉันไม่ได้พี่ช่วยไว้ฉันคงตายหรือไม่ได้มาอยู่ตรงนี้แล้วฉันให้เงินพี่ซื้อบ้านซื้ออาชีพเพื่อแลกกับการเป็นน้องสาวของพี่เราสองคนไม่มีอะไรติดค้างกันจริงๆค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นอาเยว่ไม่ต้องทำงานในบ้านแล้วนะพี่จะให้อาผิงทำแทนเธอเองท้องของเธอใหญ่มากแล้วแค่เดินก็ยังลำบาก”
“แต่ว่า”
หนานกงผู่เยว่กำลังจะค้านแต่หนานกงจื้อพูดขัดเธอเสียก่อน
“ไม่มีแต่เดี๋ยวพี่จัดการเรื่องนี้เองอาผิงเธอสบายมานานมากแล้วสมควรต้องรู้จักทำงานบ้าง”
พูดจบหนานกงจื้อก็เดินจากไปไม่รอคำปฏิเสธใดๆจากเธออีก
หนานกงผิง ลูกสาวของหนานกงจื้อกับหม่าลี่จิ้งบังเอิญผ่านมาและได้ยินประโยคนี้เข้าพอดีเธอรีบเอาสิ่งที่เพึ่งได้ยินจากปากพ่อตัวเองไปบอกแม่ของเธอทันที
“อะไรนะนี่พ่อของแกจะให้นังตัวดีนั่นนั่งๆนอนๆอยู่เฉยๆอย่างนั้นเหรอ?”
“ใช่ค่ะหนูได้ยินคุณพ่อพูดว่าจะให้มันอยู่เฉยๆให้คุณแม่ขายซาลาเปาแล้วให้หนูทำงานบ้านแทนมันทุกอย่าง…ฉันไม่ยอมนะคะคุณแม่เรื่องอะไรต้องให้ฉันทำงานแทนมันเหมือนฉันเป็นคนรับใช้มันอย่างนั้นเหละ”
เรื่องอะไรเธอจะต้องทำด้วยเธอสบายเหมือนลูกคุณหนูมาตั้งหลายเดือนตั้งแต่นังผู่เยว่มาอยู่ด้วยจู่ๆจะให้กลับไปลำบากทำงานจนเหนื่อยแทบตาบแบบนั้นอีกเธอไม่ยอมหรอกนะ
“อาผิงของแม่ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้แม่จะคุยกับพ่อแกเอง”
พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มาหนานกงจื้อเดินมาถึงที่สองแม่ลูกคุยกันอยู่พอดีหม่าลี่จิ้งเห็นหน้าสามีก็เปิดปากถามทันที
“นี่คุณจะให้อาผิงทำงานบ้านแทนนังผู่เยว่จริงๆหรือคะ?”
“ใช่”
หนานกงจื้อตอบสั้นๆ
“แต่ฉันไม่เห็นด้วยนังผู่เยว่มันจะมานั่งกินนอนกินในบ้านคนอื่นแบบนี้ได้ยังไงกัน ฉันทำงานหาเงินมาเลี้ยงมันกับลูกในท้องของมันก็เหนื่อยจะแย่แล้วคุณยังจะให้อาผิงทำงานบ้านแทนมันอีกนี่มันจะไม่เกินไปหน่อยหรือไงคะ?”
