โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุจิตต์ วงษ์เทศ | กลองมโหระทึก ขุดพบใหม่เมืองเพชรบุรี

MATICHON ONLINE

อัพเดต 13 พ.ค. เวลา 12.33 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. เวลา 10.49 น.
[ภาพจากเฟซบุ๊กเพจ สำนักศิลปากรที่ 1 ราชบุรี]

กลองมโหระทึก อายุราว 2,000 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 500 ขุดพบที่บ้านดอนพลับ ต. สมอพลือ อ. บ้านลาด จ. เพชรบุรี

(1.) บริเวณที่พบกลองมโหระทึกเมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว เป็น “ลานกลางบ้าน” พื้นที่พิธีกรรมประจำวันอันเป็นศูนย์กลางของชุมชน และเป็นที่ฝังศพหัวหน้าเผ่าพันธุ์ และโคตรตระกูลชนชั้นนำ

ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ บ้านเก่า (จ. กาญจนบุรี), บ้านเชียง (อุดรธานี), วัดชมชื่น (อ. ศรีสัชนาลัย จ. สุโขทัย) ฯลฯ

(2.) กลองมโหระทึกขุดพบในหลุมฝังศพ เป็นหลักฐานสำคัญมาก ดังนี้

ก. เครื่องแสดงสถานะผู้มีอำนาจ (สมัยหลังใช้ฆ้องแสดงสถานะทางสังคม อยู่ในเรื่องเล่ากำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้า)

ข. เครื่องประโคมเรียกขวัญและส่งขวัญขึ้นฟ้ารวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับผีฟ้า เพราะหน้ากลองมโหระทึกมีลายเป็นแฉกจำลองรูปจอมขวัญแบบก้นหอยบนกลางกบาลของคน (ปัจจุบันใช้ฆ้องหุ่ยประโคมในพิธีทำขวัญ)

[มีผู้อธิบายว่ารัศมีรูปดาวหรือดวงตะวัน อันเป็นแนวคิดดาราศาสตร์สมัยใหม่ และไม่เกี่ยวข้องโลกหลังความตาย]

(3.) บ้านดอนพลับ อยู่เขตสมอพลือ แม่น้ำเพชรบุรี และไม่ไกลจากฝั่งทะเลโบราณ เป็นชุมชนดั้งเดิมเริ่มแรกของเมืองเพชรบุรีเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว เรือน พ.ศ. 500 สมัยการค้าระยะไกลทางทะเลเริ่มแรกกับอินเดีย มีสินค้าสำคัญคือทองแดง แล้วถูกเรียก “สุวรรณภูมิ” หมายถึงดินแดนทองแดง (ไม่ใช่ทองคำ เพราะสมัยนั้นไม่พบแหล่งทองคำ แต่พบมากแหล่งทองแดงตั้งแต่ภาคกลางถึงอีสานและลาว)

(4.) หลังมีเมืองเพชรบุรี บริเวณนี้เป็นพื้นศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนพราหมณ์จากอินเดียใต้ ต่อมาลูกสาวเชื้อสายพราหมณ์สมอพลือ 2 คน เป็นมเหสีของพระเจ้าบรมโกศ จากนั้นมีราชโอรส คือ เจ้าฟ้ากุ้ง และเจ้าฟ้าอุทุมพรกับเจ้าฟ้าเอกทัศ

(5.) สุนทรภู่เขียนบอกเองว่าเป็นเชื้อสายพราหมณ์เมืองเพชรบุรี มีหลักฐานอยู่ในนิราศเพชรบุรีของสุนทรภู่ (อ. ล้อม เพ็งแก้ว ชำระ และอธิบาย)

กลองมโหระทึก

“มโหระทึก” เป็นคําสร้างใหม่ สมัยรัตนโกสินทร์ ใช้เรียกกลองสําริดสมัยก่อนประวัติศาสตร์

“หรทึก” ในเอกสารสมัยอยุธยา ไม่ใช่กลองมโหระทึก หรือกลองสําริด แต่หมายถึง เครื่องประโคมศักดิ์สิทธิ์จากอินเดีย

  • มโหระทึก เรื่องราวความเปลี่ยนแปลงเริ่มสมัยรัตนโกสินทร์ มีดังต่อไปนี้

(1.) “มโหระทึก” เป็นคําถูกสร้างใหม่ สมัยรัตนโกสินทร์ ใช้เรียกเครื่องประโคมอย่างหนึ่งมีรูปร่างคล้ายกลอง ทําด้วยสําริด (ที่เรียกกลองสําริด) มีอายุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ. 1

