เยือนมหกรรมยานยนต์จีน ‘Auto China 2026’ เยี่ยมบูธ ‘หงษ์ฉี’ (HONGQI) แบรนด์รถหรูของจีน ที่กำลังจะเปิดขายในไทยปีนี้
ย้อนกลับไป 10-20 ปีที่แล้ว หากพูดถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก คนไทยส่วนมากคงจะนึกถึงรถยนต์ญี่ปุ่น ยุโรป หรือสหรัฐฯ ที่ครองตลาดมาอย่างยาวนาน แต่ในยุคปัจจุบันแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีน ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก
ประเด็นสำคัญ
- เยือนมหกรรมยานยนต์จีน ‘Auto China 2026’
- ‘หงษ์ฉี’ แบรนด์รถหรูของจีน ที่กำลังจะเปิดขายในไทย
- 3 เสาหลักที่จะช่วยให้แบรนด์หรูจีน บุกตลาดไทยสำเร็จ
- One Belt One Road การเดินทาง 17 วัน กว่า 6,000 กิโลเมตร ด้วย ‘หงษ์ฉี’
Felipe Munoz นักกลยุทธ์ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ประเมินว่า แบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายมากที่สุด 4 อันดับแรกของโลก ณ ครึ่งปีแรกของปี 2025 อันดับ 1 คือ Toyota ของญี่ปุ่น 4.7 ล้านคัน ตามมาด้วย Volkswagen ของเยอรมนี 2.3 ล้านคัน ถัดมาคือ Ford ของสหรัฐฯ 2 ล้านคัน และอันดับ 4 คือ BYD ของจีน 2 ล้านคัน
ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ยอดขายของ BYD เพิ่มขึ้นถึง 31% จากปีก่อน และมีโอกาสที่ยอดขายของ BYD จะแซงหน้า Ford ไปแล้ว เมื่อจบปี 2025
เยือนมหกรรมยานยนต์จีน ‘Auto China 2026’
THE STANDARD WEALTH มีโอกาสเดินทางไปร่วมงาน Auto China 2026 ณ กรุงปักกิ่งประเทศจีน ผ่านคำเชิญของ Metro Group กลุ่มบริษัทที่อยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนาน โดยดำเนินธุรกิจทั้งในส่วนของตัวแทนจำหน่าย และผู้แทนจำหน่ายรายเดียวในประเทศไทย ครอบคลุมรถยนต์หลายสัญชาติ ทั้งญี่ปุ่น ยุโรป สหรัฐฯ เกาหลีใต้
บนพื้นที่จัดงานกว่า 380,000 ตารางเมตร งาน Auto China 2026 ที่จัดขึ้นในธีม Future of Intelligence ได้แสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนในปัจจุบันยิ่งใหญ่มากจริงๆ ไม่เพียงแค่แบรนด์ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก เทคโนโลยีด้านยานยนต์ของจีนก็พัฒนาอย่างรวดเร็วเช่นกัน
มหกรรมครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์งานจัดแสดงรถยนต์ระดับโลกที่ทุกคนต้องจับตา โดยสามารถดึงดูดผู้เข้าชมได้มากกว่า 290,000 คน พร้อมกับค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมกว่า 1,500 ราย มีรถยนต์จัดแสดงทะลุ 1,450 คัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นการเปิดตัวรถยนต์ถึง 181 รุ่น และมีรถยนต์ที่เป็น Concept Car มาเผยโฉมอีก 71 รุ่น การขยายพื้นที่เต็มพิกัดทั้งสองศูนย์นิทรรศการใหญ่ในปักกิ่งครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงหมุดหมายสำคัญที่จีนกำลังประกาศว่า พวกเขาคือหนึ่งในศูนย์กลางของนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต
‘หงษ์ฉี’ แบรนด์รถหรูของจีน ที่กำลังจะเปิดขายในไทย
ท่ามกลางค่ายรถยนต์ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่ละแบรนด์ต่างงัดเทคโนโลยีและการออกแบบมาจัดแสดง มีบูธแห่งหนึ่งที่ให้บริการระดับเอ็กซ์คลูซีฟอย่างมาก และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสง่างามที่แตกต่างออกไป นั่นคือบูธของ ‘หงษ์ฉี’ (HONGQI) ซึ่ง บดินทร์ บุญวิสุทธิ์ CEO เมโทร กรุ๊ป เล่าให้เราฟังว่า จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตกหลุมรักแบรนด์นี้ เกิดขึ้นจากการเดินสำรวจงานมอเตอร์โชว์ในจีนเมื่อหลายปีก่อน ท่ามกลางความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมและรถยนต์ไฟฟ้า เขาบังเอิญไปสะดุดตากับบูธของหงษ์ฉีที่เข้าถึงยาก แต่กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ทรงพลัง
หงษ์ฉี หรือที่แปลว่า ‘ธงแดง’ ไม่ใช่แบรนด์เกิดใหม่ แต่เป็นแบรนด์ภายใต้ร่มเงาของ China FAW Group Corporation หรือ FAW Group ยักษ์ใหญ่และผู้บุกเบิกการผลิตรถยนต์ในจีนที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1953
ตำนานของหงษ์ฉีเริ่มต้นขึ้นในปี 1958 ด้วยการผลิตรถยนต์รุ่น CA72 เพื่อเป็นรถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตง และพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นรถหุ้มเกราะ CA772 สำหรับผู้นำระดับสูง ไปจนถึงซีรีส์ Golden Sunflower ในปัจจุบันที่ใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองระดับโลก เรื่องราวเหล่านี้ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในพิพิธภัณฑ์หงษ์ฉี ณ เมืองฉางชุน มณฑลจี๋หลิน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความภูมิใจของชาติ
ความหลงใหลในเรื่องราวผนวกกับดีไซน์ที่ไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร ทำให้บดินทร์ใช้เวลาเดินหน้าเจรจากับผู้บริหาร FAW Group นานถึงปีครึ่ง จนในที่สุดเมโทร กรุ๊ป ก็คว้าสิทธิ์ในการเป็นผู้จัดจำหน่ายหงษ์ฉีในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายที่จะนำเอาสุดยอดยนตรกรรมที่เคยสงวนไว้เฉพาะผู้นำ มาส่งมอบให้กับผู้บริโภคชาวไทยที่มองหาความแตกต่าง
3 เสาหลักที่จะช่วยให้แบรนด์หรูจีน บุกตลาดไทยสำเร็จ
บดินทร์เล่าต่อว่า การนำแบรนด์รถยนต์จีนระดับอัลตร้าลักชัวรีเข้ามาตีตลาดในไทยไม่ใช่เรื่องง่าย เมโทร กรุ๊ป จึงใช้ปรัชญาที่สั่งสมมาจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ระดับโลกถึง 3 ชั่วอายุคน โดยเฉพาะปรัชญาการทำงานแบบ Kaizen และมาตรฐานบริการหลังการขายที่เข้มข้น ที่เรียนรู้จากการเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับโตโยต้า มาประยุกต์ใช้ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ
แกนแรกคือการสร้างแบรนด์ (Branding) เมโทร กรุ๊ป ไม่เน้นการทำยอดขายแบบฉาบฉวย แต่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือและรักษาภาพลักษณ์อันทรงเกียรติของหงษ์ฉีเอาไว้ รถยนต์เรือธงที่จะนำเข้ามาบุกตลาดอย่าง HONGQI E-HS9 รถอเนกประสงค์ไฟฟ้า 100% คือเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจน ด้วยงานออกแบบจาก Giles Taylor อดีตผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของ Rolls-Royce ที่สะท้อนความหรูหราแบบสากลผสานกลิ่นอายตะวันออก
ตามมาด้วยเสาหลักที่สองคือ การบริหารเครือข่ายดีลเลอร์ (Dealer Network) บดินทร์ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะไม่มีการใช้นโยบาย ‘ยัดสต๊อก’ ให้กับดีลเลอร์เด็ดขาด เพราะนั่นคือต้นเหตุของสงครามราคา (Price War) ที่กำลังทำลายอุตสาหกรรมยานยนต์ในขณะนี้ ดีลเลอร์ของหงษ์ฉีจะต้องมีอัตราผลตอบแทนที่เป็นธรรม เน้นคุณภาพการให้บริการมากกว่าปริมาณสาขา และที่สำคัญคือจะไม่มีการลดราคาหักหลังลูกค้ากลุ่มแรกที่ให้ความไว้วางใจแบรนด์อย่างแน่นอน
และจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายคือ การสร้างคอมมูนิตี้ (CRM & Community) ภายใต้แนวคิด ‘เอาเพื่อนมาเป็นลูกค้า และทำลูกค้าให้มาเป็นเพื่อน’ การดูแลลูกค้าของหงษ์ฉีจะถูกออกแบบมาในสไตล์ Quiet Luxury เน้นกิจกรรมที่มอบความเป็นส่วนตัวและเอ็กซ์คลูซีฟอย่างแท้จริง ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับพรีเมียมที่มักจะผ่านการครอบครองรถยุโรปแบรนด์ดังมาแล้ว และกำลังมองหาประสบการณ์ใหม่ที่เหนือระดับยิ่งกว่า
One Belt One Road การเดินทาง 17 วัน กว่า 6,000 กิโลเมตร ด้วย ‘หงษ์ฉี’
เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้เห็นถึงสมรรถนะและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมโทร กรุ๊ป ได้ผุดแคมเปญระดับภูมิภาคภายใต้ชื่อ ‘หนึ่งเส้นทาง…หนึ่งการเชื่อมโยง One Belt One Road’ โดยนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น E-HS9 ออกเดินทางทดสอบสมรรถนะข้ามประเทศแบบโรดทริป
การเดินทางครั้งประวัติศาสตร์นี้เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 25 เมษายน 2569 จากแลนด์มาร์กสำคัญอย่าง ‘กำแพงเมืองจีน’ ขับผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยบททดสอบทางภูมิประเทศและสภาพอากาศ ทั้งในจีน ลาว และเข้าสู่ประเทศไทย โดยมี ภูริ หิรัญพฤกษ์ และ หวานหวาน-อรุณณภา พาณิชจรูญ ร่วมเดินทางและถ่ายทอดประสบการณ์ตลอด 17 วันเต็ม ด้วยระยะทางรวมกว่า 6,000 กิโลเมตร ก่อนจะเดินทางถึงกรุงเทพมหานครในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569
ภารกิจข้ามพรมแดนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำความทนทานของนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจาก FAW Group เท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระดับภูมิภาค และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ‘หงษ์ฉี’ พร้อมแล้วที่จะปักธงลงบนสมรภูมิรถหรูในประเทศไทย โดยคาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมนี้