โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

สัญญาณป่วนตลาด “Private Credit เอเชีย” นักลงทุนถอนเงินพุ่ง ขณะที่กองทุนเริ่มจำกัดการไถ่ถอน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 12.49 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 05.49 น.

สัญญาณป่วนตลาด "Private Credit เอเชีย" กองทุนเริ่มจำกัดการไถ่ถอน ขณะหน่วยงานกำกับเร่งตรวจสอบ หวั่นนักลงทุนรายย่อยรับความเสี่ยงไม่ไหว

วันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 04.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า บรรดาไพรเวตแบงก์ในเอเชียกำลังเร่งรับมือความวิตกกังวลของลูกค้า หลังแรงกดดันจากการไถ่ถอนเงิน (redemption) แผ่ขยายในตลาด Private Credit มูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์ แม้ภูมิภาคนี้จะถูกมองว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่าตะวันตกก็ตาม

แหล่งข่าวระบุว่า ธนาคารเอกชนในฮ่องกงและสิงคโปร์ได้รับการติดต่ออย่างเร่งด่วนจากลูกค้ามั่งคั่ง (High Net Worth) ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอไถ่ถอนการลงทุนในกองทุน Private Credit ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลในเอเชียก็เพิ่มการตรวจสอบสินทรัพย์ประเภทนี้ เพื่อปกป้องนักลงทุนรายย่อยที่มีความอ่อนไหวต่อข่าวลบมากกว่านักลงทุนสถาบัน

ผู้เชี่ยวชาญจาก Alternative Investment Management Association ชี้ว่า นักลงทุนจำนวนมากไม่เคยเผชิญกับการรอคิวไถ่ถอน (redemption queue) มาก่อน ทำให้ยังไม่เข้าใจลักษณะของสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ (illiquid) เมื่อเกิดความผันผวน

ความกังวลดังกล่าวถูกกระตุ้นจากกรณีบริษัทในสหรัฐและยุโรปที่ได้รับเงินทุนจาก Private Credit แล้วประสบปัญหา รวมถึงแรงกดดันในกลุ่มบริษัทซอฟต์แวร์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยี AI ที่เปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดแรงไถ่ถอนในกองทุนของบริษัทใหญ่ เช่น BlackRock, Blackstone และ Blue Owl

บางกองทุนถึงขั้นจำกัดการไถ่ถอน หลังนักลงทุนพยายามถอนเงินเกินกว่าที่กำหนด ขณะที่ JPMorgan ยังลดการปล่อยสินเชื่อให้กองทุน Private Credit บางส่วน หลังปรับลดมูลค่าหนี้ที่เชื่อมโยงกับบริษัทซอฟต์แวร์

ในเอเชีย บริษัทจัดการสินทรัพย์รายใหญ่ เช่น Blue Owl, Blackstone และ KKR ต้องเร่งจัดกิจกรรมพบลูกค้า ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยยืนยันว่าการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงยังอยู่ในระดับจำกัด และยังมีสภาพคล่องเพียงพอรองรับการไถ่ถอน

ด้านหน่วยงานกำกับ เช่น Hong Kong Monetary Authority ได้ติดต่อธนาคารเพื่อตรวจสอบการกระจายกองทุน Private Credit และระดับความเสี่ยง ขณะที่หน่วยงานกำกับของออสเตรเลียก็เพิ่มการเฝ้าระวังตลาดนี้เช่นกัน

แม้ Private Credit ส่วนใหญ่จะเปิดให้เฉพาะนักลงทุนมืออาชีพ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทจัดการสินทรัพย์ระดับโลกได้ระดมทุนจากนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันนักลงทุนกลุ่มนี้ถือครองสินทรัพย์ในเอเชียแปซิฟิกมูลค่าราว 48,800 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 74,800 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2571

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ล่าสุดทำให้นักลงทุนในเอเชียนึกถึงวิกฤตในอดีต เช่น การล่มสลายของ Lehman Brothers ปี 2551 และกรณี AT1 bond ของ Credit Suisse ในปี 2566 ซึ่งส่งผลให้ความเชื่อมั่นสั่นคลอน

แม้จะมีความกังวล แต่ไม่ใช่นักลงทุนทุกคนที่ถอนตัวออกจากตลาด โดยบางส่วนเลือกปรับพอร์ตไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่อสหรัฐและกลุ่มซอฟต์แวร์น้อยลง ขณะที่บางธนาคารเริ่มอนุญาตให้ลูกค้าถอนเงินก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดการไถ่ถอนในอนาคต

ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า มาตรการจำกัดการไถ่ถอนมีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้กองทุนต้องขายสินทรัพย์ในราคาต่ำ ซึ่งอาจกระทบต่อนักลงทุนรายอื่นและนำไปสู่การถอนเงินเป็นลูกโซ่

โดยภาพรวม แม้ตลาด Private Credit ยังไม่เผชิญความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) แต่แรงกดดันจาก AI และความผันผวนในภาคซอฟต์แวร์กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...