“ไทย” ส่งออกข้าวไปตะวันออกกลางสะดุด หันเพิ่มตลาดเอเชีย-แอฟริกาชดเชย
"ไทย" ส่งออกข้าวไปตะวันออกกลางสะดุด หันเพิ่มตลาดเอเชีย-แอฟริกาชดเชย หลังเส้นทางขนส่งสะดุดและต้นทุนค่าระวางเรือรวมถึงประกันภัยสงครามเพิ่มขึ้นกว่า 40%
วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 07.15 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านซึ่งส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลาง กำลังสร้างผลกระทบต่อการค้าสินค้าเกษตรของเอเชียด้วย โดยเฉพาะประเทศไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก
ประเทศไทยส่งออกข้าวไปยังประเทศตะวันออกกลางประมาณ 1.34 ล้านตันในปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ไปยังอิรักและเยเมน คิดเป็นประมาณ 17% ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมดของไทย แต่ในเดือนนี้การส่งออกไปยังภูมิภาคดังกล่าวเริ่มลดลง เนื่องจากปัญหาด้านโลจิสติกส์และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤตในตะวันออกกลาง ทำให้รัฐบาลไทยเตรียมมาตรการรับมือเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ในกรณีเลวร้ายที่สุด การส่งออกข้าวไปตะวันออกกลางเกือบทั้งหมดอาจหายไป เนื่องจากคำสั่งซื้อจากผู้ซื้อหลักในภูมิภาคมีแนวโน้มไม่ฟื้นตัวในเร็ว ๆ นี้ หลังเส้นทางขนส่งถูกตัดขาดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากปัญหาด้านเส้นทางขนส่งแล้ว ต้นทุนการขนส่งยังเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งค่าพลังงานและค่าเบี้ยประกันภัย โดยค่าเบี้ยประกันความเสี่ยงสงครามเพิ่มขึ้นประมาณ 40% ทำให้ผู้ส่งออกไทยตั้งราคาขายแข่งขันได้ยากขึ้น และคาดว่าการส่งออกข้าวทั้งปีอาจต่ำกว่าเป้าหมาย 7 ล้านตัน
ในปี 2568 ไทยส่งออกข้าวทั่วโลกประมาณ 7.9 ล้านตัน แต่ในปีนี้คาดว่าปริมาณส่งออกจะลดลงอยู่แล้ว จากค่าเงินบาทแข็งค่าและการแข่งขันจากประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อย่างอินเดียและเวียดนาม
กรมการค้าต่างประเทศเตรียมหารือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเพื่อหามาตรการสนับสนุนการขายข้าวในตลาดโลก เนื่องจากหากความต้องการส่งออกลดลง อาจทำให้ราคาข้าวเปลือกในประเทศลดลง ส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกรและเศรษฐกิจโดยรวม
ในระยะสั้น รัฐบาลมีแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในตลาดเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ เพื่อเพิ่มความต้องการข้าวไทย
ขณะเดียวกันรัฐบาลยังมีแผนเพิ่มการส่งออกข้าวไปยังทวีปแอฟริกา ผ่านกิจกรรมการตลาด งานแสดงสินค้า และการเจรจารัฐต่อรัฐ โดยในปีที่ผ่านมา ตลาดแอฟริกาคิดเป็นประมาณ 33% ของการส่งออกข้าวทั้งหมดของไทย โดยมีตลาดหลัก ได้แก่ แอฟริกาใต้ เซเนกัล และแองโกลา ขณะที่ตลาดเอเชียคิดเป็น 22% นำโดยจีน มาเลเซีย และญี่ปุ่น
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะตลาดพลังงานเท่านั้น แต่ยังเริ่มกระทบต่อการค้าอาหารและภาคเกษตรของหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย
อ้างอิง : asia.nikkei.com