มาราธอนใต้ต้น “พ็อดกด” และลมหายใจชิลลาที่“คยองจู”
“คยองจู” เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรชิลลายาวนานเกือบพันปี โดยได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นเมืองมรดกโลกจากยูเนสโก ในปี พ.ศ. 2543 ในชื่อว่า "พื้นที่ ประวัติศาสตร์คยองจู" อดีตเมืองหลวงแห่งนี้เคยรุ่งเรืองถึงขนาดที่รวบรวมคาบสมุทรเกาหลีให้เป็นหนึ่งเดียวได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่คยองจูจะเต็มไปด้วยโบราณสถานและโบราณวัตถุล้ำค่า จนทำให้ได้รับฉายาว่า “พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งขนาดใหญ่” โดยมีสถานที่สำคัญที่ใคร ๆ ต้องแวะเวียนไปเยี่ยมชมอย่าง “วัดพุลกุกซา” วัดที่เสนาบดีคิมแดซองสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่พ่อและแม่ ถือเป็นผลงานชิ้นเอกของศิลปะในพระพุทธศาสนาในยุคชิลลา
ตั้งแต่บันไดหินด้านหน้าที่เปรียบได้กับบันไดสวรรค์ ที่เคียงคู่อยู่ 2 ฝั่ง หนึ่งคือ “บันไดเมฆคราม” อีกหนึ่งคือ “บันไดเมฆขาว” บันไดหิน 33 ขั้นถือเป็นเส้นทางศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมระหว่างแดอุงจอน ซึ่งหมายถึง แดนพุทธะ และเกอุงนักจอน หมายถึง แดนสุขาวดี การเดินขึ้นบันไดไปจึงเหมือนการหลุดพ้นและการเข้าสู่ดินแดนแห่งความสุข ชาวชิลลา เชื่อกันว่า การเดินขึ้นบันได นี้เปรียบเสมือนการเดินทางจากโลกมนุษย์ไปสู่ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธเจ้า
เข้าไปด้านในอาคารหลักวิหารแดอุงจอน ด้านหน้าคือ เจดีย์หินโบราณ 2 องค์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ถือเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของประเทศเกาหลีใต้ เจดีย์ดาโบทับ เป็นเจดีย์แห่งสมบัติล้ำค่าเพราะโดดเด่นเรื่องความสวยงานและความละเอียดอ่อนของการแกะสลัก มีลักษณะโครงสร้างที่ซับซ้อน ความสวยงามทั้งยังมีนัยยะที่สื่อถึงความมั่งคั่ง เจดีย์องค์นี้จึงถูกนำไปประทับอยู่บนเหรียญ 10 วอนของเกาหลีด้วย ขณะที่ เจดีย์ซอกกาทับ เจดีย์ 3 ชั้นกลับมีรูปแบบเรียบง่ายกว่า เป็นสัญลักษณ์ของความสมดุลและความแข็งแกร่ง บ้างเรียกขานว่า “เจดีย์ไร้เงา” ชื่อที่มีฉากหลังเป็นเรื่องเศร้าของบุคคลผู้มีส่วนในการก่อสร้าง
เล่ากันว่า ภรรยาของสถาปนิกเลื่องชื่อจากอาณาจักรแพกเจ ถูกเชิญมาสร้างวัดแห่งนี้ ด้วยความที่ต้องจากกันนาน ภรรยาทนคามคิดถึงไม่ไหวจึงเดินทางมาหา แต่เพราะกฎที่ว่าห้ามผู้หญิงเข้าไปในวัดที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เธอจึงรออยู่ที่บ่อน้ำใกล้ ๆ แทน โดยหวังว่าเมื่อเจดีย์สร้างเสร็จสมบูรณ์จนมองเห็นเงาในบ่อน้ำนั้น ก็จะได้พบกับสามีอีกครั้ง เธอรออยู่นานแต่ก็ไม่เคยเห็นเงาของเจดีย์เลยสักครั้ง ด้วยความหมดหวังจึงตัดสินใจกระโดดบ่อน้ำฆ่าตัวตาย ส่วนสถาปนิกเลื่องชื่อเมื่อสร้างเจดีย์เสร็จแล้วได้ข่าวภรรยาก็เสียใจมาก จึงกระโดดบ่อน้ำตายตามไป
