เชลยศึกสงครามลาว (29) บันทึกของ พ.อ.เหงียน ชวง…
บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (29)
บันทึกของ พ.อ.เหงียน ชวง…
“BATTLE FOR SKYLINE RIDGE” บันทึกรายงานการปฏิบัติของ พ.อ.เหงียน ชวง ผู้บังคับการกรม 165 ต่อที่หมายกองพันทหารเสือพราน บีซี 609 ที่ยอดภูเทิง ต่อไปดังนี้
“เวลา 16.45 น. : 19 ธันวาคม กระสุนระเบิดถูกยิงโจมตีที่หมายอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นัดต่อนัด ส่งเสียงกัมปนาทราวฟ้าร้องกลางพายุร้าย จากเครื่องยิงระเบิด 120 ม.ม. 82 ม.ม. และปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง ทั้งหมดพุ่งเข้าสู่เป้าหมายที่มั่นแข็งแรงทั้งสามแห่งบนยอดเนินของข้าศึกซึ่งต่างหลบหายอยู่ภายใต้กลุ่มควันและเปลวไฟ จากนั้นก็ติดตามด้วยกระสุนปืนใหญ่ขนาด 130 ม.ม. 122 ม.ม. และ 85 ม.ม. ของฝ่ายเรา ต่อมาเสียงกัมปนาทก็พลันเปลี่ยนพื้นที่ไปอย่างกะทันหัน ตำบลกระสุนตกเคลื่อนย้ายไปหลังกลุ่มเป้าหมาย พลุส่องแสงระเบิดขึ้นกลางอากาศเหนือที่ตรวจการณ์ ณ จุดบัญชาการรบของเราอันเป็นสัญญาณออกตี
ผู้บังคับกองร้อย เหงียน ธี เธา (Nguyen The Thao) กระโจนขึ้นจากตำแหน่งเตรียมเข้าตี กำลังส่วนโจมตีของกองร้อยที่ 9 กรม 165 ชาร์จเข้าสู่ที่หมาย โดยไม่ใส่ใจต่อความลาดชันของพื้นที่ข้างหน้าและระเบิดขว้างที่ข้าศึกโยนออกมาเพื่อสกัดการรุก เธาและแดนวิ่งนำหน้ากองร้อย พุ่งเข้าสู่ศูนย์กลางที่มั่นแข็งแรงของข้าศึก ขณะที่ลึกไปด้านหลัง ปืนกลหนัก 12.7 ม.ม. ระดมยิงสนับสนุนการรุกสู่ที่หมายของกองร้อยที่ 9 อย่างต่อเนื่อง
ธงแดงในมือของผู้บังคับหมู่ วู ดัค (Vu Duc) โบกสะบัดไปมาราวกับเปลวไฟขณะที่เขาเคลื่อนไปข้างหน้า ทหารข้าศึกซึ่งถูกกดดันจากฉากการยิงปืนใหญ่ก่อนหน้านี้ โงหัวขึ้นมาจากที่มั่นทำการยิงต่อต้าน
กำลังทั้งหมดของกองร้อยที่ 9 ยังคงรุกคืบหน้าลึกเข้าไปภายในที่มั่นแข็งแรงของข้าศึก จากนั้นก็แยกย้ายกันกระโจนลงไปในแนวคูติดต่อ ขว้างระเบิดมือและระเบิดไร้สะเก็ด (Hand-Held Explosive Charges : ใช้สำหรับการรบประชิด-บัญชร) เข้าใส่ข้าศึกจนแผ่นดินสั่นสะเทือน อากาศถูกอัดซ้ำด้วยแรงระดมยิงจากปืนอาก้าประจำตัว ทหารไทยพยายามตอบโต้ด้วยการใช้ประโยชน์จากแนวคูติดต่อ
กองร้อยที่ 10 และ 11 เข้าโจมตีขึ้นเนินจากด้านตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ ฮง มินห์ ตรี (Hoang Minh Tri) ปักธงประจำกองร้อยที่ 10 ไว้เหนือบังเกอร์ข้าศึก ผืนธงโบกสะบัดท่ามกลางสายลม
ระเบิดขว้างลูกหนึ่งของข้าศึกระเบิดใกล้ๆ ตรี แรงระเบิดทำให้เขาล้มลงหมดสติ แขนซ้ายได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระบิด ทหารที่ตามติดไปข้างหลังวิ่งเข้าพยุงนำไปหลบในหลุมระเบิด จากนั้นก็ทำการปฐมพยาบาลและพันแผลให้ เมื่อได้สติ ตรีกลับไปสู้รบต่อ จนได้รับบาดเจ็บอีกครั้ง เลือดโชกไปทั่วขากางเกง แต่ตรีก็ยังคงยืนหยัดสู้ต่อไปเคียงข้างรองผู้บังคับกองร้อยหู (Hieu) เพื่อช่วยถ่ายทอดคำสั่ง ตัวรองผู้บังคับกองร้อยหูเองนั้นแม้จะได้รับบาดเจ็บตั้งแต่เริ่มการเข้าตี แต่ก็ยังคงกัดฟันออกคำสั่งแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาให้เดินหน้าเข้าตีต่อไป”
