บุรีรัมย์ผงาดอภินิหารสีน้ำเงิน
เมื่อพ่วงกับ “นายกฯหนู”อนุทินชาญวีรกูลว่าที่นายกรัฐมนตรีสมัย2 ที่แม้เป็นคนกรุงเทพฯ แต่ทะเบียนบ้านอยู่เมืองเซาะกราวเช่นกัน
เช่นเดียวกับ สส.คนรุ่นใหม่ “กลุ่มลูกเทพ” ที่ยกระดับเป็น “ลูกบังเกิดเกล้า”ใกล้ชิด “เสี่ยนก”ไชยชนกชิดชอบเลขาธิการพรรคและสส.บุรีรัมย์ ก็ได้ดิบได้ดี ยกระดับเป็นเสนาบดี
แม้จะมีเสียงกระแหนะกระแหนอยู่บ้างว่า “บุรีรัมย์กินรวบ” ตั้งทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ รวมถึงองค์กรอิสระกลายเป็นสีน้ำเงินใช่หรือไม่
แต่ “พรรคภูมิใจไทย” ก็ไม่ได้กังวล พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาให้ประชาชน ทั้งโจทย์ร้อนจากปัญหาตะวันออกกลาง ปัญหาเศรษฐกิจ และปากท้อง หากไม่มีอะไรผิดพลาด เชื่อว่า “พรรคสีน้ำเงิน” ไม่ได้มองแค่เกม 4 ปี แต่อาจหวังต่อวีซ่ายาวไปถึง 8 ปี
เนื่องจากปัจจัยการเมืองที่อาจพุ่งเข้ามาทำลาย “รัฐบาลอนุทิน” ถูกขจัดปัดเป่าไปแทบหมด แถมยังมีการยกระดับภาพลักษณ์คณะรัฐมนตรีให้ดูดี ดังที่ “นายกฯหนู” ประกาศยึดบรรทัดฐานจริยธรรมที่เข้มข้นตามคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลรัฐธรรมนูญ
มาตรฐานดังกล่าวถูกมองว่า หากใครมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมหรือ หรือคนสังคมกังขาก็อาจเข้าข่ายผิดจริยธรรมได้
นอกจาก “อนุทิน” จะเตือนคนใน “ค่ายภูมิใจไทย” แล้ว ยังสะเทือนไปถึงพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค ที่ยังดึงดันจะส่งรายชื่อบุคคลที่มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง แม้จะมีคดีอยู่ในชั้น ป.ป.ช.
รวมถึงบอกตรงๆไปยังบางพรรคที่ “ภูมิใจไทย” ไม่ให้เข้าร่วมรัฐบาล หลังมีนักการเมืองพัวพันธุรกิจสีเทา และ สส.หลายคนมีชื่อในคดีแจกกล้วยรับค่าเลี้ยงดูในสมัยรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา” ซึ่ง ป.ป.ช.กำลังชี้มูลในเร็วๆนี้
สอดรับเมื่อวันที่ 12 มี.ค. ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แจ้งข้อหาในคดีเว็บพนันออนไลน์ และฟอกเงิน แก่ “ชนนพัฒฐ์นาคสั้ว”สส.สงขลาพรรคกล้าธรรม ก่อนนำตัวไปฝากขังศาลอาญา และได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา เล่นเอาคนสีเขียวใจหายใจคว่ำ เพราะหากศาลไม่ให้ประกันตัว ต้องติดคุก จะทำให้หลุดจาก สส.
ไม่ต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ หลัง “กฤตย์อิชย์ภาคย์อิชณน์”สส.ตรังพรรคประชาธิปัตย์ ถูกตำรวจออกหมายเรียกในคดีหลบเลี่ยงภาษี จนคนสีฟ้าออกมาโวยว่าถูกเล่นงานทางการเมือง
ขณะที่ “พรรคประชาชน” ก็วุ่นกับการแก้ต่าง หลัง ป.ป.ช.เตรียมส่งสำนวนชี้มูลความผิดให้ศาลฎีกา ภายหลังชี้มูลความผิดจริยธรรมร้ายแรง “อดีต44 สส.พรรคก้าวไกล” กรณีเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พร้อมกับต้องจัดทัพหัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เพื่อรับมือสถานการณ์ต่อสู้กับขั้วอำนาจนิยม
สัญญาณเชือดไก่ให้ลิงดูเหล่านี้ และความความอ่อนแอของบางพรรค เชื่อว่า จะสะกดฝ่ายค้านได้ไม่น้อย เพราะหากใครไม่คลีน ไม่ขาวจั๊ว อาจไม่มีที่ยืนทางการเมือง
แม้จะมีกระบวนการพยายามย้อนศร ตอบโต้คืน “รัฐบาลสีน้ำเงิน” โดยมีรายงานว่า ฝ่ายค้านเตรียมลับมีดจับตาว่าที่รัฐมนตรีใหม่ 13 ราย ของ “รัฐบาลอนุทิน” ที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ในชั้นอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลางชุดที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. และ ดีเอสไอ
หากมีการเสนอชื่อจริง ก็อาจมีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบคุณสมบัติว่าขัดมาตรฐานจริยธรรมหรือไม่ เทียบเคียงกับกรณีนักการเมืองที่มีคดีในชั้น ป.ป.ช. ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาขู่เป็นบรรทัดฐาน
แต่ล่าสุดเกิดอภินิหารทางกฎหมายสวนกลับทันที หลังอนุกรรมการฯ มีมติตีตกคำร้องสอบฮั้ว สว. จำนวน 229 คน ประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา 138 คน และสมาชิกพรรคการเมืองรวมถึงเครือข่ายอีก 91 คน ก่อนส่งให้ กกต.ชุดใหญ่พิจารณาเห็นชอบต่อไป
สัญญาณการปล่อยผี และกรุยทางการเมืองเช่นนี้ ทำให้เส้นทางของ“พรรคสีน้ำเงิน” ดูโล่งสะดวก พร้อมแรงหนุนจากลมใต้ปีกทางการเมืองหนุนเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ให้แล้ว
เว้นเสียแต่ว่าจะสะดุดขาตัวเองจากปัญหาทุจริตเรื่องฉาวหรือการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องจนกระทบความเชื่อมั่นซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้“รัฐบาลสีน้ำเงิน”อยู่ไม่ได้