น้ำมันแพง..ได้เวลาดับไฟ?!?
ลูกหลานเจนใหม่ X Y Z คงจะนึกภาพไม่ออกกระมังว่า สถานการณ์ระส่ำระสายวุ่นวายอันเกิดจากน้ำมันขาดแคลนนั้น มันเป็นอย่างไร แต่มนุษย์ลุงป้าน้าอา เจอะเจอกันมาแล้วหลายครั้งนะ
ฉะนั้น เวลานี้เลยทำให้เสียงฮัมเพลง "น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ" ของสรวง สันติ หวนกลับมาอีกหน
ตอนนั้น..ในวันที่โลกยังไม่มีโทรศัพท์มือถือให้เปิดไฟฉายง่ายๆ และยังไม่มีรถไฟฟ้าวิ่งเงียบๆ บนถนน เกิดสงครามใหญ่ในตะวันออกกลางที่เรียกว่า สงครามยมคิปปูร์ ทำให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรวมตัวกันในชื่อ OPEC ลดการผลิตน้ำมัน โลกทั้งโลกจึงเหมือนถูกหมุนปุ่มขึ้นราคา น้ำมันแพงขึ้นหลายเท่าตัว
เมืองไทยเองก็ได้รับผลกระทบเต็มๆ รัฐบาลต้องขอให้ประชาชนช่วยกันประหยัดไฟ ปิดไฟถนนบางช่วง ลดการใช้พลังงาน ผู้คนเริ่มบ่นกันว่าแค่เปิดตะเกียงน้ำมันก๊าดก็ยังต้องคิดแล้วคิดอีก
คุณสรวง สันติ เห็นภาพเหล่านั้นแล้วก็ยิ้มบางๆ เพราะแทนที่จะบ่นอย่างเดียว เขาเลือกจะเอาเรื่องหนักๆ มาเล่าแบบขำๆ คืนหนึ่งเขานั่งดีดกีตาร์ แล้วก็แต่งเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่ง ชื่อว่า น้ำมันแพง
เพลงนี้ไม่ใช่เพลงเศร้าหม่น แต่เป็นเพลงสนุกๆ ที่ฟังแล้วต้องอมยิ้ม เพราะในเพลงมีท่อนหนึ่งที่ใครได้ยินก็จำได้ขึ้นใจ “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ…”
เด็กๆ ฟังแล้วอาจจะขำว่า ทำไมคุยกับแฟนต้องดับไฟด้วยล่ะ แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ในสมัยนั้นจะเข้าใจทันทีว่า นี่แหละคือการประชดแบบขำๆ ของคนที่ต้องประหยัดทุกอย่างแม้แต่ไฟในบ้าน
ไม่นานเพลง “น้ำมันแพง” ก็โด่งดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง ผู้คนร้องตามกันได้ตั้งแต่ตลาดจนถึงท้องนา เพราะมันเล่าเรื่องจริงของชีวิตคนไทยในยุคนั้น แม้เวลาจะผ่านมาหลายสิบปีแล้ว แต่ท่อนฮิตของเพลงนี้ก็ยังถูกหยิบมาร้องล้อกันเสมอ เวลาใครพูดถึงของแพง หรือช่วงที่น้ำมันขึ้นราคา.
'ป้าเอง'