โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สว.ชี้ระบบสาธารณสุขไทยวิกฤต รพ.รัฐขาดสภาพคล่องกว่า 60,000 ล้าน จี้รื้อโครงสร้าง สปสช.

The Better

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
สว.อภิปรายเดือดกลางสภา ชี้ปัญหางบปลายปิดทำโรงพยาบาลยิ่งรักษายิ่งขาดทุน ขณะที่ระบบ “7 นางฟ้า” ใช้งบพุ่งจนหมดตั้งแต่ต้นปี ตั้งคำถามธรรมาภิบาลบอร์ด สปสช. และการบริหารงบสุขภาพกว่า 3 แสนล้านบาท

การประชุมรัฐสภาแถลงนโยบายรัฐบาล นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายถึงนโยบายด้านสาธารณสุข โดยระบุว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งถือเป็นเสาหลักของความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชน แต่ขณะนี้ระบบสุขภาพไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้างอย่างน่ากังวล ปัจจุบันโรงพยาบาลของรัฐจำนวนมากกำลังประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างหนัก โดยเงินทุนหมุนเวียนของโรงพยาบาลรัฐลดลงจาก 82,000 ล้านบาทในปี 2566 เหลือเพียง 22,000 ล้านบาทในต้นปี 2569 หรือลดลงกว่า 60,000 ล้านบาท ขณะที่โรงพยาบาลมากกว่าครึ่ง หรือร้อยละ 58 อยู่ในสถานะติดลบ จนไม่สามารถชำระหนี้ค่ายาได้

นพ.ประพนธ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาสำคัญประการแรก คือระบบกองทุนผู้ป่วยใน หรือ IPD ที่เป็นระบบงบปลายปิด หมดแล้วหมดเลย โดยยกตัวอย่างการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งช่วงต้นปีงบประมาณ โรงพยาบาลจะได้รับค่ารักษาต่อหนึ่งหน่วยน้ำหนักประมาณ 8,350 บาท แต่ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีงบประมาณ เมื่อเงินหมด กลับได้รับเพียง 4,400 บาท ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีต้นทุนเงินเดือนบุคลากรแฝงอยู่อีกประมาณ 5,000 บาท ทำให้การผ่าตัดไส้ติ่งช่วงต้นปี โรงพยาบาลได้รับเงินจริงสุทธิเพียง 3,500 บาทเท่านั้น และเมื่อเข้าสู่ปลายปี หากหักต้นทุนเงินเดือนแล้ว โรงพยาบาลยิ่งขาดทุน จนเกิดคำพูดในหมู่บุคลากรทางการแพทย์ว่า ยิ่งรักษา ยิ่งขาดทุน

ประเด็นที่สอง คือระบบนวัตกรรม “7 นางฟ้า” ซึ่งเป็นการให้คลินิกเอกชนรับงบในลักษณะปลายเปิด หรือเบิกเท่าไรก็ได้ โดย นพ.ประพนธ์ ย้อนถึงกรณีปี 2563–2564 ในสมัยนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่มีการตรวจพบทุจริตคลินิกชุมชนอบอุ่น 211 แห่ง วงเงินเสียหาย 691 ล้านบาท จากกรณีผู้ป่วยทิพย์ โดย “7 นางฟ้า”ประกอบด้วย คลินิกแพทย์ คลินิกทันตกรรม คลินิกพยาบาล ร้านยา ร้านตรวจแล็บ กายภาพบำบัด และนวดแผนไทย ซึ่ง สปสช. ให้เป็นคู่สัญญา โดยในปี 2569 ตั้งงบไว้ 3,700 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าเพียงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา งบหมดแล้ว ทั้งที่ยังเหลือเวลาอีก 8 เดือนของปีงบประมาณ

“ขณะนี้จำเป็นต้องเกลี่ยงบจากกองทุนอื่นมาเติมอีกไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรฐานที่แตกต่างกันระหว่างโรงพยาบาลรัฐที่ถูกจำกัดงบแบบปลายปิด กับคลินิกเอกชนที่ใช้งบแบบปลายเปิด ซึ่งปี 2563 มีนางฟ้าเดียวก็ยังคุมไม่ได้ แล้วปีนี้มีถึง 7 นางฟ้า จะเป็นอย่างไร”นพ.ประพนธ์ ระบุ

นพ.ประพนธ์ กล่าวต่อด้วยว่า ตนไม่เคยเสนอให้ลดสิทธิของประชาชนแม้แต่ข้อเดียว แต่สิ่งที่เรียกร้องมาตลอด คือระบบต้องมีงบประมาณที่สอดคล้องกับต้นทุนจริงของการรักษา เพราะหากปล่อยให้โรงพยาบาลรับภาระต้นทุนที่สูงกว่างบประมาณที่ได้รับ สุดท้ายโรงพยาบาลรัฐจะเป็นฝ่ายล้มก่อน และผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชน

