โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

(อัพเดท) เปิดหุ้นรับอานิสงส์ หลังสหรัฐประกาศหยุดโจมตีอิหร่าน 2 สัปดาห์ คาดดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,450-1,500 จุด

efinanceThai

เผยแพร่ 08 เม.ย. เวลา 03.20 น.

(อัพเดท) เปิดหุ้นรับอานิสงส์ หลังสหรัฐประกาศหยุดโจมตีอิหร่าน 2 สัปดาห์ คาดดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,450-1,500 จุด

โบรกฯ คัดหุ้นรับอานิสงส์ หลังสหรัฐประกาศหยุดโจมตีอิหร่าน 2 สัปดาห์ คาดกลุ่ม Anti Oil-สายการบิน-โรงไฟฟ้า-Tech-ค้าปลีก-ท่องเที่ยว น่าลงทุน พร้อมประเมินดัชนีระหว่างวันเคลื่อนไหวในกรอบ 1,450-1,500 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า สถานการณ์สงครามมีภาพ Deesclation หลัง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รับเงื่อนไขคนกลางปากีสถานขยายเวลาเจรจาอิหร่านในอีก 2 สัปดาห์ และ จะหยุดยิงในช่วงดังกล่าว โดยอิหร่านจะต้องกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซเสรีทันที ขณะที่อิหร่านตอบรับเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ภายใต้เงื่อนไขเล็กน้อย (กองทัพอิหร่านขอดูแลช่องทาง) ถ่วงราคาน้ำมันดิบดิ่งลงแรงเฉลี่ย -12% Brents เช้านี้มา < 95 เหรียญฯ US Bond Yield 10 ปีดิ่งแรง -8 bps Dollar Index < 99 จุด สะท้อนภาพตลาดกลับมา Risk-on คาดหนุนสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกฟื้นตัวแรง โดยฝั่งไทยค่าเงินบาทเช้านี้แข็งค่าแรง 32 +/- บาท และ หนุน SET วันนี้ Up แนวต้าน 1,478/1,495จุด รับ 1,454/1,450 จุด

***หุ้นธีมเด่นวันนี้

1.กลุ่มที่ตลาดกังวลผลกระทบตะวันออกกลาง อาทิ กลุ่มกังวลต้นทุนพลังงาน (Anti-Commodities) เป็นกลุ่มนำ ไฟฟ้า สายการบิน รับเหมา วัสดุก่อสร้าง ค้าปลีก

2.กลุ่มกังวลจาก Yield เร่งขึ้น หลังตลาดมองความเสี่ยงเงินเฟ้อ เช้านี้ US Bond Yield 10 ปีดิ่งแรงเป็นแรงหนุน เช่าซื้อ

3.กลุ่มที่กระทบนักท่องเที่ยว อาทิ ท่องเที่ยว ร.พ.

KSS Alpha Espresso Picks : GPSC THAI (ราคาน้ำมันดิบลงเฉลี่ย -12% และ เงินบาทแข็งค่า) และ MTC (Global Bond Yield เริ่มลดลงต่อเนื่อง ตามราคาน้ำมัน)

***ปัจจัยบวก

1.War&Energy : สถานการณ์สงครามมีภาพ Deesclation หลัง ปธน. Trump รับเงื่อนไขคนกลางปากีสถานขยายเวลาเจรจาอิหร่านในอีก 2 สัปดาห์ และ จะหยุดยิงในช่วงดังกล่าว โดยอิหร่านจะต้องกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่อิหร่านตอบรับเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ภายใต้เงื่อนไขเล็กน้อย (ยังไม่ชัดเจน) ถ่วงราคาน้ำมันดิบดิ่งลงแรงเฉลี่ย -12% Brents เช้านี้มา < 95 เหรียญฯ คาดหนุนสินทรัพย์เสี่ยงโลก

หุ้นที่คาดฟื้นเด่น คือ กลุ่มที่ตลาดกังวลผลกระทบตะวันออกกลาง อาทิ กลุ่มกังวลต้นทุนพลังงานไฟฟ้า สายการบิน รับเหมา วัสดุก่อสร้าง ค้าปลีก เช่าซื้อ และ กลุ่มที่กระทบนักท่องเที่ยว อาทิ ท่องเที่ยว ร.พ. ขณะเดียวกันแนะนำ ทยอยหาจังหวะหุ้นพลังงานขั้นกลางผสมช่วงหุ้นอ่อนลง โรงกลั่น TOP ปิโตรเคมี PTTGC, IVL รับประโยชน์โครงสร้างอุตสาหกรรม

