โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

‘โป๊ป vs ทรัมป์’ เมื่อพระสันตะปาปาชาวอเมริกัน ยืนคนละฝั่งกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ

TODAY

อัพเดต 16 เม.ย. เวลา 11.45 น. • เผยแพร่ 16 เม.ย. เวลา 11.44 น. • TODAY

ผู้นำศาสนาที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก กำลังปะทะกับผู้นำประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก และความจริงคือ ทั้งคู่เป็น ‘คนอเมริกัน’ เหมือนกัน

ความขัดแย้งระหว่าง สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปะทุขึ้นท่ามกลางสงครามอิหร่านที่ยังคงตึงเครียด เมื่อผู้นำคริสตจักรคาทอลิกออกมาวิพากษ์วิจารณ์การใช้กำลัง และตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของสงคราม

ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ ตอบโต้กลับอย่างเผ็ดร้อน ผ่านทั้งคำวิจารณ์และถ้อยคำโจมตี จนความสัมพันธ์ระหว่างวาติกันกับทำเนียบขาวยิ่งตึงเครียดขึ้น

แต่สิ่งที่ทำให้ความขัดแย้งครั้งนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือ นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่พระสันตะปาปาเป็น ‘ชาวอเมริกัน’ และกำลังยืนอยู่คนละฝั่งกับผู้นำประเทศของตัวเอง

และนี่คือจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่ค่อยๆ ลุกลามจากคำพูดสู่แรงกระเพื่อมในระดับโลก

ชนวนร้าวเริ่มจากอะไร

ความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลจากความเห็นต่างที่สะสมมานานหลายเดือน ตั้งแต่นโยบายในตะวันออกกลาง ไปจนถึงสงครามในฉนวนกาซา นโยบายผู้อพยพ และบทบาทของศาสนาในเวทีการเมือง

โดยเฉพาะประเด็นผู้อพยพ ที่โป๊ปเคยวิจารณ์ว่า การปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรมย่อมขัดกับคำสอนเรื่องการปกป้องชีวิต

แต่จุดปะทุของความขัดแย้งระลอกนี้ เกิดขึ้นเมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ออกมาวิพากษ์สงครามอิหร่าน โดยระบุว่าผู้นำที่ทำสงครามมี ‘มือเปื้อนเลือด’ และย้ำว่า “พระเจ้าไม่ได้อยู่ข้างความขัดแย้งใดๆ”

คำพูดนี้ถูกจับตาทันที และจุดชนวนให้ฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้ โดยรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ตั้งคำถามเชิงศาสนากลับไปว่า หากพระเจ้าจะไม่อยู่ข้างผู้ที่ใช้ความรุนแรง แล้วในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสหรัฐฯ มีบทบาทในการปลดปล่อยค่ายกักกันนาซี พระเจ้าจะอยู่ข้างใคร พร้อมทั้งเตือนว่าผู้นำคริสตจักรควรระมัดระวังในการพูดถึงประเด็นทางเทววิทยา

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ออกมาโจมตีผ่าน Truth Social อย่างต่อเนื่อง ทั้งการเรียกโป๊ปว่า ‘อ่อนแอ’ และกล่าวหาว่ากำลังก้าวก่ายการเมือง พร้อมย้ำว่าผู้นำศาสนาไม่ควรเข้ามาแสดงความเห็นในนโยบายของรัฐ

แต่ท่ามกลางแรงปะทะที่ยกระดับขึ้น โป๊ปกลับไม่ลดท่าทีลง ยังคงย้ำเรื่อง ‘สันติภาพ’ และ ‘การอยู่ร่วมกัน’ อย่างต่อเนื่อง โดยชี้ว่า แม้ผู้คนจะมีความเชื่อหรือวิถีชีวิตต่างกัน ก็ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

สถานการณ์ยิ่งร้อนแรงขึ้น เมื่อทรัมป์โพสต์ภาพที่สร้างด้วย AI ซึ่งถูกวิจารณ์ว่ามีลักษณะเปรียบตัวเองกับพระเยซู จนเกิดกระแสไม่พอใจจากผู้นำศาสนาและกลุ่มคริสเตียนบางส่วน ก่อนที่ภาพดังกล่าวจะถูกลบออกไปในภายหลัง และยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างวาติกันกับทำเนียบขาวตึงเครียดขึ้นไปอีก

เมื่อ ‘ศีลธรรม’ ปะทะ ‘อำนาจ’

สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 กับประธานาธิบดีทรัมป์ อาจดูเหมือนเป็นเพียงการโต้เถียงกันของคนสองคน แต่จริงๆ แล้ว นี่คือการชนกันของ ‘วิธีมองโลก’ ที่ต่างกันอย่างชัดเจน

เมื่อฝ่ายหนึ่งย้ำว่า ศีลธรรมต้องมาก่อนอำนาจ ความรุนแรงไม่ควรถูกทำให้ชอบธรรม และสงครามไม่ใช่คำตอบ ขณะที่อีกฝ่ายมองว่า โลกไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมคติล้วนๆ แต่ยังมีเรื่องของอำนาจ ผลประโยชน์ และความจำเป็นในการใช้กำลังในบางสถานการณ์

ความขัดแย้งครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นแค่การถกเถียงว่าใครถูกหรือผิด แต่คือการปะทะกันของ ‘อำนาจคนละแบบ’ ในด้านหนึ่ง คืออำนาจของรัฐ ที่ตั้งอยู่บนกำลัง ทรัพยากร และการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ และอีกด้านหนึ่ง คืออำนาจทางศีลธรรม ที่ตั้งอยู่บนความเชื่อ ศรัทธา และความชอบธรรมในสายตาของผู้คน

และนี่คือจุดที่ทำให้ความขัดแย้งครั้งนี้ลึกไปมากกว่าเรื่องการเมืองหรือศาสนา เพราะสุดท้ายแล้ว มันย้อนกลับมาที่คำถามเดียวกันว่า โลกควรถูกขับเคลื่อนด้วย ‘หลักการ’ หรือ ‘อำนาจ’ กันแน่

ความขัดแย้งที่อาจไม่จบแค่สองคน

ความขัดแย้งครั้งนี้อาจดูเหมือนเรื่องของผู้นำสองคน แต่ผลกระทบของมันไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น

เพราะการปะทะกันครั้งนี้ กำลังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ เองก็เผชิญความแตกแยกทางการเมืองภายใน ขณะที่ชาวคาทอลิกในสหรัฐฯ มีอยู่ราว 53 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 5 ของประชากร และยังเป็นฐานเสียงสำคัญในหลายรัฐ

เมื่อผู้นำศาสนาออกมาวิพากษ์นโยบายของรัฐบาลโดยตรง และถึงขั้นเรียกร้องให้ประชาชนกดดันผู้แทนการเมืองของตนเอง

คำถามจึงไม่ใช่แค่เรื่องศีลธรรมอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงคำถามที่ว่า เสียงของศาสนาควรมีอิทธิพลต่อการเมืองมากแค่ไหน และในอีกด้านหนึ่ง การตอบโต้ของทมป์เอง ก็สะท้อนว่า ความขัดแย้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การโต้เถียง แต่กำลังขยายไปสู่การช่วงชิง ‘ความชอบธรรม’ ในสายตาของสาธารณชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...