หม่าลี่จิ้งแสดงออกชัดเจนว่าไม่ยินยอมกับเรื่องนี้หนานกงจื้อโมโหจนแทบอยากจะตบเรียกสติภรรยาเหลือเกินแต่ก็ต้องยั้งมือข่มอารมณ์เอาไว้
“อาจิ้งถ้าเธอไม่เต็มใจที่จะทำงานเลี้ยงดูผู่เยว่กับเด็กในท้องผมก็จะไม่ว่าคุณอีกแล้วรวมทั้งลูกด้วยอาผิงหากเธอไม่ต้องการที่จะทำงานบ้านพวกนี้พ่อก็จะไม่บังคับ แต่อาจิ้งผมคงจะต้องขายร้านนี้แล้วเอาเงินทั้งหมดคืนผู่เยว่ไปซะ พวกเธอคงไม่ลืมหรอกใช่ใหมว่าร้านนี้เป็นเงินใครที่ซื้อมารวมถึงอาชีพที่บ้านเราใช้ทำมาหากินอยู่ทุกวันนี้เป็นใครใช้เงินซื้อสูตรให้ ผมไม่กลัวอยู่แล้วหากจะต้องกลับไปนอนข้างถนนอีกครั้งแต่คุณกับลูกจะรับได้หรือเปล่า? หากรับไม่ได้ก็ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปแต่หากอยากรำลึกถึงวันเก่าๆก็บอกผมได้ผมจะรีบไปอำเภอแล้วขายบ้านหลังนี้ทันที แล้วก็อีกอย่างอาเยว่เธอเป็นน้องสาวของผมคุณสมควรเรียกเธอว่าน้องสามีหรืออาเยว่เหมือนผมไม่ใช่เรียกด้วยถ้อยคำหยาบคายแบบนั้น ส่วนลูกอาเยว่เป็นน้าสาวของเธอเธอสมควรให้เกียรติอาเยว่ในฐานะญาติผู่ใหญ่คนหนึ่งและเรียกเธอว่าน้าผู่เยว่ หลังจากนี้อย่าให้ผมได้ยินพวกคุณเรียกอาเยว่แบบนั้นอีกเพราะว่าผมเอาจริง”
หนานกงจื้อพูดกระตุ้นสติภรรยาและลูกเสร็จก็เดินออกไปหน้าร้านทันทีเขาไม่คิดเลยว่าพวกเธอจะเห็นแก่ตัวได้ขนาดนี้ไม่สำนึกเลยหรือว่าครอบครัวนี้มีทุกวันนี้ได้เพราะใคร ทั้งๆที่อาเยว่ยอมพวกเธอสองแม่ลูกทุกอย่างแต่ก็เหมือนยิ่งทำให้ภรรยาและลูกของเขาได้ใจยิ่งกลั่นแกล้งด่าทอเธอหนักข้อขึ้นไปทุกวัน หากไม่พูดเรื่องการขายบ้านและกิจการทิ้งภรรยาและลูกของเขาคงไม่ยอมปล่อยให้ผู่เยว่ได้อยู่สบายจนคลอดลูกแน่ๆ
หม่าลี่จิ้งได้ฟังคำขู่ของผู้เป็นสามีก็ตกใจจนหน้าถอดสี อะไรนะจะขายบ้านนี้แล้วเอาเงินไปคืนนัังผู้หญิงสำส่อนนั่นจริงๆเหรอ?เรื่องอะไรเธอต้องยอมด้วยกว่าจะมีวันนี้ได้เธอลำบากมามากเกินพอแล้วเธอไม่ต้องการกลับไปนอนข้างถนนเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว ชีวิตข้างถนนที่ต้องทนหนาวทนร้อนทรมานทั้งกายและใจโดนดูถูกเหยียดหยามไร้ค่าซะยิ่งกว่าหมูซะอีกเธอไม่ขอกลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นอีกเด็ดขาด แค่เลี้ยงคนท้องคนเดียวทำไมเธอจะทำไม่ได้ถึงอย่างไรมันก็สบายกว่าการไปทำงานแลกเศษข้าวมากนัก รอให้เธอมีโอกาสก่อนเธอจะเอาคืนนังตัวดีนั่นให้หนักเลยคอยดูหม่าลี่จิ้งได้แต่คิดในใจแล้วหันไปพูดกับหนานกงผิงที่ยังยืนอยู่ข้างๆ
“แกได้ยินแล้วนะอาผิงทำอะไรได้ก็ทำๆไปก่อนเถอะ”
“แต่แม่คะหนูไม่อยากทำงานพวกนั้น"
“แกเลือกเอาเองแล้วกันว่าจะทำงานบ้านหรือจะกลับไปนอนข้างถนนแล้วทำงานแลกน้ำข้าวเหมือนเมื่อก่อน”
พูดจบหม่าลี่จิ้งก็สะบัดหน้าหนีเดินออกไปหน้าร้านตามสามีไปติดๆ
แม้จะไม่พอใจขนาดไหนแต่หนานกงผิงก็ได้แต่จำยอมทำงานบ้านทั้งหมดเพราะไม่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตที่ไม่ต่างจากขอทานแบบนั้นอีกแล้ว ตอนนี้เธออายุ18แล้วเป็นสาวเต็มตัวมีเพื่อนฝูงตั้งเยอะแยะแถมยังมีชายหนุ่มมาชอบพอเธออีกตั้งหลายคนขืนเธอไปนอนข้างทางได้อับอายขายหน้าเพื่อนๆแน่นอนแล้วผู้ชายที่มาชอบเธอพวกนั้นก็คงจะรังเกียจเธอแล้วหนีเธอไปคบคนอื่นแน่ๆ
ยอมไม่ได้!
เรื่องนี้เธอยอมไม่ได้เด็ดขาด!!!
.
.
.