โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จารึกอักษรมอญโบราณหริภุญไชย ต้นกำเนิดอักษรลายสือไท ต้นกำเนิดอักษรมอญในพม่า

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 02 มิ.ย. 2566 เวลา 17.30 น. • เผยแพร่ 02 มิ.ย. 2566 เวลา 17.27 น.

สัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันค้างเนื้อหาการถอดความจารึก ลพ.3 วัดมหาวัน ไว้ประเด็นหนึ่ง

คือพบหลักฐานการสร้างพระพุทธรูป ทั้งปางมารวิชัย (ในจารึกใช้คำว่าปางตรัสรู้ธรรม-ภาษามอญใช้คำว่า เฆียะย่งซ้าด) และปางไสยาสน์ (พระนอน) จำนวนหลายองค์

ฉบับนี้ตั้งใจจะมาเฉลยว่า มีการสร้างพระพุทธรูปรวมแล้วกี่องค์กันแน่

จารึกด้านแรกนับได้ 8 องค์ ส่วนจารึกด้านหลังนับได้อีก 4 องค์ รวม 12 องค์

รายละเอียดของพระพุทธรูปเหล่านี้ รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร จะใช่พระรอดองค์จิ๋วหรือไม่ (เหตุที่พระรอดก็เป็นปางมารวิชัย) เราคงต้องนำไปวิเคราะห์กับหลักฐานด้านโบราณวัตถุที่พบในวัดมหาวันอย่างละเอียดอีกครั้ง ว่าควรหมายถึงพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่หรือเล็ก ทำด้วยวัสดุชนิดใด เคยประดิษฐานไว้ที่จุดไหนกันบ้าง

จากเวทีเสวนาที่เราเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์จารึกอักษรมอญโบราณหริภุญไชยหลัก ลพ.3 วัดมหาวัน เพียงหนึ่งหลัก ผลลัพธ์ของมันคือ ค่อยๆ ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เชื่อมโยงไปสู่จารึกอักษรมอญโบราณทั้ง 11 หลัก (ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย 9 หลัก รวมจารึกเวียงมโนแล้ว +จารึกเวียงเถาะ 1 หลัก อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ + จารึกวัดธงสัจจะอีก 1 หลัก)

ซึ่งผู้ช่วยศาสตราจารย์พงศ์เกษม สนธิไทย ย้ำว่า ความสำคัญด้านอักษรศาสตร์ของจารึกมอญโบราณหริภุญไชย เป็นสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคุณค่าที่ถอดรหัสได้ในเชิงประวัติศาสตร์ เพราะหากเราศึกษาเจาะลึกจารึกมอญโบราณหริภุญไชยทั้ง 11 หลักอย่างละเอียดแล้ว จักค้นพบความยิ่งใหญ่ของอักษรเหล่านี้ว่ามีคุณูปการต่อจารึกอักษรกลุ่มต่างๆ ในระดับภูมิภาคอุษาคเนย์เลยทีเดียว

ต้นกำเนิดลายสือไท ก.ไก่ตัวแรก

ของอักษรสุโขทัยรับมาจากหริภุญไชย

อาจารย์พงศ์เกษมยืนยันมานานหลายปีดีดักแล้วว่า ความสำคัญของจารึกอักษรมอญโบราณหริภุญไชย ที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด แต่มักไม่มีใครกล่าวถึงเลยก็คือ

การเป็นต้นแบบให้แก่ตัว ก.ไก่ ของลายสือไท อักษรสุโขทัยที่ประดิษฐ์ขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช อันเป็นต้นกำเนิดตัวอักษรไทยที่ใช้กันในปัจจุบัน

โดยอาจารย์พงศ์เกษมได้อ้างถึง ตัว ก.ไก่ ที่ปรากฏอยู่ในจารึกอักษรมอญโบราณหลัก ลพ.6 วัดบ้านหลวย จัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หริภุญไชย ซึ่งมีพัฒนาการของการเขียนตัว ก.ไก่ ให้ไปมีความใกล้เคียงกับตัว ต.เต่า ของอักษรมอญโบราณแล้ว