(2.) ชื่อ “กลองมโหระทึก” พบหลักฐานเก่าสุด (ถึงขณะนี้) ในแผ่นดิน ร.4 กล่าวถึงกลองมโหระทึก 1 คู่ (2 ใบ) ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) กับกลองมโหระทึกใบเดียวในวัดบวรนิเวศ ตามประเพณีถูกสร้างขึ้นใหม่ใช้ตีประโคมร่วมกับเป่าเรไร ซึ่งได้จากความทรงจําของนายธนิต อยู่โพธิ์ (อดีตอธิบดีกรมศิลปากร) เล่าไว้ ดังนี้

“มโหระทึก” ใช้ตั้งตีเหมือนกลองทิมปานีของตะวันตก

“ที่วัดบวรนิเวศวิหารมีประเพณีกระทั่งมโหระทึกและบันลือสังข์ ประโคมในขณะพระภิกษุสงฆ์ลงประชุมทำวัตรสวดมนต์ในพระอุโบสถทั้งเช้าเย็น…………..”

“มหรทึกมีอยู่ใบเดียว ไม่ใช่คู่อย่างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ใช้เลกวัดเป็นผู้มีหน้าที่ประโคม เข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวคงจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเป็นเกียรติยศแต่พระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถ……………”

[จากหนังสือ เครื่องดนตรีไทย ของ ธนิต อยู่โพธิ์ กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2500 หน้า 55-56]

(3.) กลองมโหระทึกใช้แขวนตี (เพราะมี “หูระวิง” เหมือนกลองเพลในวัด และกลองทัดวงปี่พาทย์) มีเสียงกังวานไกลๆ ไม่ดังกึกก้อง ซึ่งขัดกับหลักฐานว่า “หรทึกกึกก้อง” ในงานพระราชพิธีมีคนมาก

(4.) กลองสําริด พบทั่วไปในชุมชนชาติพันธุ์ทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ทั้งแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะ แต่ถูกเรียกด้วยชื่อต่างๆ ตามคําพื้นเมืองซึ่งไม่ตรงกัน คือ เฉพาะกลุ่มไทยในประเทศไทย เรียกกลองมโหระทึก (ที่ถูกสร้างชื่อใหม่) ส่วนกลุ่ม “ไม่ไทย” ทั้งในประเทศไทยและนอกประเทศไทยไม่เรียกกลองมโหระทึก

  • หรทึก สมัยอยุธยา มีเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงที่ไม่ใช่กลองมโหระทึก ดังนี้

(1.) “หรทึก” หมายถึงเครื่องประโคมศักดิ์สิทธิ์จากอินเดียแผ่ถึงอุษาคเนย์ ถูกใช้ในราชสํานัก 1,500 ปีมาแล้ว (หลัง พ.ศ. 1000)

ต่อมาสมัยอยุธยาพบในกฎมณเฑียรบาล “เดือน 9 การพระราชพิธีตุลาการ” กล่าวถึงเครื่องประโคมว่า “ขุนศรีสังขกรเป่าสังข์ พระอินทโรตีอินทเภรี พระนนทิเกษตีฆ้องชัย ขุนดนตรีตีหรทึก”

“หรทึก” มีเสียงดังมาก พบในหนังสือไตรภูมิพระร่วงระบุตรงไปตรงมาว่า “หรทึกกึกก้อง” ส่วนกฎมณเฑียรบาลระบุ “หรทึก” ใช้ประโคมในพระราชพิธีของราชอาณาจักร ซึ่งมีเจ้านาย, ขุนนาง, ข้าราชการ ชุมชนหมู่มาก ซึ่งต้องการเครื่องประโคมมีเสียงดังๆ

(2.) เครื่องประโคมจากอินเดียถูกราชสำนักอยุธยาเรียกหรทึก กลายจากภาษาทมิฬเรียกกลองแบบนี้ว่า “อึฎึกกิ” (Udukki หรือบางเมืองเรียก Idakka) เป็นกลองสองหน้า ขึงหนังรอบตัว มีเอวคอด บรรเลงโดยใช้ไม้ตีหรือใช้มือตีก็ได้

[ข้อมูลเหล่านี้ได้จากไมเคิล ไรท์ เขียนไว้ในศิลปวัฒนธรรม หลายปีก่อน พ.ศ. 2540 ต่อมาเขียนอธิบายเพิ่มอีกครั้งหลังสุดเมื่อ พ.ศ. 2540]

พิธีพราหมณ์ในอินเดียต้องบรรเลงประโคมเครื่อง 5 นำโดยพราหมณ์เป่าสังข์ แล้วตามด้วยพราหมณ์ตีกลองพร้อมกัน 4 ใบ เรียก “ปัญจวาทยะ” แต่บางแห่งเรียก “ปัญจ ตุริยะ” ในบรรดากลองเหล่านั้นมี “อึฎึกกิ” อยู่ด้วย เมื่อตีด้วยไม้จะมีเสียงดังมากกว่ากลองใบอื่น

