ฟู้ดเซอร์วิสไทย โตแกร่งสวนทางตลาดโลก สตรีทฟู้ด – QSR ขึ้นแท่นหัวเจาะระบบเศรษฐกิจอาหาร
ข้อมูล Deloitte เผยตลาด ฟู้ดเซอร์วิสไทย ปี 2025 มูลค่าแตะ 2.68 หมื่นล้านยูโร ขยายตัว 4.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก เซกเมนต์สตรีทฟู้ดครองแชมป์มูลค่าสูงสุด 8.79 พันล้านยูโร ขณะที่ร้านอาหารบริการด่วน (QSR) โตแรงสุดที่ 5.1% ผู้เชี่ยวชาญชี้อุตสาหกรรมเข้าสู่ยุค "New Normal" เน้นประสิทธิภาพซัพพลายเชน-ระบบอัตโนมัติ และโมเดลร้านค้าไร้ที่นั่ง
24 เมษายน 2569 - รายงาน Foodservice Market Monitor 2026 โดยดีลอยท์ (Deloitte) ระบุว่า อุตสาหกรรมบริการด้านอาหารทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ระยะการเติบโตที่มีเสถียรภาพเชิงโครงสร้าง โดยคาดการณ์มูลค่าตลาดรวมที่ 2.98 ล้านล้านยูโรในปี 2025 ซึ่งเป็นการขยับตัวเพิ่มขึ้น 2.2% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมีภูมิภาคยุโรป (+6.0%) และเอเชียแปซิฟิก (+3.2%) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์เจาะลึกที่ตลาดประเทศไทย พบว่า มีการเติบโตที่โดดเด่นกว่าค่าเฉลี่ยรวมของโลก โดยในปี 2025 ตลาดฟู้ดเซอร์วิสไทยมีมูลค่าสูงถึง 26.8 พันล้านยูโร เติบโตขึ้น 4.1% ปัจจัยหนุนหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปและการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurants หรือ QSR) ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงถึง 5.1%
ในแง่ของมูลค่าตลาดเชิงเซกเมนต์"กลุ่มสตรีทฟู้ด" ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจอาหารไทย โดยในปี 2025 สามารถสร้างมูลค่าได้เป็นอันดับหนึ่งที่ 8.79 พันล้านยูโร ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับตลาดในอเมริกาเหนือและเอเชียแปซิฟิกที่ใช้โมเดลร้านอาหารบริการด่วนและอาหารริมทางเป็นยุทธศาสตร์หลักในการผลักดันตัวเลขเศรษฐกิจ
พลวัตการปรับตัวของซัพพลายเชนและโมเดลธุรกิจใหม่
การก้าวเข้าสู่ปี 2026 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะ "New Normal" ที่ความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) กลายเป็นตัวกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขัน ธุรกิจเริ่มส่งสัญญาณการปรับเปลี่ยนแหล่งวัตถุดิบและกลไกการบริหารจัดการเพื่อรองรับความผันผวนของตลาดโลก
อันโตนิโอ เชลลี (Antonio Cellie) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Fiere di Parma ผู้จัดงาน TUTTOFOOD วิเคราะห์ถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงลึกว่า “ธุรกิจบริการด้านอาหารกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนไปและความซับซ้อนของซัพพลายเชน… การเชื่อมโยงผู้ผลิตทั่วโลกกับผู้ซื้อระดับแนวหน้าจึงเป็นบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนอินไซต์ทางการตลาดให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม”
ทางด้าน ทอมมาโซ นาสตาซี (Tommaso Nastasi) พาร์ทเนอร์จากดีลอยท์ ระบุถึงความสำคัญของการควบรวมระหว่างบริการและเทคโนโลยีว่า “ความร่วมมือกับเชนร้านอาหารไม่เพียงแต่ช่วยให้ซัพพลายเออร์เพิ่มประสิทธิภาพด้านการขาย ลดต้นทุนในการให้บริการเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน เพื่อนำเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์เฉพาะด้านมากขึ้น และสร้างมูลค่าที่เหนือกว่าให้เกิดขึ้นทั่วทั้งอีโคซิสเต็ม”
3 เทรนด์หลักกำหนดทิศทางตลาดโลกสู่ปี 2030
จากการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคและแนวทางการดำเนินงานของผู้ประกอบการ พบว่ามี 3 ปัจจัยหลักที่จะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการในระยะยาว ดังนี้:
- Premiumization ในระบบเดลิเวอรี : บรรจุภัณฑ์ระดับพรีเมียมกลายเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ใหม่ โดยผลสำรวจชี้ว่า 90% ของผู้บริโภคยินดีสั่งอาหารที่หลากหลายขึ้นหากบรรจุภัณฑ์มีคุณภาพ และกว่า 53% พร้อมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อแลกกับมาตรฐานดังกล่าว
- การปรับโครงสร้างพื้นที่ (Physical to Digital) : ผู้ประกอบการกว่า 41% เตรียมปรับลดพื้นที่นั่งทานในร้านเพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับบริการเดลิเวอรีและซื้อกลับบ้าน (Takeaway) โดยเฉพาะในกลุ่ม QSR ที่มีแนวโน้มจะเปิดสาขาในรูปแบบ "ซื้อกลับบ้านเพียงอย่างเดียว" ถึง 34%
- การลงทุนในระบบอัตโนมัติ (Automation) : แม้ปัจจุบันจะมีเพียง 28% ของผู้ประกอบการที่รายงานว่าได้รับกำไรเพิ่มขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี แต่กว่า 74% ของตลาดได้นำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานแล้ว เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การแข่งขันที่เน้นความเร็วและแม่นยำ
อุตสาหกรรมฟู้ดเซอร์วิสของไทยจึงอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มรักษาการเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงปี 2030 โดยมุ่งเน้นไปที่การใช้นวัตกรรมรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ และการเชื่อมโยงซัพพลายเชนอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงมหภาค