โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

กรี๊ดสิครับกรี๊ดมันออกมา! เสียง ‘กรีดร้อง’ ช่วยบรรเทาจิตใจเราได้จริงหรือ?

The MATTER

อัพเดต 05 มิ.ย. 2566 เวลา 05.13 น. • เผยแพร่ 01 มิ.ย. 2566 เวลา 02.49 น. • Health

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด

ความต้องการที่จะแหกปากของเราเป็นเรื่องน่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดยมีไม่กี่เสียงที่สร้างความหวาดผวาให้มนุษย์ได้เท่าการกรีดร้อง นักประสาทวิทยาบางคนทำการทดลองแล้วพบว่า เสียงกรีดร้องนั้นส่งผลต่อสมองแบบเดียวกันกับเสียงไซเรนของรถตำรวจ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นแล้ว ทำไมเราถึงจะต้องกรี๊ดเลย ไม่ต้องกลั้นเอาไว้ กรี๊ดสิครับ ระบายมันออกมา?

เบื้องหลังการกรีดร้องมีอะไร? อะไรทำให้เรารู้สึกว่าการกรี๊ดออกมามันเท่ากับการปลดปล่อย? และความรู้สึกเหล่านั้นมีคำอธิบายได้บ้างหรือเปล่า?

เรากรี๊ดเพราะอะไร? งานวิจัย Fear screams and adaptation to avoid imminent death: effects of genetic variation and predation โดยวารสาร Ethology Ecology & Evolution เล่าว่าการกรีดร้องของสัตว์นั้นเป็นปฏิกิริยาตอบสนองเพื่อความอยู่รอด อาจจะเพื่อทำให้ผู้ล่าไขว้เขว หรือเพื่อเรียกพวกพ้องของมันในสถานการณ์ที่สัตว์ตัวนั้นตกอยู่ในอันตราย และในฐานะมนุษย์ เราเองก็ใช้เสียงกรีดร้องสำหรับสถานการณ์ที่เป็นอันตรายแก่เราเช่นกัน

อีกเหตุผลหนึ่งคือ การกรีดร้องเป็นวิธีพื้นฐานของการแสดงออกทางอารมณ์ งานวิจัย Screaming, Yelling, Whining and Crying: Categorical and intensity differences in Vocal Expressions of Anger and Sadness in Children's Tantrums โดยเจมส์ กรีน (James Green) นักวิจัยจากคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัต เล่าว่าในวัยเด็ก รูปแบบต่างๆ ของการออกเสียงหมายถึงการสื่ออารมณ์ที่มีความเข้มข้นสูง โดยมากในเด็กจะเป็นอารมณ์โกรธหรือเศร้า แต่มีความเป็นไปได้หรือไม่ หากว่าเรายังคงแสดงออกถึงวิธีการนั้นไว้อยู่แม้จะโตขึ้น ทว่าจะใช้ในหลากหลายอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าตอนเป็นเด็ก?

ซาช่า ฟรูโฮลซ์ (Sascha Früholz) นักวิจัยจากแผนกจิตวิทยา มหาวิทยาลัยซูริก ศึกษาเกี่ยวกับประเภทของการกรีดร้องในผู้ใหญ่ งานวิจัย Neurocognitive processing efficiency for discriminating human non-alarm rather than alarm scream calls พบว่ามนุษย์นั้นกรีดร้องหลากหลายแบบแตกต่างกันตามอารมณ์ ผู้วิจัยจัดประเภทการกรีดร้องออกเป็นความผ่อนคลาย ความเศร้า และความสุข เอาไว้ในกลุ่ม Non-Alarm Scream ส่วนการกรีดร้องจากความเจ็บปวด ความกลัว และความโมโห จัดอยู่ในกลุ่ม Alarming Scream โดยทั้งหมดนี้มีลักษณะความหยาบของเสียงต่างกัน ยิ่งมีอารมณ์ในแง่ลบ ความหยาบจะยิ่งมาก