นอกจากนี้ นพ.ประพนธ์ ยังกล่าวถึงประเด็นธรรมาภิบาลของบอร์ด สปสช.ในกรณีวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัส หรือ PCV โดยระบุว่า ข้อมูลจากราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ สมาคมโรคติดเชื้อ และกรมควบคุมโรค ยืนยันตรงกันว่าเชื้อนี้เป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดในเด็ก ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิต ความพิการ หูหนวก หรือถึงขั้นต้องตัดแขนขา ทั้งนี้ ข้อมูลจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติยังยืนยันว่า วัคซีนดังกล่าวมีความคุ้มค่าในการป้องกันเด็กไทย และหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา ลาว และกัมพูชา ต่างให้วัคซีนชนิดนี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม นพ.ประพนธ์ ระบุว่า ในการประชุมบอร์ด สปสช. เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ มีมติให้นำงบเพียง 23 ล้านบาท ไปฉีดวัคซีนนำร่อง ทั้งที่มีงบประมาณถึง 225 ล้านบาท โดยข้อมูลข้อเท็จจริงสำคัญต่างๆ ไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาในบอร์ดอย่างครบถ้วน ต่อมา หลังจากแพทย์เด็กออกมาเคลื่อนไหว จึงมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 2 มีนาคม และมีการเปลี่ยนมติ แต่ นพ.ประพนธ์ ระบุว่า ความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว และไม่สามารถลบล้างได้

“การไม่นำข้อมูลข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนเข้าสู่ที่ประชุม ถือเป็นการขาดธรรมาภิบาลอย่างร้ายแรง ถึงขั้นมีปัญหาทางจริยธรรม ผมขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เร่งรื้อระบบ สปสช. อย่างจริงจัง ตรวจสอบทั้งโครงสร้างงบประมาณ การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาลขององค์กร ว่ามีผู้มีอิทธิพลแฝงตัวอยู่ในบอร์ดหรือไม่ และมีกลุ่มบุคคลใดใช้ระบบสุขภาพของประชาชนเป็นช่องทางหาประโยชน์หรือไม่ ระบบหลักประกันสุขภาพไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของพี่น้องประชาชน หากเรายังไม่กล้ารื้อความจริงออกมาให้เห็น ระบบที่เป็นหลักประกันของประชาชน อาจกลายเป็นเพียงเครื่องมือของคนบางกลุ่ม และนั่นคือสิ่งที่สังคมไทยไม่ควรยอมรับอีกต่อไป” นพ.ประพนธ์ กล่าว

ด้าน นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายว่า เรื่องการปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะระบบบัตรทอง ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ดูแลประชาชนถึง 47 ล้านคน งบประมาณเกือบ 3 แสนล้านบาท เราจะไม่สามารถที่จะปรับปรุงโครงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพได้เลย ถ้ากระบวนการในการคัดเลือกผู้จะมาบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพนี้ถูกตั้งคำถามไปด้วยเรื่องของธรรมาภิบาล ภายใต้ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ออกแบบโครงสร้างให้มี 2 กรรมการใหญ่ คือบอร์ด สปสช. และบอร์ดควบคุมคุณภาพมาตรฐานสาธารณสุข ซึ่งมีหน้าที่คานอำนาจกัน ระหว่างการบริหารจัดการการเงินและควบคุมมาตรฐานการรักษา

“ผมมีความเชื่อมั่นในความรู้ความสามารถของบอร์ดแต่ละท่าน เพราะหลายท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ และหลายท่านก็เป็นครูบาอาจารย์ของผมด้วย ดังนั้น ขอให้มั่นใจว่าสิ่งที่ผมจะอภิปรายนี้ไม่ได้มุ่งโจมตีในตัวบุคคล แต่ผมจะทำในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกรัฐสภา เพื่อชี้เห็นปัญหาถึงโครงสร้างที่แฝงตัวและสะสมมาอย่างยาวนานในบอร์ดนี้” นพ.วีระพันธ์ กล่าว

นพ.วีระพันธ์ กล่าวต่อว่า ตนวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง 22 ปี ตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปี 2567 พบข้อเท็จจริงที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือมีกลุ่มบุคคลกลุ่มเดิมดำรงตำแหน่งวนเวียนอยู่ในระบบ สปสช. มาอย่างยาวนาน จนอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมาภิบาล เนื่องจากมีอย่างน้อย 30 รายชื่อที่เคยอยู่ในบอร์ดทั้ง 2 บอร์ด สลับไปมา และมีอย่างน้อย 10 รายชื่อที่ดำรงตำแหน่งในบอร์ดยาวนาน 15 ปี บางคนอยู่มาแล้ว 21 ปี ยังไม่ได้นับระดับชั้นอนุกรรมการด้วย พอเข้ามาดูรายละเอียดก็พบสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง คำถามคือกระบวนการแต่งตั้งเป็นอย่างไร สามารถทำให้ผู้มีการดำรงตำแหน่งได้อย่างยาวนานขนาดนี้ ทั้งที่กฎหมายกำหนดวาระไว้ไม่เกิน 4 ปี สะท้อนให้เห็นว่ามีช่องทางบางอย่าง และข้อสงสัยเรื่องความโปร่งใส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...