‘นักวิชาการ’ แนะนำไทยเดินยุทธศาสตร์ 2 ขา สถานการณ์ตะวันออกกลาง
17 มีนาคม 2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ อาจารย์ประจำวิชา ความปลอดภัยทางไซเบอร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เขียนข้อความ เมื่อวานก่อน ผมได้ติดตามรายงานข่าวของรัฐบาลเกี่ยวกับความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะผลกระทบต่อการเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูลได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า สถานการณ์พลังงานของประเทศไทยยังคงมีเสถียรภาพ การเติมน้ำมันในประเทศยังดำเนินการได้ตามปกติ และยังไม่มีสัญญาณของการขาดแคลนพลังงานในระยะใกล้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยผ่านกระทรวงการต่างประเทศ โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการเชิงรุกในระดับการทูต โดยเร่งประสานงานกับประเทศที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือลูกเรือไทย รวมถึงการเจรจากับอิหร่านเพื่อเปิดทางให้เรือสินค้าสามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ซึ่งถือเป็นเส้นทางการค้าพลังงานและสินค้าอาหารที่สำคัญของโลก
ในมิติด้านเศรษฐกิจ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เน้นย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์กำลังติดตามสถานการณ์การค้าและการขนส่งระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมมาตรการสนับสนุนผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าอาหารและสินค้าเกษตร เพื่อรักษาตลาดในตะวันออกกลางและขยายโอกาสทางการค้าในช่วงที่ความต้องการอาหารของหลายประเทศในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น
ก่อนวิกฤตรอบล่าสุดปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไทยส่งออกไปตะวันออกกลางประมาณ 4 แสนล้านบาทต่อปี โดยในนั้นเป็น อาหารราว 5.3 หมื่นล้านบาทต่อปี ส่วนช่วงวิกฤตนี้ ภายใต้สมมติฐานที่ว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 2 เดือน ความเสียหายต่อการส่งออกไทยอาจแตะ 6 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลสามารถเจรจาเปิดเส้นทางการขนส่งได้อย่างรวดเร็ว ไทยยังมีโอกาส รักษาตลาดเดิมและเพิ่มการส่งออกอาหารไปยังภูมิภาคนี้ได้
จากรายงานข่าวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการบริหารสถานการณ์วิกฤตอย่างรอบด้าน ทั้งการดูแลประชาชน การรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน และการปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ครั้งนี้ยังเปิดโอกาสสำคัญให้ประเทศไทยสามารถพลิกวิกฤตระดับโลกให้กลายเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ได้เช่นเดียวกับหลายประเทศที่กำลังใช้ประโยชน์จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้
หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ระดับประเทศ วิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้อาจเป็นจังหวะสำคัญที่ประเทศไทยสามารถต่อยอดนโยบายของประเทศบนพื้นฐานของ สองเสาหลักยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ ยุทธศาสตร์การค้าเชิงโอกาส และ ยุทธศาสตร์มนุษยธรรมและการทูต
ขาหลักที่หนึ่ง : ยุทธศาสตร์การค้าเชิงโอกาส
ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้หลายประเทศเผชิญข้อจำกัดด้านการนำเข้าอาหารและวัตถุดิบมากขึ้น ขณะเดียวกัน ความต้องการสินค้าอาหารกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารรายสำคัญของโลก จึงมีศักยภาพอย่างมากในการเพิ่มการส่งออกข้าว สินค้าเกษตร และอาหารแปรรูปไปยังตลาดตะวันออกกลาง หากรัฐบาลสามารถรักษาเส้นทางการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเสริมความร่วมมือทางการค้ากับประเทศในภูมิภาคได้สำเร็จ ไทยอาจยกระดับบทบาทของตนเองขึ้นเป็น พันธมิตรด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Partner) และมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค
ขาหลักที่สอง : ยุทธศาสตร์มนุษยธรรมและการทูต
ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งอย่างรุนแรง มักเกิดปัญหาการขาดแคลนอาหาร ยา และเวชภัณฑ์ ประเทศไทยสามารถใช้ศักยภาพด้านอาหาร การแพทย์ และสาธารณสุข เข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศและประเทศพันธมิตร ซึ่งไม่เพียงช่วยบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนในพื้นที่วิกฤต แต่ยังช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะประเทศที่มีความรับผิดชอบต่อประชาคมโลก
เพื่อให้ความช่วยเหลือของไทยมีประสิทธิภาพและเข้าถึงพื้นที่ที่ต้องการจริง ประเทศไทยสามารถกำหนดพื้นที่เป้าหมายด้านมนุษยธรรมในตะวันออกกลางได้ดังตารางต่อไปนี้ พื้นที่เป้าหมายที่ไทยสามารถช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในพื้นที่วิกฤตของตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม ในสังคมไทยอาจมีเสียงสะท้อนจากประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งคำถามต่อข้อเสนอนี้ว่า ในขณะที่คนไทยบางส่วนยังเผชิญความยากลำบากทางเศรษฐกิจ เหตุใดประเทศไทยจึงควรส่งอาหาร ยา และความช่วยเหลือไปยังต่างประเทศ
การส่งอาหารหรือเวชภัณฑ์ไปช่วยเหลือในพื้นที่วิกฤตในตะวันออกกลางไม่ได้หมายความว่าเราละเลยประชาชนของเราเอง ตรงกันข้าม ประเทศไทยยังคงต้องให้ความสำคัญกับการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก
แท้จริงแล้ว การช่วยเหลือดังกล่าวยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การค้าของประเทศเพราะการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศในตะวันออกกลางผ่านความร่วมมือด้านมนุษยธรรมอาจเปิดประตูสู่ความร่วมมือด้านการค้าอาหาร การลงทุน และพลังงานในอนาคต ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็จะกลับมาสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนไทยเอง
และในฐานะที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก การช่วยเหลือผู้คนที่กำลังเผชิญความอดอยากจากสงครามจึงไม่เพียงเป็นหน้าที่ด้านมนุษยธรรมของมนุษยชาติเท่านั้นแต่ยังเป็นบทบาทที่สะท้อนถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมของสังคมไทยที่ยึดถือความเอื้อเฟื้อและการช่วยเหลือกันในยามยากลำบาก
ท้ายที่สุดแล้ว การดูแลประชาชนคนไทยของเราเองและการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในโลก ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถเดินไปพร้อมกันได้ หากมีการวางยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องเพราะประเทศที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ไม่ได้วัดเพียงจากขนาดเศรษฐกิจหรือกำลังทหารเท่านั้น แต่ยังวัดจากความสามารถในการ ยืนหยัดอย่างมั่นคงในโลกที่ผันผวน พร้อมกับยื่นมือช่วยเหลือผู้อื่นในยามที่โลกต้องการ
และนั่นอาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนวิกฤตของโลก ให้กลายเป็นทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางมนุษยธรรมได้พร้อมกัน
เมื่อสองยุทธศาสตร์นี้ดำเนินควบคู่กัน ประเทศไทยจะสามารถสร้างทั้ง โอกาสทางเศรษฐกิจและความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ ได้พร้อมกัน กล่าวคือ ในด้านหนึ่ง ไทยสามารถขยายตลาดสินค้าอาหารและสินค้าเกษตรไปยังภูมิภาคที่มีความต้องการเพิ่มขึ้น ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ไทยสามารถแสดงบทบาทด้านมนุษยธรรมเพื่อช่วยเหลือผู้คนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง
ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน วิกฤตอาจเป็นภัยสำหรับบางประเทศ แต่สำหรับประเทศที่มีวิสัยทัศน์และสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ได้อย่างถูกจังหวะ วิกฤตย่อมสามารถกลายเป็น โอกาสในการยกระดับบทบาทของประเทศในเวทีโลกและสำหรับประเทศไทย วิกฤตตะวันออกกลางครั้งนี้อาจเป็นอีกช่วงเวลาหนึ่งที่ประเทศสามารถพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า ไทยไม่เพียงสามารถรับมือกับความผันผวนของโลกได้เท่านั้น แต่ยังสามารถ พลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจและมนุษยธรรม พร้อมยกระดับบทบาททางการทูตของประเทศในเวทีโลกได้ด้วย