การแบ่งแยกดังกล่าวมีความสำคัญยังไง? นั่นเพราะผลของการกรีดร้องแต่ละแบบต่อความรู้สึกของมนุษย์แตกต่างกัน “ในงานวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่า การกรีดร้องในแง่บวกจากความสุขและความผ่อนคลาย เกี่ยวข้องกับความเป็นมนุษย์และการสร้างสัมพันธ์ทางสังคมของพวกเขามากกว่า” ฟรูโฮลซ์กล่าวกับสำนักข่าว The Guardian จากบทความที่เกี่ยวกับข้อกังขาต่อผลลัพธ์ในแง่บวกของการกรีดร้อง

ทำไมถึงเกิดข้อกังขาเหล่านี้ขึ้นมาแต่แรก? เราไม่ใช่คนแรกในโลกที่เชื่อว่าการกรีดร้องนั้นจะสามารถนำไปสู่การปลดปล่อยได้ แต่อาเธอร์ จานอฟ (Arthur Janov) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เชื่อเช่นนั้นอย่างแรงกล้า มากเสียจนช่วงปี 1960 เขาพัฒนาวิธีจิตบำบัดชื่อ ‘Primal Therapy’ ซึ่งมีฐานความเชื่อว่าโรคทางประสาท มีรากมาจากความทรงจำเจ็บปวดที่อาจถูกกดทับเอาไว้ในวัยเด็ก และวิธีการจัดการกับมันคือการดึงมันออกมาเผชิญหน้าอีกครั้งผ่านวิธีการต่างๆ

จุดสูงสุดของ Primal Therapy นั้นเกิดขึ้นเมื่อจานอฟตีพิมพ์ The Primal Scream ขึ้นในช่วงปี 1970 หนังสือเกี่ยวกับวิธีจิตบำบัดดังกล่าวนั้น เมื่อโฟกัสไปตั้งแต่ที่หน้าปกมันคือภาพการกรีดร้อง หลังจากหนังสือขายดีอันดับหนึ่งเล่มนี้ไปอยู่ในมือของคนนับล้านแล้ว คลินิกที่ยึดวิธีจิตบำบัดดังกล่าวก็เกิดขึ้นตามมา แต่ละที่เต็มไปด้วยผู้คนที่นอนขดลงบนพื้น และกรีดร้องเกี่ยวกับความทรงจำย่ำแย่ในวัยเด็กของพวกเขา ทว่านั่นยังไม่นับรวมกับการที่มีคนมีชื่อเสียงจำนวนหนึ่ง เช่น จอห์น เลนนอน (John Lennon) โยโกะ โอโนะ (Yoko Ono) หรือเจมส์ เอิร์ล โจนส์ (James Earl Jones) ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนและเข้าร่วมการบำบัดดังกล่าวอีกด้วย

หลายปีที่ผ่านมา เกิดข้อกังขาต่อ Primal Therapy สูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะนอกจากเสียงของดาราแล้ว การบำบัดรูปแบบดังกล่าวของจานอฟ ถูกจำกัดด้วยหลักฐานและการสนับสนุนจากวิทยาศาสตร์อย่างมาก ในบทสนทนาก่อนหน้านี้ระหว่าง The Guardian กับฟรูโฮลซ์ เขาพูดอย่างชัดเจนว่าในโลกการบำบัดและจิตวิทยาปัจจุบันที่ยึดหลักฐานเป็นหลัก Primal Therapy นั้นนับได้ว่าเป็นความเชื่อที่ผิด

“Primal Scream Therapy วางอยู่บนความเชื่อผิดๆ ว่าความทรงจำเจ็บปวดในชีวิตนั้น ถูกกักเก็บอยู่ในร่างกายเหมือนคุกที่ต้องได้รับการแก้ผ่าน การ ‘แหกออก’ มันด้วยการกรีดร้อง ซึ่งไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องนี้” ฟรูโฮลซ์ยังเสริมอีกว่า การแสดงออกถึงความโมโหโกรธาอย่างต่อเนื่องในฐานะการบำบัด ไม่มีผลในแง่บวก และบ่อยครั้งอาจส่งผลในแง่ลบอีกด้วย ทั้งยังเสริมแรงมุมมองดังกล่าวด้วยหลักฐาน และความเห็นของเขาต่อประเภทของการกรีดร้อง