“การต่อสู้ผ่านไปหลายนาที ทหารกองพันที่ 6 สามารถเข้ายึดที่หมายที่มั่นแข็งแรงที่ 1 ได้ครึ่งพื้นที่ ขณะที่อีกครึ่งที่เหลือ ทหารข้าศึกยังคงใช้ประโยชน์จากบังเกอร์และคูติดต่อทำการยิงต่อต้านส่งผลให้รองผู้บังคับกองพัน บัค ชวน บวง (Bach Xuan Buong) เสียชีวิตจากกระสุนข้าศึก กองพันต้องหยุดปรับกำลังใหม่ก่อนทำการเข้าตีต่อไป ระหว่างนั้น ผู้บังคับกองร้อย เหงียน นู คิม (Nguyen Nhu Kim) และนายทหารการเมือง เหงียน ชวน เชียน (Nguyen Xuan Xien) นำกำลังกองร้อยที่ 1 เข้าตีผ่านช่องว่างทางตะวันออกของที่มั่นแข็งแรงที่ 2 ทันทีที่ปืนใหญ่ของฝ่ายเราเลื่อนฉากการยิงไปยังด้านหลัง
หมวดที่รุกลึกเข้าไปบุกไปข้างหน้า ธงแดงที่ถือโดยรองผู้บังคับหมวด เลอ ธัน งัต (Le Thanh Ngat) สะบัดโบกกลางอากาศนำหน้าหมวดนำนี้ อาวุธหนักของข้าศึกเปิดฉากระดมยิงเข้ามาสู่ด้านปีกของหมวดนำ งัต (Ngat) ซึ่งนำหน้าหมวดนำอยู่ล้มคว่ำลง เสียชีวิตทันที ผู้บังคับหมู่ ฮวง ตรัง อัน (Hoang Trung An) วิ่งเข้าไปดึงธงจากมืองัต แต่บุกไปข้างหน้าได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ถูกยิงทะลุหน้าอก
พลทหาร ควิน (Quen) วิ่งเข้ามาจากด้านหลังแล้วเข้าถือธงต่อ พื้นที่แคบจำกัดการเคลื่อนที่ข้างหน้าท่ามกลางแนวที่มั่นตั้งรับของข้าศึกทำให้การเข้าตีของกองร้อยที่ 1 ต้องหยุดชะงักลง แต่หลังใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อปรับรูปขบวนให้กระจายกว้างออก เครื่องยิง B-40 และ B-41 เริ่มยิงจรวดเข้าสู่ที่ตั้งปืนกลของข้าศึก แต่ปืนกล 12.7 ม.ม. ของข้าศึกก็ยังคงระดมยิงสกัดกั้นการรุกของฝ่ายเรา ส่งผลให้ส่วนที่บุกทะลวงเข้าสู่ที่หมายของฝ่ายเราเหลือกำลังเพียงครึ่งหนึ่ง พลทหาร ควินถูกยิงอีกครั้ง ธงที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดทหารคนแล้วคนเล่า ถูกส่งต่อไปยังผู้บังคับหมู่ เหงียน ชวน คิว (Nguyen Xuan Quy)เครื่องบินข้าศึกโฉบเข้าโจมตีทิ้งระเบิดรอบๆ บริเวณที่มั่นแข็งแรง ควันและฝุ่นคลุ้งไปทั่วบริเวณราวกำแพงกำบังพื้นที่สู้รบจากสายตา
สถานการณ์ในพื้นที่มั่นแข็งแรงที่ 1 ตกอยู่ในความคับขัน บัดนี้ กองร้อยที่ 9 และ 10 ของเราไม่มีจรวดสำหรับเครื่องยิง B-40 และ B-41 ไม่มีทั้งระเบิดไร้สะเก็ด ทหารแต่ละคนเหลืออยู่แต่เพียงกระสุนอาก้าไม่กี่นัด
