"ชินวัตร" ทิ้งไพ่ตาย “ยศชนัน” พลิกเกม รุกกลับ "พรรคประชาชน"
">
เกมชิงคนรุ่นใหม่เดือด เพื่อไทยส่ง “ยศชนัน” คุม อว. งัด AI-นโยบายสร้างรายได้ หวังทลายกระแสส้ม แต่เดิมพันนี้มีทั้งโอกาสพลิกเกม และความเสี่ยงพังทั้งกระดาน
ในศึกการเมืองไทย ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาชน ที่ต่างมุ่งแย่งชิงฐานเสียง “คนรุ่นใหม่”นั้น การตัดสินใจส่ง ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เข้าคุมกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในรัฐบาลอนุทิน 2 จึงไม่ใช่แค่การจัดวางตำแหน่งรัฐมนตรีธรรมดา แต่คือการเปิดเกมยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ ที่เพื่อไทยหวังใช้ “เทคโนโลยี-นโยบาย AI-การสร้างรายได้” เป็นอาวุธหลัก รุกกลับพรรคประชาชนอย่างเป็นระบบ
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา พรรคประชาชนสามารถยึดพื้นที่“ความหวังของคนรุ่นใหม่” เอาไว้ได้อย่างแข็งแรง ผ่านวาทกรรมการเมืองเชิงอุดมการณ์ ทั้งความโปร่งใส ความเท่าเทียม และการปฏิรูปโครงสร้าง แม้จะจับต้องได้ยากในเชิงเศรษฐกิจ แต่กลับทรงพลังในเชิงความเชื่อ ขณะที่เพื่อไทย แม้จะยังมีจุดแข็งด้านเศรษฐกิจและประสบการณ์บริหารประเทศ กลับเสียพื้นที่ในเชิง“ความรู้สึก” ไปไม่น้อย
การส่ง “ยศชนัน” จึงเป็นมากกว่าการดันคนรุ่นใหม่เข้าสู่ ครม. แต่คือการ “รีแบรนด์เพื่อไทย” ทั้งพรรค จากภาพจำ “ประชานิยมยุคเก่า” ไปสู่ “รัฐบาลเทคโนโลยี” ที่ใช้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และที่สำคัญคือพยายามสร้างคำตอบใหม่ให้กับคำถามที่การเมืองไทยหนีไม่พ้น “คนรุ่นใหม่จะได้อะไร”
นโยบายภายใต้มือของยศชนัน จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การศึกษา แต่คือการ “เปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็นโรงงานสร้างรายได้” การผลักดันโมเดลเรียนไปทำงานไป การเชื่อมต่อมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน และการเปิดโอกาสให้นักศึกษามีรายได้ตั้งแต่ยังไม่จบ ล้วนเป็นการส่งสัญญาณตรงไปยังกลุ่ม First Jobber และ First Voter ว่า รัฐสามารถทำให้ “เงินเข้ากระเป๋า” ได้จริง ไม่ใช่แค่สร้างความหวังในเชิงนามธรรม
นี่คือการปะทะตรงกับแกนความคิดของพรรคประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในขณะที่อีกฝ่ายเน้น “ระบบที่เป็นธรรม” เพื่อไทยกำลังย้ำ “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” และในสนามการเมืองไทยที่เศรษฐกิจปากท้องยังคงเป็นตัวแปรหลัก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ใครพูดถูกกว่า แต่คือใครทำให้ชีวิตดีขึ้นได้เร็วกว่า
