ฝากการบ้านประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ “รวมพลัง-ลดต้นทุน-เร่งรัฐบาล” รับวิกฤตน้ำมัน
ศึกเลือกตั้งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รอบใหม่ที่กำลังจะมีขึ้น ไม่ใช่แค่เปลี่ยนผู้นำองค์กร แต่เป็นจุดชี้ชะตาทิศทางอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางแรงกดดันต้นทุนพลังงานพุ่ง-เศรษฐกิจโลกเปราะบาง บิ๊กเอกชนอดีตผู้นำองค์กรออกโรงสะท้อน “โจทย์ใหญ่” ที่ผู้นำคนใหม่ต้องเร่งรับมือ
การเลือกตั้งประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) คนใหม่ในเดือนเมษายนนี้ ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะตัวแปรสำคัญต่อการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบพุ่งสูง สะท้อนผ่านมุมมองของ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. และ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์ ส.อ.ท. ที่ต่างส่งสัญญาณชัดถึง“ภารกิจเร่งด่วน” ของผู้นำคนใหม่ ทั้งการสานต่อนโยบายเดิมและเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
นายเกรียงไกร ระบุว่า ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ส.อ.ท. ได้วางรากฐานผ่านนโยบาย ONE FTI ที่เน้น One Vision- One Team- One Goal สร้างเอกภาพทั้ง 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และกำหนดทิศทางเดียวกัน ควบคู่กับการขับเคลื่อน “4 GO Strategy” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่อนาคต โดยเฉพาะการเร่ง Transform จาก OEM ไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ซึ่งผู้นำคนใหม่ต้องเดินหน้าต่ออย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาโมเมนตัมที่กำลังได้รับการยอมรับจากทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ
“4 GO Strategy ต้องเดินหน้าต่อเนื่อง ทั้ง Go Digital & AI - Go Innovation - Go Global และ Go Green”
นายเกรียงไกร ย้ำว่า ทิศทางดังกล่าวเป็นกุญแจสำคัญในการพาเอสเอ็มอีไทยเข้าแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะในจังหวะที่ไทยกำลังได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของต่างชาติ (FDI) ในปีที่ผ่านมาที่มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอมูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นโอกาสทอง ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งคว้า
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง จากการคาดการณ์ GDP ที่ขยายตัวเพียง 1.6-1.7% ประกอบกับผลกระทบจากสงครามที่ดันราคาพลังงานและวัตถุดิบพุ่งสูง โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกและแนฟทา รวมถึงค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
ทั้งนี้กลุ่ม SME โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้เม็ดพลาสติกกำลังเผชิญแรงกดดันหนัก ต้นทุนเพิ่มขึ้น 50-70% ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังบรรจุภัณฑ์ อาหารแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับขึ้นราคาสินค้า 8-10% และค่าขนส่งเพิ่มอีก 20-25%
นายเกรียงไกร ยังชี้ว่า โจทย์เร่งด่วนที่สุดที่ประธาน ส.อ.ท. คนใหม่ต้องเร่งประสานรัฐบาล คือการแก้ปัญหาราคาพลังงานและวัตถุดิบที่พุ่งสูง เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพประชาชนและความสามารถแข่งขันของภาคธุรกิจ เพราะหากพลังงานแพง และวัตถุดิบขาดสินค้าเตรียมดาหน้าขึ้นราคาแน่นอน
พร้อมกันนี้เสนอให้รัฐพิจารณามาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน และเพิ่มสภาพคล่องให้ SME เพื่อรักษาการจ้างงาน ขณะที่ค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิง ซึ่งต้องบริหารอย่างระมัดระวัง
ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี มองว่า สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดคือ เอกภาพภายในองค์กร ไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ผู้นำคนใหม่ต้องสามารถรวมทุกฝ่ายให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังถาโถม ซึ่งส.อ.ท.ต้องเป็นหนึ่งเดียว และรวมทุกฝ่ายแม้เคยแข่งขันกัน นอกจากนี้ ส.อ.ท. ต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนเสียงเอกชนอย่างแท้จริง โดยใช้ศักยภาพของ 48 กลุ่มอุตสาหกรรม เสนอแนวทางเชิงนโยบายให้ภาครัฐนำไปปฏิบัติได้จริงและตรงจุด
ในมุมเศรษฐกิจ ประเมินว่า ภาคอุตสาหกรรมปีนี้ลำบากมาก จากแรงกดดันทั้งสงครามและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนพุ่งและกำลังซื้อชะลอ ซึ่งขอเสนอให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการควบคุมราคาพลังงาน โดยเฉพาะการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งถือเป็นทางออกหลักในระยะสั้น แม้รัฐต้องสูญเสียรายได้ แต่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจโดยรวมไม่ให้ทรุดหนัก
ขณะเดียวกันเสนอให้เร่งสนับสนุนพลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์เซลล์ในภาคอุตสาหกรรม ผ่านมาตรการภาษี เพื่อช่วยลดต้นทุนระยะยาว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมกันนี้เรียกร้องให้ภาคเอกชนรายใหญ่เสียสละลดกำไรบางส่วน เพื่อช่วยประคอง SME ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาสภาพคล่องอย่างหนัก