“เงินเฟ้อฟิลิปปินส์” พุ่งแรงสุดรอบ 3 ปี แตะ 7.2% พลังงาน-ขนส่งดันราคาพุ่ง
"เงินเฟ้อฟิลิปปินส์" พุ่งแรงสุดรอบ 3 ปี แตะ 7.2% จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นตามวิกฤตตะวันออกกลาง กดดันต้นทุนขนส่งและอาหาร
วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.26 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์เร่งตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี และสูงกว่าที่ธนาคารกลางรวมถึงนักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ สะท้อนแรงกดดันต่อเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลางที่ผลักดันราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้น
โดย Philippine Statistics Authority รายงานเมื่อวันอังคารว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าค่ากลางคาดการณ์ที่ 5.5% จากการสำรวจของ Bloomberg และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2023 ขณะที่ค่าเงินเปโซฟิลิปปินส์อ่อนค่าลงราว 0.3% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในการซื้อขายช่วงเช้า
แรงขับเคลื่อนสำคัญของเงินเฟ้อมาจากราคาค่าขนส่งที่พุ่งขึ้นถึง 21% รวมถึงหมวดที่อยู่อาศัย น้ำ ไฟฟ้า ก๊าซ และเชื้อเพลิงอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้น 8% ขณะที่ราคาอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 6% โดยเฉพาะข้าวและปลา ฟิลิปปินส์ซึ่งนำเข้าน้ำมันมากกว่า 90% จากตะวันออกกลาง กำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กระทบห่วงโซ่อุปทานพลังงาน ทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบและปุ๋ยเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาตรการช่วยเหลือบางภาคส่วนแล้ว แต่ธนาคารกลางฟิลิปปินส์เคยเตือนก่อนหน้านี้ว่าเงินเฟ้อเดือนเมษายนอาจพุ่งขึ้นสู่ช่วง 5.6%-6.4%
ข้อมูลดังกล่าวตอกย้ำความท้าทายของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ ซึ่งเพิ่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนเมษายนเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสองปี เพื่อสกัดแรงกดดันด้านราคา พร้อมเตือนว่าหากราคาน้ำมันยังพุ่งสูงต่อเนื่อง อาจทำให้ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อขยายตัวและความคาดหวังเงินเฟ้อหลุดกรอบ โดยยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินนโยบายตามข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามา
ด้านรัฐบาลของประธานาธิบดี Ferdinand Marcos Jr. ได้ออกมาตรการอุดหนุนค่าน้ำมันให้กับผู้ขับขี่ขนส่งสาธารณะ เพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงาน พร้อมมีแผนทบทวนประมาณการเศรษฐกิจปี 2569 ใหม่ ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมัน
ขณะที่รัฐมนตรีวางแผนเศรษฐกิจ Arsenio Balisacan ระบุว่า รัฐบาลกำลังเร่งใช้มาตรการเฉพาะจุดเพื่อควบคุมแรงกดดันด้านราคา โดยเฉพาะในหมวดอาหาร พลังงาน และการขนส่ง พร้อมย้ำว่าความสำคัญหลักคือการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน ควบคุมราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และดูแลทุกภาคส่วนท่ามกลางความท้าทายทั้งในและต่างประเทศ
อ้างอิง : bloomberg.com