2. SET200 Rebound : SET ลงจากจุดสูงสุด 26 ก.พ. ราว -4.5% จากผลกระทบสงคราม สถานการณ์เริ่มคลาย ประเมินหุ้นพื้นฐานระยะกลางดี ปรับลงเร่งกว่า SET กรอบ -22.5% ถึง -11.7% ที่มีโอกาสฟื้นแรงวันนี้ เน้น GPSC CENTEL MTC THAI MINT BH

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า สหรัฐฯ และ อิหร่านบรรลุข้อตกลง หยุดยิงชั่วคราว เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ เพื่อเปิดทางสู่การเจรจารอบสุดท้าย ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ในตลาดเอเชียปรับตัวลงทันที -15% ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงฟื้นตัวเฉลี่ย +3%

ซึ่งคาดเป็นปัจจัยบวกเชิง Sentiment ต่อตลาดหุ้นเอเชียในวันนี้ โดยเฉพาะหุ้นที่ปรับฐานแรงในช่วงความขัดแย้ง มีโอกาสเกิด Technical Rebound ได้แก่ BA -29%, BGRIM -24%, MTC -23%, SAWAD -22%, ERW -22%, GPSC -21%, AAV -21%, BCPG -20%, BH -19%, CBG -18%, CPALL -16%, OSP -16%, BEM -15%, HMPRO -14%, BCH -14%, BDMS -13%

นอกจากนี้ มีโอกาสเห็นแรงซื้อคืนในหุ้นขนาดใหญ่ที่ก่อนหน้านี้ถูก NVDR ขายสุทธิสะสมเกิน -1 พันล้านบาท ได้แก่ GULF, AOT, TRUE, MINT, BH, ADVANC, CPALL, BDMS

อย่างไรก็ตาม ตลาดอาจถูกถ่วงจากแรงขายทำกำไรในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นในช่วงสงคราม ได้แก่ PTTGC +35%, HANA +34%, IRPC +28%, PTTEP +19%, IVL +15%, KCE +11%, BTG +9% รวมถึงกลุ่มที่มีแรงซื้อสุทธิจาก NVDR ก่อนหน้า เช่น PTTEP, PTTGC, TFG, HANA, BCP, IRPC, IVL, SPRC

บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หลังจากตลาดหุ้นสหรัฐฯปิด ทำการ Trump ได้ออกมาระบุว่าระงับการหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพราะได้หารือกับทางปากีสถาน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสหรัฐฯทำได้เกินกว่าเป้าหมายทางทหารทั้งหมดแล้ว เช้านี้พบว่า ราคาน้ำมันดิบ WTI -15% DowJones Future +2% Kospi +6% ฝั่งอิหร่านก็ส่งสัญญาณว่า พร้อมหยุดปฎิบัติการหากมีการหยุดโจมตี และ จะเปิดช่องแคบ HORMUZ ให้กลับมาเป็นปกติ หากราคาน้ำมันปรับตัวลงต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงทองคำและตราสารหนี้

วันนี้ประเมิน SET INDEX มีโอกาสขยับขึ้นในกรอบ 1,460 1,500 จุด ปัจจัยหนุนการเจรจากันระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน เชิงกลยุทธ์การลงทุนกลับมาเน้นที่กลุ่ม Anti Oil สายการบิน (AAV BA) โรงไฟฟ้า (BGRIM GULF GPSC) Tech (DELTA) ค้าปลีก (CPALL CPN) ท่องเที่ยว (AOT MINT)

บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เช้าวันนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนเกมส์ที่ชัดเจนที่สุดในรอบเดือน ตลาดที่เคยอึดอัดกับความเสี่ยงการเกิดสงครามเต็มรูปแบบ ได้รับการปลดล็อกอย่างเป็นทางการจากข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์นี้ (ยืนยันว่า Trump ไม่ได้อยากใช้ความรุนแรงต่ออิหร่าน) การที่อิสราเอลตอบรับข้อตกลงด้วย ถือเป็นนัยสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับ Ceasefire รอบนี้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม นี่คือ "นี่คือการพักรบ ไม่ใช่การจบสงคราม"

กลยุทธ์ลงทุน ตลาดพลิกเกมส์มาดี นักลงทุนสามารถเข้าเก็งกำไรช่วงสั้นๆได้ (อย่าเพิ่งมองยาวถ้าสงครามยังไม่จบ)

หุ้นได้ประโยชน์จากสงครามจะถูกทิ้งดิ่ง : PTTEP และ หุ้นปิโตรเคมีบางตัว (PTTGC, IVL, IRPC) จัดเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์ทางตรงจากสงครามครั้งนี้ จากการหยุดยิงวันนี้ จะกลายเป็นลบต่อหุ้นเหล่านี้ทันที