หมายความว่า เดิม ก.ไก่ ทั้งของอักษรมอญโบราณและอักษรขอมโบราณ จะคล้ายกับตัว M หรือเลข ๓ (เลขสามไทย) ต่างกันที่อักษรขอมมีการเติมศกข้างบน

ในขณะที่ตัว ต.เต่า ของอักษรมอญโบราณมีความใกล้เคียงกับตัว ก.ไก่ ในลายสือไทค่อนข้างมาก อาจารย์พงศ์เกษมได้ค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญว่า จารึกหลัก ลพ.6 วัดบ้านหลวย เริ่มเปลี่ยนไปเขียนตัว ก.ไก่ ในลักษณะที่คล้ายกับตัว ต.เต่า อย่างมาก

ในที่สุดอาจารย์พงศ์เกษมก็ได้ข้อสรุปว่า ตัว ก.ไก่ ของจารึกมอญโบราณวัดบ้านหลวยนี่เอง ที่ส่งอิทธิพลให้แก่ตัว ก.ไก่ อักษรตัวแรกของลายลือไท

สะท้อนว่า อาณาจักรสุโขทัยมีการติดต่อสัมพันธ์ทางด้านอักขระจารึกกับอาณาจักรหริภุญไชยอย่างแนบแน่น เคียงคู่ขนานไปกับการใกล้ชิดกับทางขอมละโว้อีกซีกหนึ่ง

ความสัมพันธ์กับอักษรทมิฬ-หริภุญไชย

จุดเชื่อมโยงไปสู่อักขรวิธีของลายสือไท

ปัญหาเรื่อง “ศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช” จริงหรือปลอม เก่าหรือใหม่ มีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย 700 กว่าปี หรือเพิ่งทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4? เป็นข้อถกเถียงที่มีมานานกว่า 4 ทศวรรษ

ปมข้อหนึ่งที่ฝ่ายไม่ให้น้ำหนักว่าจารึกหลัก 1 เป็นของแท้ก็คือ การวางสระ วรรณยุกต์ ไว้ในบรรทัดเดียวกันกับพยัญชนะ ที่ปรากฏในจารึกหลัก 1 นั้น ดูแปลกๆ ทะแม่ง ๆ คือจู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาเพียงหลักเดียว ดูค่อนข้างพิสดาร

ในขณะที่จารึกหลักอื่นๆ ของสุโขทัยโดยรวม เขาวางสระ วรรณยุกต์ไว้บนบ้างล่างบ้าง เหมือนกับอักขรวิธีในปัจจุบัน?

ปมข้อนี้เอง ที่ทำให้ฝ่ายไม่เชื่อว่าจารึกหลัก 1 ทำขึ้นจริงในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช นำมาใช้เป็นหนึ่งในข้อโต้แย้งว่า จารึกหลักนี้ ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากอักษรอริยกะ ที่พระองค์ท่านสนใจ และมีพระราชประสงค์อยากประดิษฐ์ตัวอักษรให้เหมือนอินเดียและตะวันตกแบบสากล คือรวบเอาสระไว้บรรทัดเดียวกันกับพยัญชนะ มากกว่าที่จะเป็นอักษรโบราณเมื่อ 700 กว่าปีสมัยพ่อขุนรามฯ

ต่อมา เมื่อเร็วๆ นี้ ใน อ.วังชิ้น จ.แพร่ รอยต่อกับ อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ได้มีการค้นพบศิลาจารึกแบบลายสือไทหลักที่ 1 คือมีการวางสระไว้ในบรรทัดเดียวกันกับพยัญชนะ ถึงสองหลัก