[“ปัญจวาทยะ” หรือ “ปัญจตุริยะ” ในอินเดีย หมายถึงเครื่องประโคมรวม 5 สิ่ง ได้แก่ ปี่กับกลองต่างชนิด 4 ใบ (รวมเป็น 5) ส่วนลังการับจากอินเดียที่แพร่กระจายลงไปแล้วเรียก “มังคลเภรี” (มัง-คะ-ละ-เพ-รี) ไทยรับทั้งจากอินเดียและลังกาในช่วงเวลาต่างกัน]

(3.) “ขุนดนตรี ตีหรทึก” ข้อความในกฎมณเฑียรบาลหมายถึงเชื้อสายพราหมณ์ ราชทินนาม “ขุนดนตรี” เป็นผู้มีหน้าที่ใช้ไม้ตีมโหระทึก เป็นหลักฐานสำคัญมากยืนยันว่ามโหระทึกเป็นกลอง “อึฎึกกิ” ของอินเดียใต้ เพราะคำว่า “ดนตรี” เกี่ยวข้องกับตระกูลพราหมณ์อยุธยาที่สืบสายจากพราหมณ์ทมิฬอินเดียใต้

พราหมณ์ราชสำนักอยุธยาเจตนาให้พราหมณ์ตีมโหระทึกซึ่งเป็นกลอง “อึฎึกกิ” มีราชทินนาม “ขุนดนตรี” สืบเนื่องจากประเพณีพราหมณ์ทมิฬอินเดียใต้ในระบอบตันตระที่ยกย่องดนตรี [คำอธิบายละเอียดอยู่ในบทความเรื่อง “ความลี้ลับของเกระละ ภาคที่ 2” ของ ไมเคิล ไรท์ ใน ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 18 ฉบับที่ 10 (สิงหาคม 2540) หน้า 52-55 และมีรวมอยู่ในหนังสือ ฝรั่งหายคลั่ง (หรือยัง) สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2551 หน้า 41-42]

เครื่องประโคมในพิธีพราหมณ์

พิธีพราหมณ์ในราชสำนักสมัยอยุธยาตอนต้นมีเครื่องประโคมบรรเลงโดยพระครูพราหมณ์ (หรือมิฉะนั้นก็ขุนนางในตระกูลพราหมณ์) พบหลักฐานในกฎมณเฑียรบาลว่าพระราชพิธีดุลาภาร มีคณะพราหมณ์พิธีทำหน้าที่ประโคมบรรเลง สังข์ ฆ้อง, กลอง ดังนี้

(1.) ขุนศรีสังขกร เป่าสังข์ (2.) พระอินทโร ตีอินทเภรี (3.) พระนนทิเกษ ตีฆ้องชัย (4.) ขุนดนตรี ตีมโหระทึก

สังข์ เป่าโดยขุนศรีสังขกร นามนี้เป็นตำแหน่งอธิบดีโหรดาจารย์ (ศักดินา 300) หมายถึง ผู้เป็นใหญ่ในหมู่พราหมณ์พิธี

ฆ้อง ตีโดยพระนนทิเกษ เรียกฆ้องชัย คือฆ้องที่มีลายรูปขวัญเป็นแฉกอยู่ล้อมปุ่มกลางบนหน้าฆ้อง สืบเนื่องตกทอดจากหน้ากลองสำริดหรือกลองกบของอุษาคเนย์ 2,500 ปีมาแล้ว ไม่เป็นเครื่องดนตรีอินเดีย แต่ได้รับยกย่องเป็นของ “เฮี้ยน” จึงถูกผนวก เข้าไปอยู่ในพิธีพราหมณ์สมัยอยุธยาตอนต้น เพราะฆ้องใช้ไม้ตีมีเสียงดังไกล ยิ่งฆ้องขนาดใหญ่เสียงยิ่งดังก้องกังวานไกลมาก (เรียกฆ้องหุ่ย) ดังนั้นฆ้องจึงมีบทบาทหน้าที่สำคัญในรัฐใหญ่ (ส่วนกลองทองถูกเลิกใช้ เพราะเมื่อตีมีเสียงดังไม่ก้องและไม่ไกล)

กลอง มี 2 ใบ ได้แก่ กลองอินทเภรี ตีโดยพระอินทโร กับ กลองมโหระทึก ตีโดยขุนดนตรี (อินเดียได้รับการกล่าวขวัญยกย่องจากทั่วโลกว่า “ราชาแห่งเครื่องหนัง” (หมายถึงกลอง) จึงมีกลองหลากหลายรูปแบบและตีสองมือด้วยลีลาพลิกแพลงโลดโผน)

