โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เอกนิติ โต้ฝ่ายค้านปมออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ยันต้องช่วยกลุ่มเปราะบาง-เปลี่ยนผ่านพลังงาน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 พ.ค. เวลา 10.40 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. เวลา 08.54 น.

เอกนิติ ชี้แจงกรณีฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ชี้จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน-เยียวยากลุ่มเปราะบาง ย้ำยายิ่งออกฤทธิ์ช้า ยิ่งต้องกินเร็ว-ไม่เห็นด้วยลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน-ยันไทยช่วยไทยพลัสยังเป็นไปตามไทม์ไลน์เดิม “สันติธาร” ระบุหากไม่กู้เงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยา ปีหน้าเศรษฐกิจอาจถดถอยอีก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านคัดค้านการใช้เงินจากพระราชกำหนดกู้เงินไปกับการ Transition หรือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ว่าฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ค้านไป แต่หากเราแก้ปัญหาตั้งแต่วิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ที่ราคาพลังงานขึ้นสูง วันนี้เราก็จะมีปัญหาเรื่องราคาพลังงานน้อยลง และจะไม่เดือดร้อนมากเท่านี้ เมื่อวิกฤตครั้งนี้ยังไม่จบ ไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิง 60% ของการผลิตไฟฟ้า และส่งผลให้ค่าไฟแพงขึ้น ดังนั้นเราจึงต้องเปลี่ยนผ่านเพื่อป้องกันตั้งแต่วันนี้

“เราเหมือนกับคนป่วยเป็นโรคที่ต้องกินยานำเข้าจากเมืองนอก เรานำเข้าน้ำมันซึ่งเป็นของจำเป็น ดังนั้นทำไมเราไม่แก้ปัญหาตั้งแต่วันนี้ เราจะรอกินยาอีก 5 เดือน รองบประมาณปี 70 ค่อยไปทำ transition หากวันนั้นยังรบกันไม่จบ ราคาพลังงานยังสูงอยู่ จะรอวันนั้น รอให้คนตายก่อนหรอครับ ฉะนั้นตอนนี้จึงมีความจำเป็นในการ transition วันนี้เราจึงต้องทั้งเยียวยาและเปลี่ยนผ่านไปพร้อม ๆ กัน ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ยายิ่งออกฤทธิ์ช้า ยิ่งต้องกินเร็ว ไม่ควรรอให้คนเดือดร้อนและตายก่อน” นายเอกนิติกล่าว

ทั้งนี้ นายเอกนิติยืนยันว่า รัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนใช้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้เยียวยากลุ่มเปราะบาง และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะตอนนี้ประเทศกำลังเจอวิกฤตปากท้อง ค่าครองชีพ ที่เห็นผลกระทบชัดเป็นระลอก ตั้งแต่วิกฤตสงครามที่ยังไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร สู่วิกฤตพลังงานที่ยังสูงอยู่ และวิกฤตต้นทุนพุ่ง รวมถึงกำลังไปสู่วิกฤตค่าครองชีพ เห็นได้จากเงินเฟ้อ 2.9% ซึ่งอาจลามไปถึงวิกฤกตกงาน ซึ่งวิกฤตปากท้องครั้งนี้ไม่เหมือนกับวิกฤตต้มย้ำกุ้งปี 2540 และวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 รวมถึงวิกฤตโควิด-19 ปี 2563 จึงแก้ปัญหาด้วยวิธีแบบเดิมไม่ได้

“คนตัวใหญ่มีกำลังรับมือผลกระทบได้ แต่คนตัวเล็กมีกำลังน้อย และมีหนี้ครัวเรือนสูง เศรษฐกิจจะหดตัว คนจะตกงาน เราจึงต้องตัดวงจรนี้ โดยการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้วิกฤต เยียวยากลุ่มเปราะบางและเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติกล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอกับการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เนื่องจากในอดีตเคยใช้วิธีนี้แล้ว ทำให้รัฐบาลเสียรายได้ 1.8 แสนล้านบาท และไม่ได้ประโยชน์กลับมาเลย สุดท้ายรายได้รัฐบาลมีปัญหาและต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติม นอกจากนี้ การลดภาษีน้ำมันเป็นการช่วยเหลือคนเฉพาะกลุ่มคนที่ใช้รถเท่านั้น คนขับรถเบนซ์ที่มีกำลังมากก็จะได้ประโยชน์ไป ซึ่งการออก พ.ร.ก.กู้เงินจะช่วยคนกลุ่มเปราะบางได้ตรงจุดมากกว่า