ข้าศึกที่ยังเหลืออยู่หลบหนีเข้าไปในบังเกอร์ ซึ่งมีอยู่ 4 แห่งที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยทหารญี่ปุ่นเข้ายึดครองพื้นที่ทุ่งไหหิน และต่อมาทหารฝรั่งเศสได้ปรับปรุงให้แข็งแรงขึ้น จนกระทั่งอีก 30 นาทีต่อมา ฝ่ายเราจึงได้เริ่มการโจมตีบังเกอร์ปิดซึ่งข้าศึกที่รอดชีวิตยึดครองอยู่อีกครั้งหนึ่ง ข้าศึกระดมยิงออกมาจากบังเกอร์พร้อมกับขว้างระเบิดมือออกมา ห้านาทีต่อมา ทหารของเรายิง B-40 และ B-41 รวมทั้งปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง 75 ม.ม. และปืนกล 12.7 ม.ม. เข้าใส่ จากนั้นหมวดโจมตีของเราก็ใช้ระเบิดทำลายจำนวนมากโยนเข้าใส่ ระเบิดสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วพื้นดิน เกิดเป็นควันและฝุ่นกระจายหนาไปบนอากาศทั่วบริเวณ กองร้อยที่ 6 ที่ 9 ที่ 10 และที่ 11 บุกไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน โยนระเบิดมือและระเบิดไร้สะเก็ดเข้าไป ขณะที่ใช้โทรโข่งประกาศให้ข้าศึกยอมจำนน
ณ ที่มั่นแข็งแรงที่ 2 แม้ว่าผู้บังคับกองร้อย เหงียน นา คิม (Nguyen Nha Kim) พร้อมด้วยผู้บังคับหมวดของเขาจะได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ไม่มีใครละทิ้งหน้าที่ ความกล้าหาญเสียสละของเขาทำให้ทหารที่ได้รับบาดเจ็บส่วนใหญ่ยังคงวางกำลังอยู่หน้าบริเวณช่องว่างในแนวตั้งรับของข้าศึกในการเข้าตีเจาะขั้นแรก
หลังจากเสร็จสิ้นการยิงฉากด้วยอาวุธหนักต่อที่ตั้งยิงข้าศึก กำลังฝ่ายเราก็เริ่มเปิดฉากการเข้าตีอีกระลอกหนึ่ง แต่การเข้าตีก็ล้มเหลวลงอีกครั้ง กำลังทหารที่ถูกสกัดกั้นอยู่ตรงหน้าบริเวณช่องว่าง แนวตั้งรับของข้าศึกมีจำนวนมากขึ้นไปอีก
การสู้รบยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีก ฝ่ายเราเตรียมปรับกำลังเพื่อเข้าตีครั้งใหม่ รองผู้บังคับหมู่ เหงียน ดิน ไน (Nguyen Dinh Nhi) บุกเข้าชาร์จเข้าที่หมาย ใช้ระเบิดไร้สะเก็ดทำลายที่ตั้งยิงข้าศึกได้สำเร็จ ทำให้การเข้าตีสามารถคืบหน้าไปได้ กระสุนข้าศึกเจาะเข้าที่ขาทั้งสองข้างของผู้บังคับหมู่ เหงียน ชวน คิว (Nguyen Xuan Quy) แต่คิวไม่ยอมให้ธงหลุดออกจากมือ ผู้บังคับกองร้อยคิมวิ่งเข้ามารับธงจากคิว แล้วโบกไปมาเพื่อส่งสัญญาณให้หน่วยเข้าบุกและสังหารข้าศึกให้สิ้น หลังจากขว้างระเบิดเข้าใส่แนวคูติดต่อแล้วยิงตามด้วยอาร์กาในมือ พลทหารใหม่ ลวง บา ซัน (Luang Ba Son) ก็ล้มลงกับพื้น กระสุนปืนข้าศึกเต็มแผ่นอก ซันส่งปืนในมือให้กับผู้บังคับหมู่ก่อนหายใจครั้งสุดท้าย
นาทีสุดท้ายของการเข้าตีเป็นไปอย่างดุเดือด ทหารของเราโผล่ขึ้นให้เห็นที่โน่นที่นี่แล้วก็ผลุบหายไปในคูติดต่อ การเข้าตีเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันนั้น กองร้อยที่ 3 ก็เข้าตีอย่างรุนแรงลึกเข้าไปในที่มั่นแข็งแรงของข้าศึกเพื่อสนับสนุนและเปิดทางให้กับการเข้าตีหลักของกองร้อยที่ 1 ผู้บังคับกองร้อย โง ตรวง โด (Ngo Troung Do) และนายทหารการเมือง ตรัน วัน ตุค (Tran Van Tuc) นำกองร้อยเข้าตีที่บังคับการกองพัน บีซี 609 จากด้านตะวันตกเฉียงใต้
