คตร.สั่งกระทรวงพลังงานรื้อสูตร “ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด” หวังหั่นกำไรโรงกลั่น ลดราคาหน้าปั๊ม ลดรายจ่ายให้ประชาชน
วันที่ 3 เมษายน 2569 นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย” ถึงผลการประชุมคตร.นัดแรกเมื่อวานนี้ว่า ประเด็นหลักที่มีการหารือกันอย่างหนัก คือ เรื่องค่าการกลั่นของโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มพุ่งสูงจากปกติที่เคยอยู่ระดับ 2 – 3 บาทต่อลิตร กลับพุ่งขึ้นไปถึง 10 – 14 บาทต่อลิตร
ซึ่งตามปกติแล้วสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กระทรวงพลังงาน จะเป็นผู้คำนวณค่าการกลั่น โดยอ้างอิงจากราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ จากนั้นจะมีการบวกค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าพรีเมียมความเสี่ยงจากสงครามเข้าไป ก่อนจะหักลบด้วยต้นทุนราคาน้ำมันดิบ ดังนั้นการที่ส่วนต่างระหว่างน้ำมันสุกและน้ำมันดิบห่างกันมากในภาวะวิกฤตนี้ จึงทำให้เกิดเป็นช่องว่างของค่าการกลั่นที่สูงผิดปกติถึง 10 กว่าบาท
นายพรายพล กล่าวต่อว่า คตร.จึงมีมติสั่งการให้กระทรวงพลังงานกลับไปทบทวนสูตรคำนวณดังกล่าวใหม่ทั้งหมด และขอให้ไปพิจารณาว่าต้นทุนใดที่ไม่จำเป็นแล้วสามารถตัดออกหรือลดหย่อนได้บ้าง เพื่อตรวจสอบว่าโรงกลั่นได้กำไรเกินปกติไปมากน้อยเพียงใดในภาวะวิกฤตเช่นนี้ โดยหากพบว่าโรงกลั่นมีกำไรมากเกินควรก็ควรที่จะปรับลดกำไรลงมาให้อยู่ในระดับปกติ โดยไม่ได้มุ่งหวังให้โรงกลั่นต้องถึงขั้นขาดทุนแต่อย่างใด
ทั้งนี้ คตร.ยังมีแนวคิดให้กระทรวงพลังงานกำหนดเพดานขั้นสูงและขั้นต่ำของค่าการกลั่นที่เหมาะสมด้วย โดยกระทรวงพลังงานจะต้องส่งข้อมูลผลการศึกษาทั้งหมดกลับมาให้ คตร.พิจารณาภายในเวลา 16.00 น.ของวันที่ 3 เมษายนนี้ เพื่อเร่งสรุปและนำเสนอข้อมูลให้ทันต่อการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ที่จะประชุมกันนัดแรกในวันที่ 6 เมษายนนี้
นายพรายพล กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า หากสามารถปรับลดค่าการกลั่นในส่วนที่เป็นกำไรเกินควรของโรงกลั่นลงมาได้ก็จะส่งผลดี เพราะจะทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงตามไปด้วยอย่างแน่นอน ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่เป็นผู้แบกรับค่าใช้จ่ายในขณะนี้