นายเอกนิติกล่าวว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทมีความจำเป็นทั้งหมด เนื่องจากว่าแหล่งเงินจากการโอนงบประมาณปี 2569 เหลือแค่ 2 หมื่นล้านบาท และงบประมาณกลางของปี 2569 เหลือ 2 หมื่นล้านบาท ในขณะที่ข้อเสนอการลดภาษีน้ำมันจะทำให้ต้องกู้เพื่อชดเชย ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องชนเพดานตามกฎหมายการทำงบประมาณ

นายเอกนิติกล่าวว่า ในวันนี้ (14 พ.ค.) คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้จะพิจารณาโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะมีโครงการคนละครึ่งพลัส ให้ผู้ได้สิทธิ 30 ล้านคน เป็นการที่รัฐช่วยจ่าย 60% และผู้ได้รับสิทธิจ่าย 40% นอกจากช่วยคนรายได้น้อยแล้ว ยังช่วยร้านค้ารายย่อย

โดยจะช่วยคนละ 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 13.2 ล้านคน ที่รัฐจะจ่ายเพิ่มให้อีก 700 บาท เป็นเดือนละ 1,000 บาท โดยจะทยอยแบ่งจ่ายเป็น 2 รอบ เนื่องจากจะเปิดลงทะเบียนพิจารณาสิทธิใหม่ ซึ่งหากวันนี้คณะกรรมการกลั่นกรองเห็นชอบจะเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า (19 พ.ค.) และจะเปิดให้ลงทะเบียนวันที่ 25 พ.ค. เริ่มใช้จริง 1 มิ.ย. ตามไทม์ไลน์เดิม

นอกจากนี้ โครงการไทยช่วยไทยพลัสยังมีมาตรการของกระทรวงอื่นรวมอยู่ด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นการช่วยลดต้นทุนค่าขนส่ง รวมถึงช่วยเหลือเกษตรกรด้วย

ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลมีความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพราะเริ่มเห็นสัญญาณผลกระทบทางเศรษฐกิจชัดขึ้นและมาเป็นระลอกแล้ว หากไม่กู้เงินเพื่อช่วยเหลือเยียวยา ปีหน้าเศรษฐกิจอาจถดถอยอีก และแม้ว่า GDP ของปี 2569 จะยังเป็นบวก แต่รายได้แรงงานปีนี้ขยายตัวติดลบเป็นปีแรก จากก่อนโควิดที่ขยายตัว 4.8% ปี 68 ลดลงขยายตัวได้ 1-2% ดังนั้นการออก พ.ร.ก.กู้เงิน จึงเป็นการป้องกันปัญหาและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งหมด

“ตอนนี้สถานการณ์ทั้งโลกคือของแพงขึ้น กำลังซื้อตกต่ำ คนในประเทศจับจ่ายน้อยลง SME อาจล้มหายไป หากเราจะพึ่งพาจากนักท่องเที่ยว เขาก็อาจไม่มา เพราะราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นและไฟลต์บินที่ยกเลิก มันเป็นระลอกที่เราเห็นแล้ว เหมือนแผ่นดินไหวที่เรารู้ว่าจะมีอาฟเตอร์ช็อก เราจะนั่งดูมันเฉย ๆ ไม่ได้ แต่เราจะเตรียมพร้อมรับมือกับมัน” ดร.สันติธาร กล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เอกนิติ โต้ฝ่ายค้านปมออก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน ยันต้องช่วยกลุ่มเปราะบาง-เปลี่ยนผ่านพลังงาน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...