จี้รัฐบาลใหม่เร่งคลอด พ.ร.บ. ล้มละลายใน 60 วัน ปลดล็อกหนี้รายย่อย-คืนสิทธิข้าราชการ
“Fair Finance Thailand” กระทุ้ง ครม. ชุดใหม่ สานต่อร่างกฎหมายฟื้นฟูหนี้สินฉบับแก้ไขภายในกรอบเวลาเลี่ยงนับหนึ่งใหม่ ชูจุดเด่น “ฟื้นฟูก่อนทำแผน” พร้อมปลดล็อกข้อจำกัดทางอาชีพให้ข้าราชการและลดภาระผู้ค้ำประกัน หวังสร้างวัฒนธรรม Fresh Start แก้หนี้ครัวเรือนยั่งยืน
31 มีนาคม 2569 - แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) จัดเสวนาสาธารณะ “ปลดล็อกทางตันหนี้รายย่อย: ทำไมรัฐบาลใหม่ต้องสานต่อ พ.ร.บ. ล้มละลาย (ฉบับฟื้นฟูหนี้สินโดยสมัครใจ)” เพื่อผลักดันให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เร่งนำร่างกฎหมายที่ค้างอยู่มาพิจารณาต่อภายใน 60 วัน นับจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนการที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ ชุดเดิมไปแล้วต้องตกไป
พลภคินทร์ พฤฒิวงศ์วาณิช ผู้ประสานงานโครงการ Fair Finance Thailand ระบุถึงความเร่งด่วนว่า “กฎหมายฉบับนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกทางตันของลูกหนี้รายย่อย หากกฎหมายนี้ไม่ได้ถูกหยิบมาในกรอบเวลาที่กำหนด ลูกหนี้รายย่อยหลายล้านคนก็ต้องรอต่อไป ในขณะที่ดอกเบี้ยของพวกเขาไม่ได้หยุดวิ่ง”
ปรับโครงสร้างกฎหมาย : เน้นความคล่องตัวและคุ้มครองสิทธิ
อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองประธาน กมธ. วิสามัญฯ ชี้ให้เห็นว่าร่างกฎหมายฉบับใหม่จะเปลี่ยนโฉมกระบวนการจัดการหนี้ โดยอนุญาตให้ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการได้ก่อนแล้วจึงจัดทำแผนภายหลัง เพิ่มความยืดหยุ่นในการเจรจาหนี้โดยไม่ต้องจัดประชุมเจ้าหนี้เต็มรูปแบบ และปรับเกณฑ์การอนุมัติแผนให้ใช้เสียงเห็นชอบจากเจ้าหนี้เพียงกึ่งหนึ่ง จากเดิมที่ต้องใช้ถึง 2 ใน 3
นอกจากนี้ กฎหมายยังมีมิติของการคุ้มครองอาชีพ โดยอนุญาตให้ข้าราชการที่เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ ไม่ต้องพ้นจากตำแหน่งโดยอัตโนมัติเมื่อถูกฟ้องล้มละลาย รวมถึงการปรับปรุงสิทธิของผู้ค้ำประกันให้ผูกพันตามแผนฟื้นฟูของลูกหนี้ เพื่อป้องกันปัญหาการถูกฟ้องล้มละลายไปพร้อมกับลูกหนี้หลัก
จากมลทินสู่การเริ่มต้นใหม่ (Fresh Start)
ในเชิงสังคม สฤณี อาชวานันทกุล หัวหน้าคณะวิจัย Fair Finance Thailand เสนอให้ปรับมุมมองเรื่องการล้มละลายจาก "มลทิน" (Stigma) สู่การให้โอกาสเริ่มต้นใหม่ “ในสังคมไทยเวลาบุคคลมีสถานะล้มละลาย จะถูกมองว่าเป็นบุคคลไร้ความสามารถ ทั้งที่จริงๆ แล้วทุกคนมีโอกาสที่จะเผชิญปัญหาหนี้สินได้ทั้งนั้น และทุกคนควรจะมีโอกาสได้เริ่มต้นชีวิตใหม่”
สอดคล้องกับมุมมองของนฤมล เมฆบริสุทธิ์ จากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่สะท้อนภาพวิกฤตหนี้สะสมจากการขาดความรู้ทางการเงิน ซึ่งนำไปสู่การกู้หนี้นอกระบบแบบวนซ้ำ โดยผลสำรวจในชุมชนกรุงเทพฯ พบว่ากว่า 80% ของกลุ่มตัวอย่างเป็นหนี้ และเกินครึ่งเข้าสู่กระแสหนี้นอกระบบไปแล้วเนื่องจากวงเงินในระบบเต็ม
ข้อควรระวังต่อระบบเครดิต
อย่างไรก็ตามพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร ผู้แทนจากสมาคมธนาคารไทย ได้ตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบในเชิงระบบ โดยเฉพาะประเด็นการลดภาระผู้ค้ำประกันที่อาจส่งผลให้ "คุณค่าของหลักประกัน" ลดลง และข้อกำหนดเรื่องการผันชำระหนี้จำนองที่ยาวนานเกินไปอาจกลายเป็นต้นทุนเพิ่มของระบบสินเชื่อ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและการเข้าถึงสินเชื่อในอนาคต
จุดเปลี่ยนหนี้ครัวเรือน
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ในฐานะประธาน กมธ. วิสามัญฯ ย้ำทิ้งท้ายถึงความสำคัญของกรอบเวลา 60 วันว่า“เรามีวิธีการแก้หนี้มาเยอะ แต่ทุกครั้งเราไม่เคยได้เปิดโอกาสให้ลูกหนี้ได้ลุกขึ้นมาช่วยตัวเองโดยมีกฎหมายรองรับ กฎหมายฉบับนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนในการแก้หนี้ครัวเรือนอย่างมีนัยยะสำคัญ… สำหรับลูกหนี้ กฎหมายนี้จะเป็นเหมือนการให้รางวัลที่ดีที่สุดและเป็นรางวัลที่ไม่ต้องเปลืองงบประมาณของประเทศด้วย”