พร้อมกันนั้น แนวคิด “รัฐบาล AI” หรือ Science-based Government ก็ถูกยกขึ้นมาเป็นอีกหมากสำคัญ เพื่อท้าชนกับวาทกรรม “รัฐบาลโปร่งใส” ของพรรคประชาชน เพราะแทนที่จะเน้นการตรวจสอบ เพื่อไทยกำลังพยายามพิสูจน์ว่า“รัฐที่มีข้อมูลและเทคโนโลยี” สามารถแก้ปัญหาได้แม่นยำกว่า ทั้งการทำนายราคาพืชผล การวิเคราะห์ความยากจนรายครัวเรือน หรือการออกแบบนโยบายเชิงรุก
หากทำได้จริง เกมการเมืองจะเปลี่ยนทันที เพราะมันจะทำให้ประชาชนเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ระหว่าง “รัฐที่ตรวจสอบได้” กับ “รัฐที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นจริง” อะไรคือคำตอบที่ต้องการมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ไพ่ใบนี้แม้จะดูเฉียบคม ก็แฝงความเสี่ยงที่เพื่อไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้
คำถามแรกและใหญ่ที่สุด คือ “ทำได้จริงหรือไม่” เพราะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ AI, เทคโนโลยีขั้นสูง หรืออุตสาหกรรมอนาคต ล้วนต้องใช้ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และเวลา หากผลลัพธ์ไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมก่อนการเลือกตั้ง 2569 นโยบายเหล่านี้จะถูกตีความว่าเป็นเพียง “ภาพฝันเวอร์ชันใหม่” ที่ไร้น้ำหนัก
คำถามที่สอง คือ “ภาพลักษณ์ทางการเมือง” เพราะแม้ยศชนันจะมีโปรไฟล์ทางวิชาการที่แข็งแรง แต่การเป็น “สายตรงชินวัตร” ก็ยังเป็นจุดอ่อนที่ถูกหยิบมาโจมตีได้ง่าย ในสายตาของคนรุ่นใหม่บางส่วน นี่อาจถูกมองว่าไม่ใช่การเปิดโอกาสให้คนเก่ง แต่คือการสืบทอดอำนาจในรูปแบบใหม่
คำถามที่สาม คือ “การสื่อสาร” ซึ่งเป็นจุดอ่อนเรื้อรังของเพื่อไทย ในยุคที่การเมืองถูกขับเคลื่อนด้วยโซเชียลมีเดีย ความเร็วและสไตล์การเล่าเรื่องมีความสำคัญไม่แพ้นโยบาย หากสื่อสารไม่ทัน เกมที่ดีอาจกลายเป็นเกมที่แพ้ในโลกออนไลน์
และสุดท้าย คือ “สมการพรรคร่วมรัฐบาล” หากผลงานหรือทรัพยากรของกระทรวง อว. ถูกมองว่าไปเสริมฐานอำนาจของพรรคร่วมมากเกินไป เครดิตทางการเมืองอาจไม่ตกอยู่ที่เพื่อไทยอย่างที่หวัง และนั่นอาจกลายเป็นกับดักซ้ำรอยการเมืองไทย
ทั้งหมดนี้ทำให้ “ยศชนัน” ไม่ใช่แค่รัฐมนตรีคนหนึ่ง แต่คือ “หัวหอกทางยุทธศาสตร์” ที่เพื่อไทยใช้เดิมพันเพื่อทวงคืนพื้นที่คนรุ่นใหม่ และสกัดแรงส่งของพรรคประชาชนโดยตรง
หากสำเร็จ เพื่อไทยจะสามารถดึงฐานเสียงกลับมาได้ และเปลี่ยนเกมการเมืองทั้งกระดาน แต่หากล้มเหลว นี่จะกลายเป็นหลักฐานยืนยันว่า การปรับตัวของเพื่อไทยยังไปไม่ถึงโลกใหม่จริง
เพราะสุดท้าย การเมืองจะไม่ตัดสินกันที่ว่าใคร “พูดโดนใจ” มากกว่าแต่จะตัดสินกันที่ว่าใคร “ทำให้ชีวิตคน ดีขึ้นจริง” ก่อนวันเลือกตั้งจะมาถึง
#ยศชนัน #เพื่อไทย #พรรคประชาชน #การเมืองไทย #เลือกตั้ง2569 #รัฐบาลอนุทิน #AIรัฐบาล #นโยบายเศรษฐกิจ #คนรุ่นใหม่ #วิเคราะห์