โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เอกราช’ พรรคส้มยก 3 ข้อค้านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปมกฎหมายบังคับเกณฑ์ทหาร

เดลินิวส์

อัพเดต 47 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
‘เอกราช’พรรคส้มยก 3 ข้อค้านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญปมกฎหมายบังคับเกณฑ์ทหาร ชี้เป็นภาพสะท้อนกฎหมายล้าหลังกำลังปะทะคุณค่าของโลกยุคใหม่ ย้ำพรรคประชาชนลุยปฏิรูปกองทัพแก้กฎหมายที่ต้นตอ

เมื่อวันที่ 13 พ.ค. นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม. พรรคประชาชน ว่าที่ประธานคณะกรรมาธิการการทหาร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อารยะขัดขืนของเนติวิทย์ กับภารกิจเปลี่ยนระบบการบังคับเกณฑ์ทหารสู่ระบบสมัครใจ ผมไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาล รธน.

จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ที่มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 (การบังคับเกณฑ์ทหาร) ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ทั้งมาตรา 26 (การจำกัดสิทธิเสรีภาพ) และมาตรา 31 (เสรีภาพในการถือศาสนา) ส่งผลให้ "เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล" อาจต้องเผชิญกับโทษจำคุกจากการแสดงจุดยืนทางอุดมการณ์

เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่มันคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดว่า “กฎหมายที่ล้าหลังกำลังปะทะกับคุณค่าของโลกยุคใหม่” ผมในฐานะผลักดันการยกเลิกบังคับการเกณฑ์ทหาร และเสนอ ร่าง พ.ร.บ.รับราชการทหาร ฉบับแก้ไขปรับปรุง แบบสมัครใจ ผมเฝ้ามองเหตุการณ์นี้ด้วยความเข้าใจในเจตนารมณ์ของเนติวิทย์ แม้ในทางกระบวนการยุติธรรมเราต้องเคารพคำวินิจฉัยของศาล แต่ในทางนิติบัญญัติ เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า "เสียงสะท้อน" จากการอารยะขัดขืนครั้งนี้ คือเสียงเดียวกับที่คนรุ่นใหม่ทั่วประเทศหลายๆ คนที่กำลังตั้งคำถามต่อรัฐ ทำไมเรายังต้องใช้กฎหมายปี 2497 บังคับชีวิตคนในปี 2569 ?

สิ่งที่พรรคประชาชนกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือการปฏิรูปกองทัพ ผ่านกลไกการ “แก้กฎหมายที่ต้นตอ” ร่าง พ.ร.บ.รับราชการทหาร ที่ผมเสนอ ไม่ใช่การยกเลิกกองทัพ แต่คือการปฏิรูปให้เป็น “ระบบสมัครใจ” อย่างแท้จริง เปลี่ยนจาก "หน้าที่บังคับ" เป็น "สิทธิสมัครใจ" เพื่อให้บุคคลทุกคน ไม่เฉพาะเพศใดเพศหนึ่ง มีสิทธิเลือกเป็นทหารอาชีพ โดยไม่ต้องเสียโอกาสการประกอบอาชีพ ภาระอื่น ๆ ยกระดับศักดิ์ศรีทหารประจำการกองประจำการการฝึกต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล ปราศจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน และต้องไม่มีใครถูกนำไปเป็น "ทหารรับใช้" เหมือนในสถานการณ์ปัจจุบัน

สุดท้ายผมขอวิพากษ์วิจารณ์ว่าคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ผมไม่เห็นด้วย เพราะ พ.ร.บ.นี้ถูกแก้ไขมาสักประมาณ 5 ครั้ง อาทิ พ.ร.บ. รับราชการทหาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2498 มีการแก้ไข เนื่องจากสถานการณ์ในขณะนั้น (ยุคสงครามเย็น) มีความจำเป็นต้องเกณฑ์ชายสัญชาติไทยเข้ารับราชการทหารเพื่อป้องกันประเทศมากขึ้น จึงมีการปรับปรุงประเภทบุคคลที่เคยได้รับยกเว้นให้ "น้อยลง" เพื่อให้มีจำนวนกำลังพลเพียงพอ จะเห็นว่ากฎหมายต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ผมจึงเห็นแย้งกับศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นดังต่อไปนี้

ประเด็นที่หนึ่ง ผมเห็นว่า การกำหนดเกณฑ์ให้เฉพาะเพศชาย รับภาระในการตรวจเลือกทหาร ถือเป็นการสร้างความแตกต่างในสิทธิและหน้าที่โดยใช้เกณฑ์เรื่อง "เพศ" เป็นตัวตั้ง แม้ในอดีตจะมีความเชื่อว่า กายภาพของเพศชายเหมาะสมกับงานด้านความมั่นคงมากกว่า แต่ในบริบทปัจจุบันที่รูปแบบการสงครามและเทคโนโลยีทางการทหารเปลี่ยนไป รวมถึงบทบาทหน้าที่ในกองทัพที่มีความหลากหลาย (เช่น งานธุรการ การส่งกำลังบำรุง หรือเทคโนโลยี) เพศสภาพจึงไม่ใช่ข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันประเทศอีกต่อไป การจำกัดหน้าที่นี้ไว้เพียงเพศเดียว จึงเข้าข่ายเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ขัดต่อหลักความเสมอภาคที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ เนื่องจากไม่มีเหตุผลอันสมควรเพียงพอที่จะยกเว้นบุคคลเพศอื่นที่มีศักยภาพทัดเทียมกันออกไปจากหน้าที่นี้

ประเด็นที่สอง การเกณฑ์ทหารส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในชีวิตและร่างกาย เสรีภาพในการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตของบุคคล การบังคับให้บุคคลต้องสละเวลาในช่วงวัยที่สำคัญเพื่อเข้ารับราชการทหารในระบบบังคับ โดยอาศัยกฎหมายที่ตราขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497 ซึ่งเป็นบริบทสังคมเมื่อ 70 ปีก่อน ถือเป็นการเพิ่มภาระให้กับประชาชน เกินความจำเป็นในยุคสมัยที่ควรเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบสมัครใจ หรือระบบที่กระจายภาระหน้าที่อย่างเท่าเทียม

ประเด็นสุดท้าย เมื่อพิจารณาถึง "ความจำเป็น" ของรัฐเทียบกับ "ภาระ" ของประชาชน หากรัฐสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการรักษาความมั่นคงได้ด้วยวิธีการอื่นที่กระทบสิทธิประชาชนน้อยกว่า (เช่น การสร้างแรงจูงใจในการสมัครใจ หรือการปรับปรุงสวัสดิการ) การบังคับโดยใช้เกณฑ์เพศสภาพจึงเป็นการจำกัดสิทธิที่เกินสมควรแก่เหตุ

สุดท้ายจริง ๆ ในทางกฎหมายนั้นผมมีความเห็นว่า กฎหมายดังกล่าวขัดต่อหลักตามมาตรา 26 เนื่องจากสร้างภาระอันหนักหน่วงแก่บุคคลเฉพาะกลุ่ม โดยไม่มีการปรับปรุงให้สอดคล้องกับวิวัฒนาการของสังคมและหลักการจำกัดสิทธิเท่าที่จำเป็น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...