หลักแรก พบที่เมืองตรอกสลอบ อ.วังชิ้น และอีกหลักเป็นเศษจารึกแตกหัก เหลือเพียง 5 บรรทัด เดิมเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์วัดบางสนุก ข้างที่ว่าการอำเภอวังชิ้น ปัจจุบันหายไปแล้ว เหลือเพียงรูปถ่าย อย่างไรก็ดี อาจารย์สมชาย เดือนเพ็ญ นักประวัติศาสตร์สุโขทัย บอกว่า ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร ได้ทำการอ่านและปริวรรตไว้เรียบร้อยแล้ว

ล่าสุด ราวสองปีที่ผ่านมา ทางวัดเชิงคีรี หมู่ที่ 3 ต.ศรีสัชนาลัย อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ได้พบตัวอักษรจารึกแบบลายสือไทอีกชิ้นหนึ่ง บนแผ่นหินชนวนที่วางไว้ใต้ฐานรอยพระพุทธบาท เขียนคำว่า “พระมหาสุมนเถระ” เป็นรูปแบบอักขรวิธีเดียวกันกับจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช รวมเป็นชิ้นที่สาม

กล่าวโดยสรุปคือ จวบปัจจุบันนี้เราค่อยๆ ค้นพบหลักฐานด้านจารึกสุโขทัยที่มีการเขียนสระ วรรณยุกต์ บรรทัดเดียวกันกับพยัญชนะ เฉกเช่นอักขรวิธีของจารึกหลัก 1 พ่อขุนรามฯ มากขึ้นเรื่อยๆ

คำถามคือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชรับอักขรวิธีเช่นนี้มาจากไหน หรือบางท่านอาจโต้เถียงว่า ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ที่บุคคลเพียงคนเดียวจะลุกขึ้นมาประดิษฐ์อักษรลายลือไทได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว เพราะอักษรย่อมต้องเกิดขึ้นจากพัฒนาการของผู้คนในสังคม

ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ที่เป็นผู้คิดอักขรวิธีดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องผูกขาดอยู่ที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเพียงพระองค์เดียวก็ได้ อาจเกิดจากฉันทามติที่คิดร่วมกันจนตกผลึกโดยเหล่านักปราชญ์ราชบัณฑิต คำถามเดิมคือ คณะปราชญ์สุโขทัยยุคนั้น รับรูปแบบการวางสระในบรรทัดเดียวกันกับพยัญชนะมาจากไหน?

อาจารย์พงศ์เกษมอธิบายว่า คำตอบนี้ไม่ได้ยากเย็นเข็ญใจแต่อย่างใดเลย มีร่องรอยความสัมพันธ์ของอักษรคฤนถ์ (พัฒนามาจากอักษรพราหมี) ซึ่งชาวทมิฬในอินเดียใต้ใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-12 ปรากฏอยู่ในกลุ่มอักษรมอญหริภุญไชยอยู่บางตัว เช่น ตัว ณ.เณร

อักษรคฤนถ์มีการเข้าอักขรวิธี วางสระและพยัญชนะไว้ในบรรทัดเดียวกัน อันเป็นรูปแบบสากลที่ส่งอิทธิพลให้อักษรมอญหริภุญไชย และแน่นอนว่า ย่อมส่งต่อไปยังอักษรลายสือไทในยุคแรกๆ ทว่าต่อมาชาวไทยสุโขทัยอาจไม่ถนัดรูปแบบดังกล่าว จึงปรับเปลี่ยนให้สระและวรรณยุกต์อยู่บน-ล่างแบบปัจจุบัน

ต้นแบบของอักษรมอญในพม่า

อาจารย์พงศ์เกษมกล่าวถึงปรมาจารย์ด้านอักษรมอญโบราณที่มีชื่อเสียงในระดับโลกคือ Prof.Dr. Harry Leonard Shorto (คศ.1919-1995) หรือที่ลูกศิษย์ชาวไทยนิยมเรียกว่า อาจารย์ชอร์ตโต้ นักจารึกวิทยาชาวอังกฤษผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรมอญ-ขแมร์ที่เคยสอนเขา ว่าท่านชอร์ตโต้เคยลงความเห็นว่า