นอกจากเรื่องเศร้าที่วัดพุลกุกซายังมีเรื่อง “เฮง” ให้สายมูได้ขอพรด้วย ในปี 2007 มีการค้นพบ “หมูไม้สีทอง” ซ่อนอยู่หลังป้ายวิหารกึกนักจอน ในปีนี้บังเอิญตรงกับปีนักษัตรหมูทอง ผู้คนจึงเชื่อว่าหมูทองไม้เก่าแก่นี้จะนำพาโชคลาภมาให้ ต่อมาจึงมีการปั้นหมูทองทองเหลือตัวใหญ่มาตั้งไว้ที่หน้าวิหาร เพื่อให้คนที่มาเยี่ยมเยือนได้ลูบน้องเพื่อขอพร
จากวัดพุลกุกซาเลยขึ้นเขาโทฮัมซันไปด้านบนคือ “ถ้ำซ็อกกูรัม” ที่นี่คิมแดซองสร้างให้กับบิดามารดาในชาติก่อน ไฮไลท์ที่ใคร ๆ ต้องขึ้นไปชมก็คือ พระพุทธรูปสลักจากหิน แกรนิตสีขาวขนาดใหญ่ที่มีความงดงาม ล้อมรอบด้วยประติมากรรมทั้งเทพเจ้า พระโพธิสัตว์ และเหล่าสาวก แต่ไม่ใช่เท่านั้นยังมีความแม่นยำในการนำความรู้ด้านคณิตศาสตร์มาใช้ในการออกแบบและก่อสร้าง เพื่อทำให้หินแกรนิตนับร้อยก้อนมาเรียงต่อกันโดยไม่มีการใช้ปูนเชื่อม แต่ใช้สลักหินมาล็อกแทน ทั้งยังมีระบบระบายอากาศธรรมชาติที่ไม่น่าเชื่อว่าทั้งหมดจะเกิดขึ้นในสมัยชิลลาเมื่อเป็นพันปีก่อน
ไม่ใช่เพียงแค่วัดและถ้ำที่ให้ผู้คนหลงรักเมืองคยองจู เพื่อเมืองมรดกโลกแห่งนี้ยังมีเรื่องราวที่ผู้คนในยุคนี้ได้ทำความรู้จัดอาณาจักรชิลลาผ่านซีรีส์อย่าง “ราชินีซอนต๊อก” วีรสตรีผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ปกครองหญิงคนแรกของอาณาจักรชิลลา เรื่องราวของพระองค์ในซีรีส์ที่เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาและความมุ่งมั่นในการกอบกู้อาณาจักร เป็นหนึ่งในแรงดึงดูดที่ทำให้อยากรู้จักคยองจู หรืออีกชื่อ “กึมซอง” ที่หมายถึงเมืองหลวงทองคำในอดีตนั้นจะเป็นอย่างไร ขณะที่ “ฮวารัง” ซีรีส์อีกเรื่องที่เล่าถึงกลุ่มชายหนุ่มรูปงามที่ฝึกฝนทั้งวิชาดาบและการร่ายรำเพื่อปกป้องราชวงศ์ ก็มีฉากหลังเป็นคยองจู ไม่แน่ว่าเส้นทางที่เรากำลังก้าวเดินอยู่ในเมืองเก่าแห่งนี้ อาจจะเคยเป็นลานฝึกฝนหรือเส้นทางควบม้าของเหล่าอัศวินฮวารังมาก่อน
ดังนั้นเพื่อให้สัมผัสความรู้สึกเดียวกับสมัยราชินีซอนต๊อก หรือแกงค์ฮวารัง ลองเดินเข้าไปในย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยร้านค้าในพื้นที่เดียวกับ “ฮวังนิดันกิล” ย่านการค้ายุคใหม่ที่ตั้งอยู่ในบ้านฮัน-อกเก่าแก่ แล้วมองหาร้านเช่าชุดฮันบก บอกเลยว่าห้ามผ่านเลยเพราะสไตล์ของชุดฮันบกที่นี่เป็นแบบสมัยชิลลา ไม่ใช่อย่างที่เคยคุ้นตา ด้วยยุคสมัยที่อยู่ระหว่างการสู้รบบวกกับอิทธิพลที่ไดรับจากจีนซึ่งมีการติดต่อค้าขาย ชุดฮันบกสมัยชิลลาจึงมีกลิ่นไอของชุดแบบจีนโบราณด้วย เสื้อคลุมตัวนอกของทั้งชาย-หญิงแทบจะไม่ต่างกัน ที่ต่างคือหญิงเป็นกระโปรงชายเป็นกางเกง
เดินเข้าไปเลือกสีสันที่เหมาะกับตัวเองและความชอบ ก่อนจะให้คุณลุงคุณป้าเจ้าของร้านช่วยกันแต่งองค์ให้ครบ แล้วก็ออกมาเดินเที่ยว “แดรึงวอน” หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองคยองจู ลืมภาพสุสานแบบที่เคยเห็นมาไปให้หมดเพราะเนินเดินที่กระจายตัวอยู่รอบ ๆ 23 เนินนั้น นั่นแหละคือกลุ่มสุสานหลวงโบราณของกษัตริย์และขุนนางในสมัยอาณาจักรซิลลา เพียงแต่ยังไม่มีการขุดค้น จะมีก็เพียง สุสานชอนมาชง ที่เปิดให้เข้าไปชมโครงสร้างด้านใน ภายในมีการจัดแสดงโบราณวัตถุจำลอง เช่น มงกุฎทองคำ และภาพวาด "ม้าสวรรค์" ที่ขุดพบ ส่วนสุสานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือ สุสานฮวังนัมแดชง ลักษณะคล้ายน้ำเต้าเป็นสุสานแฝดของกษัตริย์และมเหสี