“อินทเภรี” เป็นชื่อท้องถิ่นตั้งขึ้นตามประเพณีราชสำนักอยุธยา ส่วน “มโหระทึก” เป็นชื่อกลายคำจากภาษาทมิฬว่า “อึฎึกกิ”

“อินทเภรี” แปลว่า กลองพระอินทร์ เป็นชื่อตามประเพณีดั้งเดิมที่ยกย่องเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์เป็นของพระอินทร์ แต่ในที่นี้เชื่อว่าน่าจะหมายถึงกลองอินเดีย (แบบหนึ่ง) มีสองหน้า ใช้มือตีมีสายคล้องคอเดินไปตีไป (มีภาพลายเส้นในหนังสือลาลูแบร์) ต่อมาถูกเชิญเป็น “ครูใหญ่” เรียก “ตะโพน” แล้วทำขาตั้งและนั่งตีในวงปี่พาทย์ ได้รับยกย่องเป็นกลองศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องจุดธูปบูชาพร้อมดอกไม้ก่อนบรรเลง

กลองสำริด

เครื่องมือเครื่องใช้โลหะผสมเรียกสำริด ราว 2,500 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ. 1 รูปร่างทรงกระบอกขนาดใหญ่ มีลักษณะสำคัญดังนี้

1.ทรงกลมป่อง เอวคอด จำลองจากลูกน้ำเต้าอย่างน้อย 2 แบบผสมกัน คือ ก้นแป้นตั้งพื้นได้ และทรงรียาว

ทั้งนี้ ลูกน้ำเต้าเป็นสัญลักษณ์ของ (1.) ครรภ์มารดา และ (2.) มดลูกซึ่งให้กำเนิดมนุษย์

2.รูปร่างทรงกระบอกข้างในกลวง มี 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนบน ด้านหน้าแบนกลม ส่วนด้านข้างป่องโค้งออก และมีหูหิ้ว ส่วนกลาง คอดเป็นรูปกระบอกตัด ส่วนล่าง เป็นฐานตั้ง คล้ายถาดคว่ำ

3.ทำด้วยโลหะผสมเรียกสำริดหรือทองสำริด มาจากทองแดงเป็นโลหะ หลัก ผสมดีบุก (หรือตะกั่ว)

4.ใช้งานหลายอย่าง ดังนี้

สัญลักษณ์อำนาจ เป็นสมบัติของชนชั้นนำหัวหน้าเผ่าพันธุ์

ภาชนะ ใส่กระดูกคนตายในตระกูลชนชั้นนำ และสิ่งของเครื่องใช้ของคนตาย ตามความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผี ว่าความตายคือการคืนสู่ครรภ์มารดา

เครื่องประโคม ตีบอกสัญญาณในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ (ตีได้เสียงเดียว ไม่เป็นทำนองเพลง นักวิชาการด้านดนตรีว่าไม่เป็นเครื่องดนตรี แต่บางคนว่าเป็นเครื่องดนตรีแม้มีเสียงเดียว เพราะเป็นต้นกำเนิดฆ้องในวงดนตรีไทยเดิม)

5.ชื่อเรียกต่างๆ ได้แก่ จีน เรียก “หนานถงกู่” (จีนกลาง) แปลว่ากลองของคนพื้นเมืองทางใต้ ซึ่งหมายถึงพวกเยว่ (คือไม่ใช่พวกฮั่น) มีหลายกลุ่มนับไม่ถ้วน จีนเรียก “ไป่เยว่” คือ เยว่ร้อยเผ่า,เยว่ บางกลุ่มเรียกกลองทอง (เเดง, สำริด), พม่า และกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในพม่า เรียก “ผาซี” แปลว่า กลองกบ แต่บางกลุ่มเรียก กลองเขียด, ลาว เรียก ฆ้องบั้ง, ไทย เรียก กลองมโหระทึก

6.เครื่องมือเครื่องใช้โลหะที่ไทยเรียกกลองมโหระทึก ซึ่ง “มโหระทึก” เป็นคำที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ราวแผ่นดิน ร.4 จากฐานเดิมชื่อ “หรทึก” ในกฎมณเฑียรบาลและไตรภูมิพระร่วง

สรุปว่า “มโหระทึก” เป็นคำผูกใหม่สมัย ร.4 ส่วนคำเก่าแก่ดั้งเดิม “หรทึก” พบในกฎมณเฑียรบาล เรือน พ.ศ. 2011 และไตรภูมิพระร่วง (เรือน พ.ศ. 2300) จึงควรเรียกชื่อเป็นกลางที่ถูกต้องตามวัสดุว่า “กลองสำริด”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุจิตต์ วงษ์เทศ | กลองมโหระทึก ขุดพบใหม่เมืองเพชรบุรี

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...