หุ้น Most Active หรือ หุ้นหลักๆ ของตลาด น่าเข้าซื้อ ได้แก่ GULF, ADVANC, TRUE*, CPALL, BDMS*, CPN*

จากข้อมูลหุ้นที่มีปริมาณการซื้อขายมากพอควรของ SET ช่วงที่เกิดสงคราม (27 ก.พ. -7 เม.ย.69) เราเลือกหุ้นที่น่าสนใจหรือมีโอกาสดีดตัวกลับในวันนี้ ออกมา 5 ตัว ได้แก่ BA*, BGRIM*, ERW, GPSC*, AAV

หุ้นในพอร์ตแนะนำ : เรานำ PTTEP ออก และ นำ BA*, BGRIM*, ERW เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ต ประกอบด้วย BA*(15%), BGRIM*(15%), ERW(10%), DELTA*(10%), KTB(10%), SCB(10%), ADVANC*(10%)

บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ตลาดหุ้นมีโอกาสตอบรับเชิงบวก อย่างไรก็ตาม ยังคงมุมมองระมัดระวังในช่วงไตรมาส 2/69 จากความเสี่ยงสงครามจะเริ่มส่งผลกระทบต่อการปรับลดประมาณการในหลายกลุ่ม

***ปัจจัยและสถานการณ์สำคัญ

ข้อตกลงสันติภาพ : มีโอกาสที่สหรัฐฯ-อิหร่าน จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพ

ช่องแคบฮอร์มุซ : อาจยังไม่กลับมาเปิดปกติ หรืออาจมีการเก็บค่าผ่านทาง

***มุมมองการลงทุนรายกลุ่ม

1.กลุ่มที่เสียประโยชน์จากสันติภาพ คาดมีแรงขายทำกำไรกลุ่มที่เคยได้ประโยชน์จากสงครามก่อนหน้านี้

2.กลุ่มต้นทุนพลังงาน (ค้าปลีก, ขนส่ง, สายการบิน, วัสดุก่อสร้าง, รับเหมา)

ระยะสั้น : ราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยหนุนให้มีโอกาสฟื้นตัว

ข้อควรระวัง : ยังมีความกังวลเรื่องกำไรที่ลดลงใน Q2/69 การฟื้นตัวจึงเป็นเพียงการ "เก็งกำไรระยะสั้น" เท่านั้น

3.กลุ่มภาคบริการ (ท่องเที่ยว, การแพทย์) แม้ได้รับผลกระทบบ้าง แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอยู่ในระดับต่ำ

คำแนะนำ : เป็นโอกาส "ซื้อ/สะสม" ที่ดี

หุ้นเด่น : AOT, CENTEL, BDMS, BH

4.กลุ่มสาธารณูปโภค (Utilities) มีความน่าสนใจในการเป็น "กลุ่มพักเงิน" ในจังหวะที่ตลาดอาจปรับลดประมาณการกลุ่มอื่นๆ

หุ้นเด่น : GULF, EGCO, RATCH

บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า กลุ่มและหุ้นที่ได้รับอานิสงส์ (หากสงครามตะวันออกกลางยุติเร็ว) เช่น

1. กลุ่มท่องเที่ยวและสายการบิน หุ้นเด่น : AOT, CENTEL, ERW, MINT, AAV, BA

2. กลุ่มโรงพยาบาล (เน้นคนไข้ต่างชาติ/ตะวันออกกลาง) หุ้นเด่น : BH, PR9, BCH

3. กลุ่มค้าปลีกและสื่อสาร (รับผลบวกจากการท่องเที่ยวฟื้นตัว) หุ้นเด่น : CPALL, CRC, CPN, ADVANC, TRUE

4. กลุ่มธนาคาร หุ้นเด่น : KBANK, KTB, SCB

5. กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง หุ้นเด่น : CK, STECON

6. กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ได้รับประโยชน์จากการคลี่คลายของเส้นทางขนส่งและต้นทุนพลังงาน

7. กลุ่มโรงไฟฟ้า หุ้นเด่น : GULF, BGRIM, GPSC

8. กลุ่มเกษตรและอาหารส่งออก หุ้นเด่น : CPF, BTG, GFPT

กลุ่มที่เสียประโยชน์ เช่น พลังงานต้นน้ำ (PTTEP) : ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุด

เรียบเรียง โดย กรณัช พลอยสวาท
อีเมล์. koranat@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...