โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัชกาลที่ 4 ทรงออกประกาศนำจับพระมั่วสีกาจนปาราชิก ระบุคุณ-โทษผู้ข้องเกี่ยวครบ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำนุบำรุงศาสนา” ภาพเขียนสีปูนเปียกบนเพดานโดมด้านทิศตะวันตกของพระที่นั่งอนันตสมาคม

ย้อนเรื่องราวคราวรัชกาลที่ 4 ทรงออกประกาศนำจับพระมั่วสีกา

การพัวพันกับสตรีเพศย่อมเป็นมลทินแก่ภิกษุสามเณร ถึงได้มีบัญญัติบังคับไว้ในพุทธวินัย อย่างไรก็ดี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่า พระวินัยอย่างเดียวอาจบังคับใช้ไม่ทั่วถึงพอ จึงทรงประกาศกฎทางโลกกำกับสำหรับนำจับพระที่อาบัติปาราชิกเพราะสีกาเอาไว้ด้วย

รัชกาลที่ 4 มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ว่า ผู้พบเห็นประพฤติมิชอบของพระสงฆ์ให้มาฟ้องร้องได้ ถ้าเป็นจริงตามข้อกล่าวหา ก็จะพระราชทานรางวัลให้ ทั้งระบุโทษของผู้รู้เห็นเป็นใจในพฤติกรรมอาบัติปาราชิกของภิกษุกับสีกา โดยทรงให้พระยาบำเรอภักดิ์ รับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ดังความว่า [ปรับย่อหน้าใหม่ และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบก. ศิลปวัฒนธรรม]

“ด้วยพระสงฆ์วันนี้ดูเหมือนจะไม่มีศรัทธาที่จะให้เป็นประโยชน์ชั่วนี้ชั่วหน้า บวชในพระศาสนาแล้วตั้งใจจะหาแต่ลาภสักการ แล้วกระทำอุลามกต่าง ๆ เป็นต้นว่า ไปคบหาผู้หญิง พูดจากันในที่ลับแต่สองต่อสองจนถึงชำเรากัน ดังนี้เห็นจะมีอยู่โดยมาก

แต่หากว่าผู้ใดจะฟ้องร้องว่ากล่าวเหมือนเรื่องอ้ายเสนไปคบหากันกับอีหนู ไปมาหากันจนถึงชำเรากันทั้งพระ แล้วมีคนไปฟ้องหาในกรมพระธรรมการ กรมพระธรรมการแลตุลาการชำระอ้ายเสนหาเป็นสัจไม่ ด้วยเห็นแก่อ้ายเสน ครั้นมาภายหลังอ้ายเสนกับอีหนูกลับมาเป็นผัวเมียกันเข้า ครั้นเอาตัวอีหนูมาถามกลับรับเป็นสัจ แต่ตัวอ้ายเสนนั้นหนีไปยังไม่ได้ตัว แลพระสงฆ์อื่น ๆ ก็เห็นจะเป็นเหมือนอ้ายเสนจะมีอยู่มาก

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ว่าแต่นี้สืบไป ถ้าผู้ใดรู้เห็นว่าพระสงฆ์รูปใด วัดใดเป็นเช่นอ้ายเสนแล้ว ให้เห็นแก่พระศาสนาอย่าได้ปิดบังอำพรางไว้ ให้มาฟ้องร้องว่ากล่าวในกรมพระธรรมการตามกระทรวง

ถ้าแลกรมพระธรรมการเห็นแก่ฝ่ายจำเลยแลผิดเพี้ยนไปให้เนิ่นช้า ให้ทำเรื่องราวฎีกามาทูลเกล้าฯ ถวายพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท จะพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทคนหนึ่งคนใดชำระ ถ้าชำระได้ความเป็นสัจก็จะทรงพระพรุณาโปรดพระราชทานรางวัลให้แก่โจทก์นั้นโดยสมควร

ถ้าผู้ใดที่บ้านใกล้เรือนเคียงแลรู้เห็นแล้วปิดบังอำพรางไว้ ไม่มาฟ้องร้องว่ากล่าวก็ดี จะโปรดเกล้าฯ ให้ปรับไหมผู้นั้น ถ้าถือศักดินา ๑๒๐๐ ไร่ลงไป ให้จ่ายเข้าเดือน ๆ หนึ่ง ถ้าถือศักดินา ๔๐๐ ไร่ จะให้ผู้นั้นเข้าเดือน ๒ เดือน

อนึ่งถ้าผู้รู้เห็นเป็นใจแลช่วยชักสื่อพระให้ผู้หญิง ชักผู้หญิงให้พระ ถ้าชำระเป็นสัจ จะโปรดเกล้าฯ ให้ปรับไหมผู้นั้นให้เป็นตะพุ่นหญ้าช้างด้วยเสมอโทษปาราชิก”

ต่อมายังมีประกาศอีกฉบับว่า หากภิกษุสามเณรรูปใดรักใคร่สตรีจนถึงขั้นปาราชิก ให้มา “ลุกะโทษ” หรือสารภาพผิดเพื่อรับโทษตามสมควร จะทรงยกโทษให้ หากไม่มาแล้วสืบทราบภายหลัง ก็จะมีโทษสถานหนักเลยทีเดียว ดังว่า

“ให้พระสงฆ์สามเณรรูปนั้นมาให้การลุกะโทษต่อกรมพระธรรมการ แต่ในเดือน ๑๒ จนถึงเดือน ๔ ปีฉลู เบญจศก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จะยกโทษโปรดพระราชทานให้กับผู้ที่มาลุกะโทษนั้น

อนึ่ง พระสงฆ์สามเณรซึ่งประพฤติอนาจารทุจริต อย่างกล่าวมานี้ ไม่มาลุกะโทษบอกความชั่วลามกของตัวต่อกรมพระธรรมการแล้ว แลมีบุรุษสตรีผู้ใดผู้หนึ่งมาให้การลุกะโทษต่อพระธรรมการว่า พระสงฆ์สามเณรรูปนั้น พระอารามนั้น ประพฤติอนาจารทุจริตอย่างกล่าวมานี้ พิจารณาเป็นสัจ จะให้มีโทษกับพระสงฆ์สามเณรรูปนั้นตามโทษานุโทษจงหนัก”

เหล่านี้เป็นหลักฐานว่า รัชกาลที่ 4 ทรงให้ความสำคัญต่อการธำรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของพระศาสนา และไม่นิ่งนอนพระราชฤทัยต่อความเสื่อมโทรมในวงการสงฆ์ซึ่งเกิดขึ้นในยุคสมัยของพระองค์

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ประยุทธ สิทธิพันธ์. (2506). ศาลไทยในอดีต.กรุงเทพฯ : สาส์นสวรรค์. (ห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 พฤษภาคม 2569

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัชกาลที่ 4 ทรงออกประกาศนำจับพระมั่วสีกาจนปาราชิก ระบุคุณ-โทษผู้ข้องเกี่ยวครบ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...