ทว่าเราจะเรียก Primal Therapy ว่าการบำบัดที่ตายไปแล้วก็ไม่เชิง เพราะในปัจจุบัน แนวคิดการปลดปล่อยผ่านการกรีดร้องและร้องไห้นั้นยังแพร่หลายอยู่เสมอๆ อาจจะด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อจะบำบัดหรือควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของคนในห้องก็ตาม หากลองมองไปยังวิดีโองานเสวนาพัฒนาตัวเองบางแห่ง ที่พยายามทำให้คนในห้องร้องไห้หรือกรีดร้องไปด้วยกัน หรือมองไปยังธุรกิจ Rage Room ที่อนุญาตให้คนเข้าไปในห้องแล้วระบายความโมโหหรือความเศร้าของพวกเขา ผ่านการทุบทำลายห้องห้องหนึ่ง นั่นคือ Primal Therapy แห่งปี 2023

นอกจากนั้นแล้ว ในช่วงหลังมานี้ เรายังเห็นความต้องการ ‘ห้องกรี๊ด’ ให้พนักงานบริษัท เป็นห้องที่เปิดไว้สำหรับให้คนที่ทำงานเครียด สามารถเดินเข้าไปแล้วปลดปล่อยอารมณ์ของพวกเขาออกมาและเดินออกมาทำงานต่อได้ ซึ่งในโลกปัจจุบัน มีเรื่องมากมายเหลือเกินที่ทำให้เรารู้สึกเช่นนั้น

ห้องรูปแบบดังกล่าวเกิดขึ้นจริงมาแล้วที่บริษัทพัฒนาวิดีโอเกม Bioware ในช่วงปี 2018-2019 ระหว่างการพัฒนาเกม Anthem เกมออนไลน์ไลฟ์เซอร์วิสซึ่งปิดตัวไปแล้วของพวกเขา ในบทความตีแผ่เบื้องหลังการทำงานอันหฤโหดของเกมนี้ โดยเจสัน ชไรเออร์ (Jason Schrier) เล่าว่าในชั่วโมงเร่งงาน (Crunch) ที่ออฟฟิศเอ็ดมอนตัน พนักงานหลายๆ คนได้รับคำสั่งจากแพทย์ให้ลาจากความเครียดได้เป็นเดือนๆ หนึ่งในอดีตพนักงาน Bioware เล่าว่าพวกเขาต้องเดินไปเปิดห้องเพื่อร้องไห้ออกมา “ผู้คนโกรธและเศร้าตลอดเวลา”

จากใจความข้างต้น จึงนำมาถึงคำถามสำคัญว่าสิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับการร้องไห้ การกรีดร้อง การพยายามรักษาแผลใจผ่านการกรีดร้อง และการเดินเข้าหาห้องระเบิดอารมณ์นั้น เป็นหนทางที่ดีจริงๆ ในการรักษาและปลดปล่อยหรือไม่? เพราะไม่ใช่ทุกเสียงกรีดร้องจะช่วยเยียวยาจิตใจของเรา และเสียงที่ถูกนำมาใช้ในการบำบัดรูปแบบที่เราเห็นอยู่นั้น ก็ไม่ใช่เสียงที่จะรักษาอะไรได้

ฉะนั้น ก่อนจะสร้างห้องให้คนกรีดร้อง เราควรลองคิดถึงทางแก้จากรากความเจ็บปวดของพวกเขาเสียก่อน

อ้างอิงจาก

tandfonline.com

ncbi.nlm.nih.gov

journals.plos.org

theguardian.com

kotaku.com

Graphic Designer: Sutanya Phattanasitubon
Editorial Staff: Taksaporn Koohakan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...