โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

PTTEPบ.แม่หนุนแกร่ง เครดิต “AAA” แนวโน้ม “Stable”

ทันหุ้น

อัพเดต 17 เม.ย. เวลา 12.35 น. • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

#PTTEP #ทันหุ้น – PTTEP ทริสจัดอันดับ “AAA” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” รักษาสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของไทย พร้อมความเสี่ยงด้านการตลาดที่ต่ำภายใต้สัญญา GSA กับ PTT

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรของ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP (ปตท.สผ.) ที่ระดับ “AAA” และคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของบริษัทที่ระดับ “AAA” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่”

อันดับเครดิตองค์กรของบริษัทยังคงสะท้อนถึงสถานะของบริษัทในการเป็นบริษัทย่อยหลัก (Core Subsidiary) ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT (อันดับเครดิต “AAA/Stable”) ในขณะที่อันดับเครดิตเฉพาะองค์กร (Stand-alone Credit Profile – SACP) ของบริษัทยังคงอยู่ที่ระดับ “AAA” อันดับเครดิตเฉพาะองค์กรได้รับการสนับสนุนจากสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมของไทย ความเสี่ยงด้านการตลาดที่ต่ำภายใต้สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติระยะยาว (GSA) กับ ปตท. ต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้ และสถานะความเสี่ยงด้านการเงินที่แข็งแกร่งมากซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนโยบายทางการเงินที่ระมัดระวัง

*แกนหลักของ PTT

บทบาทของบริษัทในฐานะผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งก๊าซในประเทศรายหลักของประเทศไทยมีความชัดเจนมากขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก รวมถึงความเสี่ยงในการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกด้วย ทั้งนี้บริษัทเป็นผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติประมาณ 50-55% ของความต้องการก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของประเทศไทยจากอุปทานพลังงานโลกที่หยุดชะงัก

โดยปัจจัยดังกล่าวสนับสนุนมุมมองของทริสเรทติ้งที่ว่า ปตท. ยังคงให้ความสำคัญและสนับสนุนบริษัทอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ ทริสเรทติ้งจึงยังคงประเมินให้บริษัทเป็น “บริษัทย่อยหลัก” ของ ปตท. และส่งผลให้อันดับเครดิตของบริษัทอยู่ในระดับเดียวกับอันดับเครดิตของ ปตท. และปตท. ยังเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของบริษัทที่สร้างสัดส่วนยอดขายรายปีประมาณ 2 ใน 3 ให้แก่บริษัท นอกจากนี้ บริษัททั้ง 2 ต่างเป็นรัฐวิสาหกิจซึ่งช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ระหว่างกันให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

*หนุนราคาขาย

การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะอยู่ที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 68.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในปี 2568 ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 51.2 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ (BOE) ในปี 2569 เมื่อประกอบกับต้นทุนเงินสดที่ยังคงอยู่ในระดับประมาณ 16-17 ดอลลาร์สหรัฐต่อ BOE แล้ว ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA จะเพิ่มขึ้นเป็น 8.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 จาก 6.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568

ทริสเรทติ้งคาดว่าผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการขายในระยะใกล้จะมีจำกัด โดยภูมิภาคตะวันออกกลางมีสัดส่วนประมาณ 11% ของปริมาณการขายรวมของบริษัทในปี 2568 และส่วนใหญ่ไม่ได้พึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ผลกระทบทางอ้อมจากสภาวะการขนส่งในภูมิภาคที่ตึงตัวมากขึ้น ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าประกันภัยที่สูงขึ้น รวมถึงความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นในการพัฒนาโครงการยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ โดยได้รับการสนับสนุนจากฐานสินทรัพย์ที่หลากหลายของบริษัท

การเพิ่มขึ้นของกำไรคาดว่าจะเป็นเพียงชั่วคราว ภายใต้สมมติฐานกรณีพื้นฐานที่ราคาน้ำมันดิบดูไบจะกลับสู่ระดับปกติที่ 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในช่วงปี 2570-2571 ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA ต่อปีจะปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 6.5-7.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนมุมมองระยะยาวของทริสเรทติ้งต่อการทยอยลดลงของอุปสงค์เชื้อเพลิงฟอสซิลท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานทั่วโลก ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาแนวโน้มธุรกิจของบริษัท

*ครองส่วนแบ่ง 80%

บริษัทยังคงรักษาสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศไทย โดยมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 80% ในการผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในช่วงปี 2567-2568 อีกทั้ง บริษัทดำเนินโครงการมากกว่า 50 โครงการใน 10 ประเทศ โดยประเทศไทยยังคงเป็นฐานการผลิตหลักซึ่งคิดเป็น 69% ของปริมาณการขายรวม ทั้งนี้ ฐานการผลิตของบริษัทยังคงได้รับการสนับสนุนจากสินทรัพย์หลักในประเทศ ได้แก่ แหล่ง G1/61 (เอราวัณ) และ G2/61 (บงกช) โดยแหล่ง G1/61 มีการดำเนินงานเต็มกำลังการผลิตที่ระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (MMSCFD) อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

*หนุนธุรกิจระยะยาว

ทริสเรทติ้งคาดการณ์ว่าปริมาณการขายรวมของบริษัทจะเพิ่มขึ้นจาก 510 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน (KBOED) ในปี 2568 เป็น 550-560 KBOED ในปี 2569 และเฉลี่ย 580 KBOED ต่อปีในช่วงปี 2570-2571 ซึ่งรวมถึงโครงการที่ลงทุนผ่านบริษัทร่วม โดยการเติบโตดังกล่าวมีแรงสนับสนุนหลักจากสินทรัพย์ในต่างประเทศ การเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนมุมมองของทริสเรทติ้งว่าฐานกำไรของบริษัทจะยังคงมีความยืดหยุ่น แม้จะผ่านพ้นจากกำไรที่ได้รับแรงหนุนชั่วคราวจากราคาน้ำมันในปี 2569

ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นดังกล่าวส่วนใหญ่สะท้อนถึงการรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปีจากสินทรัพย์ที่เริ่มผลิตแล้วจำนวน 3 แห่ง ซึ่งบริษัทเข้าซื้อในปี 2568 ได้แก่ MTJDA A18, Algeria Touat และ Malaysia SK408 ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะเพิ่มปริมาณการขายได้ประมาณ 40-50 KBOED ให้แก่ฐานปริมาณการขายสำหรับปี 2569-2571

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...