จุดถ่ายรูปยอดฮิตคือบริเวณที่มีต้นแมกโนเลียตั้งอยู่ระหว่างเนินสุสานขนาดใหญ่สองแห่ง และทางเดินเลียบกำแพงหินที่จะเต็มไปด้วยดอกพ็อดกดบานสะพรั่งในฤดูใบไม้ผลิ เดินชมสุสานเสร็จแล้วออกมาด้านหลังทะลุมาสู่ย่านฮวังนิดัล ที่พร้อมให้ช้อปและชิม แต่หากออกอีกทางและข้ามถนนไปอีกฝั่งจะเป็นที่ตั้งของ “หอดูดาวชอมซองแด” หอดูดาวที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย ตะวันออก สร้างขึ้น ในรัชสมัยของราชินีซอนต็อกเพื่อใช้ สังเกตการณ์ดวงดาว และช่วยในเรื่องพยากรณ์อากาศสำหรับการเกษตร หิน 365 ก้อน ที่นำมาก่อจนเป็นรูปทรงคล้ายขวดเหล้า ไม่ได้หมายถึงจำนวนวันในหนึ่งปีเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญทางดาราศาสตร์ด้วย
แล้วก็ถึงช่วงเวลาสำคัญการวิ่งท่ามกลางดอกพ็อดกดที่กำลังบานสะพรั่งทั่วทั้งเมือง แม้ว่าฝนจะตกตั้งแต่ค่ำคืนต่อเนื่องมาจนถึงเวลาเริ่มจนจบงาน แต่นักสิ่งทั้ง 15,000 คน ในระยะทางตั้งแต่ 5 กิโลเมตร 10 กิโลเมตร และ 21 กิโลเมตร ไม่มีใครยอมใคร และพร้อมจะแวะข้างทางเพื่อถ่ายภาพความสวยงามท่ามกลางสายฝนเป็นระยะ ว่ากันว่าในคยองจูมีต้นดอกพ็อดกดทั้งของเก่าดั้งเดิมอายุนับร้อยปี และที่ปลูกเพิ่มเติมใหม่ในบางพื้นที่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 รวม ๆ น่าจะมากกว่า 35,000 ต้น ไม่ใช่แค่ในเมือง จะบนเขา หรือหน้าวัดพุลกุกซาก็มีสวนดอกพ็อดกดให้ชมจนฉ่ำ โดยเส้นทางวิ่งจะเกาะไปตามแนวถนนรอบทะเลสาบโบมุนที่อยู่กลางเมือง
องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) ประจำประเทศไทย ร่วมกับเคทีซี รุกตลาด Sports Tourism ตอบรับกระแส “Passion-Based Travel” จัดแพคเกจพิเศษพานักวิ่งที่ต้องการเปิดประสบการณ์ในเส้นทางการวิ่งใหม่ ๆ ในเส้นทางวิ่งที่ต่างไปจากเดิมด้วย “Gyeongju Cherry Blossom Marathon 2026” ณ เมือง คยองจู สาธารณรัฐเกาหลี หนึ่งในงานวิ่งนานาชาติประจำฤดูใบไม้ผลิที่ได้รับความนิยมระดับโลกที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 33
นางคิม เซฮี ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (Korea Tourism Organization: KTO) กล่าวว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวไทยมองหาการเดินทางที่มีเป้าหมายมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Well-being ที่ต้องการผสานการดูแลสุขภาพเข้ากับการท่องเที่ยว และเมืองคยองจูซึ่งเป็นเมืองมรดกโลกของ UNESCO จึงตอบโจทย์ทั้งด้านวัฒนธรรม ธรรมชาติ และการพักผ่อนอย่างลงตัว พร้อมสอดคล้องกับนโยบายกระจายการท่องเที่ยวสู่ภูมิภาคของเกาหลีในปี 2026
คยองจูไม่ใช่เมืองเก่าที่มีเพียงก้อนหินและสุสาน แต่ มีสีชมพูสดใสของดอกพอดกดที่คอยโอบกอดนักเดินทาง และมีมิตรภาพที่ส่งผ่านรอยยิ้มของคนท้องถิ่นและอาหารอร่อย ๆ หาซื้อขนมเหรียญ 10 วอนไส้ชีสยืดต้นตำรับ แล้วมองหาเก้าอี้นั่งลิ้มลองแถวริมทะเลสาบโบมุนดื่มด่ำกับเมืองเก่านี้ให้เต็มที่