ในที่สุด ทหารของกองร้อยที่ 1 และกองร้อยที่ 3 ก็สามารถปักธงกองร้อยซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยรูกระสุนและเปียกโชกไปด้วยเลือดของเหล่าสหายไว้บนที่บังคับการกองพัน บีซี 609 รูปขบวนเข้าตีของกองร้อยทั้งสองบรรจบกัน ณ ที่มั่นแข็งแรงที่ 2
ประวัติการรบที่ภาคภูมิใจของกองพลระหว่างศึกเดียนเบียนฟูบัดนี้กลับปรากฏขึ้นอีกครั้งหลังจาก 20 กว่าปีที่แล้ว สปิริตของกองพัน ‘เป็นหนึ่งเดียว-กล้าหาญ-ชัยชนะ’ ยังคงดำรงอยู่และยิ่งเข้มขึ้นกับการรบครั้งใหม่นี้”
อย่างไรก็ตาม ต่อมาฝ่ายเวียดนามเหนือจะสรุปบทเรียนจากการรบว่า การตัดสินใจโถมกำลังเข้ากวาดล้าง บีซี 609 ที่ภูเทิงก่อนเวลา 4 วันตามแผนเดิมเป็นความผิดพลาดอย่างยิ่งเนื่องจากทำให้กรม 635 แทบสิ้นสภาพในช่วงเวลาสำคัญของการรบ เพราะไม่ได้คำนึงถึงความสำคัญของการสนับสนุนทางอากาศใกล้ชิดโดยหวังพึ่งสภาพลมฟ้าอากาศที่เลวร้าย ทำให้เกิดความสูญเสียเฉพาะที่หมายนี้กว่า 200 คน ตรงกับรายงานของฝ่ายไทยและซีไอเอ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแผนการปฏิบัติเป็นส่วนรวมในขั้นตอนต่อไปของฝ่ายเวียดนามเหนือ
บันทึกของซีไอเอ
เจมส์ อี. ปาร์เกอร์ จูเนียร์ บันทึกสถานการณ์ที่ภูเทิงเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2514 เริ่มจาก 16.45 น. ของวันที่ 19 ธันวาคม เมื่อที่มั่นของบีซี 609 บนภูเทิงตกอยู่ภายใต้การระดมยิงถึง 1,500 นัดจาก ค.120 มม. ค.82 ม.ม. และ ปรส. ติดตามด้วยการยิงจากปืนใหญ่สนาม ป. 130 ม.ม. 122 ม.ม. และ 85 ม.ม.
เวลา 17.10 น. เครื่องบิน F-4 ฟอลคอน 82 และ 83 ซึ่งมี “ลาเรโด 17” เป็นผู้นำอากาศยานหน้าขณะบินผ่านเหนือฐานยิงสนับสนุนไลอ้อน ฟอลคอน 82 เกิดระเบิดกลางอากาศ เป็นไปได้ว่าอาจถูกยิงจาก ปตอ. เวียดนามเหนือ ขนาด 23 ม.ม. หรือ 37 ม.ม. หรือจากกระสุนปืนใหญ่ที่ยิงด้วยวิถีโค้งของฝ่ายเรา
ที่มั่นแข็งแรงทั้งหมดของกองพันทหารเสือพราน บีซี 609 ที่ภูเทิง ถูกเข้ายึดก่อนค่ำของวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2514 เช้าวันรุ่งขึ้น การตรวจการณ์ทางอากาศสามารถนับศพทหารเวียดนามเหนือที่เสียชีวิตบริเวณรั้วลวดหนามรอบที่ตั้งกองพันทหารเสือพราน บีซี 609 ได้กว่า 200 ศพ
หลังความสำเร็จของกรม 165 ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.อ.เหงียน ชวง ที่สามารถปักธงชัยเหนือบังเกอร์กองบังคับการกองพัน. ทสพ. บีซี 609 บนยอดภูเทิงอันเป็นที่หมายสำคัญสูงสุดเมื่อค่ำวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2514 จากนั้นการขยายผลความสำเร็จก็ติดตามมาทันทีในวันรุ่งขึ้น ที่หมายคือฐานยิงไลอ้อนที่อยู่ไม่ห่างกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เชลยศึกสงครามลาว (29) บันทึกของ พ.อ.เหงียน ชวง…
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly