รัชกาลที่ 4 ทรงออกประกาศนำจับพระมั่วสีกาจนปาราชิก ระบุคุณ-โทษผู้ข้องเกี่ยวครบ
ย้อนเรื่องราวคราวรัชกาลที่ 4 ทรงออกประกาศนำจับพระมั่วสีกา
การพัวพันกับสตรีเพศย่อมเป็นมลทินแก่ภิกษุสามเณร ถึงได้มีบัญญัติบังคับไว้ในพุทธวินัย อย่างไรก็ดี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่า พระวินัยอย่างเดียวอาจบังคับใช้ไม่ทั่วถึงพอ จึงทรงประกาศกฎทางโลกกำกับสำหรับนำจับพระที่อาบัติปาราชิกเพราะสีกาเอาไว้ด้วย
รัชกาลที่ 4 มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ว่า ผู้พบเห็นประพฤติมิชอบของพระสงฆ์ให้มาฟ้องร้องได้ ถ้าเป็นจริงตามข้อกล่าวหา ก็จะพระราชทานรางวัลให้ ทั้งระบุโทษของผู้รู้เห็นเป็นใจในพฤติกรรมอาบัติปาราชิกของภิกษุกับสีกา โดยทรงให้พระยาบำเรอภักดิ์ รับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯ ดังความว่า [ปรับย่อหน้าใหม่ และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบก. ศิลปวัฒนธรรม]
“ด้วยพระสงฆ์วันนี้ดูเหมือนจะไม่มีศรัทธาที่จะให้เป็นประโยชน์ชั่วนี้ชั่วหน้า บวชในพระศาสนาแล้วตั้งใจจะหาแต่ลาภสักการ แล้วกระทำอุลามกต่าง ๆ เป็นต้นว่า ไปคบหาผู้หญิง พูดจากันในที่ลับแต่สองต่อสองจนถึงชำเรากัน ดังนี้เห็นจะมีอยู่โดยมาก
แต่หากว่าผู้ใดจะฟ้องร้องว่ากล่าวเหมือนเรื่องอ้ายเสนไปคบหากันกับอีหนู ไปมาหากันจนถึงชำเรากันทั้งพระ แล้วมีคนไปฟ้องหาในกรมพระธรรมการ กรมพระธรรมการแลตุลาการชำระอ้ายเสนหาเป็นสัจไม่ ด้วยเห็นแก่อ้ายเสน ครั้นมาภายหลังอ้ายเสนกับอีหนูกลับมาเป็นผัวเมียกันเข้า ครั้นเอาตัวอีหนูมาถามกลับรับเป็นสัจ แต่ตัวอ้ายเสนนั้นหนีไปยังไม่ได้ตัว แลพระสงฆ์อื่น ๆ ก็เห็นจะเป็นเหมือนอ้ายเสนจะมีอยู่มาก
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ว่าแต่นี้สืบไป ถ้าผู้ใดรู้เห็นว่าพระสงฆ์รูปใด วัดใดเป็นเช่นอ้ายเสนแล้ว ให้เห็นแก่พระศาสนาอย่าได้ปิดบังอำพรางไว้ ให้มาฟ้องร้องว่ากล่าวในกรมพระธรรมการตามกระทรวง
ถ้าแลกรมพระธรรมการเห็นแก่ฝ่ายจำเลยแลผิดเพี้ยนไปให้เนิ่นช้า ให้ทำเรื่องราวฎีกามาทูลเกล้าฯ ถวายพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท จะพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทคนหนึ่งคนใดชำระ ถ้าชำระได้ความเป็นสัจก็จะทรงพระพรุณาโปรดพระราชทานรางวัลให้แก่โจทก์นั้นโดยสมควร
ถ้าผู้ใดที่บ้านใกล้เรือนเคียงแลรู้เห็นแล้วปิดบังอำพรางไว้ ไม่มาฟ้องร้องว่ากล่าวก็ดี จะโปรดเกล้าฯ ให้ปรับไหมผู้นั้น ถ้าถือศักดินา ๑๒๐๐ ไร่ลงไป ให้จ่ายเข้าเดือน ๆ หนึ่ง ถ้าถือศักดินา ๔๐๐ ไร่ จะให้ผู้นั้นเข้าเดือน ๒ เดือน
อนึ่งถ้าผู้รู้เห็นเป็นใจแลช่วยชักสื่อพระให้ผู้หญิง ชักผู้หญิงให้พระ ถ้าชำระเป็นสัจ จะโปรดเกล้าฯ ให้ปรับไหมผู้นั้นให้เป็นตะพุ่นหญ้าช้างด้วยเสมอโทษปาราชิก”
ต่อมายังมีประกาศอีกฉบับว่า หากภิกษุสามเณรรูปใดรักใคร่สตรีจนถึงขั้นปาราชิก ให้มา “ลุกะโทษ” หรือสารภาพผิดเพื่อรับโทษตามสมควร จะทรงยกโทษให้ หากไม่มาแล้วสืบทราบภายหลัง ก็จะมีโทษสถานหนักเลยทีเดียว ดังว่า
“ให้พระสงฆ์สามเณรรูปนั้นมาให้การลุกะโทษต่อกรมพระธรรมการ แต่ในเดือน ๑๒ จนถึงเดือน ๔ ปีฉลู เบญจศก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จะยกโทษโปรดพระราชทานให้กับผู้ที่มาลุกะโทษนั้น
อนึ่ง พระสงฆ์สามเณรซึ่งประพฤติอนาจารทุจริต อย่างกล่าวมานี้ ไม่มาลุกะโทษบอกความชั่วลามกของตัวต่อกรมพระธรรมการแล้ว แลมีบุรุษสตรีผู้ใดผู้หนึ่งมาให้การลุกะโทษต่อพระธรรมการว่า พระสงฆ์สามเณรรูปนั้น พระอารามนั้น ประพฤติอนาจารทุจริตอย่างกล่าวมานี้ พิจารณาเป็นสัจ จะให้มีโทษกับพระสงฆ์สามเณรรูปนั้นตามโทษานุโทษจงหนัก”
เหล่านี้เป็นหลักฐานว่า รัชกาลที่ 4 ทรงให้ความสำคัญต่อการธำรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ของพระศาสนา และไม่นิ่งนอนพระราชฤทัยต่อความเสื่อมโทรมในวงการสงฆ์ซึ่งเกิดขึ้นในยุคสมัยของพระองค์
อ่านเพิ่มเติม :
- “สมี” คำเรียกพระสงฆ์สามเณรต้องอาบัติ กับเหตุการณ์ลักลอบสวาทอันโด่งดังสมัยรัชกาลที่ 4
- สาวสมัยพุทธกาลเข้าใจผิด คิดว่าช่วยคลายกำหนัดให้พระแล้วจะได้บุญ
- อาบัติ “ปาราชิก” ย้อนดูเหตุการณ์ปาราชิกสมัยรัชกาลที่ 4
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ประยุทธ สิทธิพันธ์. (2506). ศาลไทยในอดีต.กรุงเทพฯ : สาส์นสวรรค์. (ห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ)
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 พฤษภาคม 2569
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รัชกาลที่ 4 ทรงออกประกาศนำจับพระมั่วสีกาจนปาราชิก ระบุคุณ-โทษผู้ข้องเกี่ยวครบ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com