ตัวอักษรมอญโบราณหริภุญไชยมีความพิเศษมากๆ ซึ่งไม่เหมือนอักษรมอญกลุ่มอื่นเลย นั่นคือการเขียนตัว ม.ม้า ด้วยการใช้ขีดเฉียงตรงกลางจากซ้ายบนลงล่างขวา ในขณะที่ ม.ม้า ของอักษรมอญกลุ่มอื่นๆ ที่พบในลพบุรี นครปฐม หรือกลุ่มอีสานแถบฟ้าแดดสงยาง เป็น ม.ม้า ที่มีขีดตัดเป็นเส้นตรง ไม่ใช่ขีดเฉียง

อาจารย์ชอร์ตโต้จึงสรุปว่า ม.ม้า ตัวนี้เป็นอัตลักษณ์เฉพาะของ ม.ม้า ในกลุ่มอักษรมอญในลำพูนเลยก็ว่าได้

และตัว ม.ม้าที่มอญหริภุญไชยประยุกต์มาจนกลายเป็นอัตลักษณ์แล้วนี่เอง ได้ไปปรากฏขึ้นในจารึกมรเจดีย์ ในอาณาจักรพุกามสมัยพระเจ้าครรชิต (กยันสิตถา) ด้วยเช่นกัน แต่เดิมนักจารึกวิทยาของกรมศิลปากรหลายท่านเคยตีความว่า จารึกมอญลำพูนน่าจะรับอิทธิพลการเขียนอักษรมอญมาจากจารึกมรเจดีย์ของพุกาม

ทว่า ปัจจุบันนี้ อาจารย์พงศ์เกษมได้พิสูจน์ตามแนวทางของ ศ.ดร.ชอร์ตโต้แล้วว่า อักษรมอญหริภุญไชยต่างหาก ที่เป็นต้นแบบให้แก่อักษรมอญของพระเจ้าครรชิต เนื่องจากในพุกามไม่มี timeline ที่แสดงถึงพัฒนาการด้านการก่อกำเนิดอักษรมอญโบราณทีละขั้นๆ อย่างเป็นกิจจะลักษณะผิดกับที่ลำพูน หากเป็นการรับอักขระของอารยธรรมที่เจริญแล้วมาใช้แบบก้าวกระโดด ซึ่งอารยธรรมที่ว่านั้นก็คือ อารยธรรมหริภุญไชย

ต่อมา จากจารึกมรเจดีย์ของพระเจ้าครรชิต อักขระมอญหริภุญไชยในพุกามก็ได้กลายเป็นต้นแบบของอักษรมอญในประเทศพม่า และอักษรพม่า ไทใหญ่ ที่ใช้กันในประเทศพม่าจวบปัจจุบัน

อาจารย์พงศ์เกษมจึงมองเห็นว่า ความยิ่งใหญ่ของกลุ่มจารึกอักษรมอญโบราณ 11 หลักในลำพูน-เชียงใหม่นี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด สมควรได้รับการเสนอให้เป็นเอกสารมรดกความทรงจำแห่งโลกต่อยูเนสโก (Documentary Memorial of the World)

ขอแรงใจจากพี่น้องชาวลำพูนและนักวิชาการทุกสาขาที่เกี่ยวข้องช่วยกันสนับสนุนแนวคิดนี้ด้วยนะคะ ซึ่งดิฉันและอาจารย์พงศ์เกษม จักพยายามเชิดชูคุณค่าของกลุ่มศิลาจารึกอักษรมอญโบราณหริภุญไชยขึ้นสู่เวทีโลกให้ได้ อย่างสุดความสามารถ •

ปริศนาโบราณคดี | เพ็ญสุภา สุขคตะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...