เงินบาทแข็งค่า จับตาสัปดาห์หน้า 3 ปัจจัยสำคัญ - ทรัมป์ พบ สี จิ้นผิง
เงินบาทแข็งค่า กสิกรไทยคาดสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวในกรอบ 31.80-32.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ จับตาสัปดาห์หน้าปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การหารือกันระหว่าง โดนัลด์ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง รวมสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดรอบ 2 สัปดาห์ แต่กรอบการแข็งค่าเริ่มจำกัดช่วงปลายสัปดาห์ตามสัญญาณตึงเครียดของช่องแคบฮอร์มุซ
เงินบาทอ่อนค่าลงช่วงสั้น ๆ ต้นสัปดาห์ท่ามกลางความไม่สงบในตะวันออกกลาง ก่อนจะพลิกแข็งค่ากลับมาในช่วงกลางสัปดาห์ ไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 2 สัปดาห์ที่ 32.03 บาทต่อดอลลาร์ฯ ตามจังหวะการฟื้นตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลกและแรงขายเงินดอลลาร์ฯ หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มทยอยมีสัญญาณเชิงบวก
โดยปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ออกมากล่าวว่าจะระงับปฏิบัติการ Project Freedom ไว้เป็นการชั่วคราวในช่วงระหว่างการดำเนินการเพื่อหาข้อสรุปของข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่าน ขณะที่รายงานข่าวอ้างอิงแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังที่จะเข้าใกล้การบรรลุร่างบันทึกความเข้าใจ 1 หน้ากระดาษเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ดี กรอบการแข็งค่าของเงินบาทเริ่มจำกัดลงบางส่วนช่วงปลายสัปดาห์ตามแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ซึ่งคาดว่าจะมาจากนักลงทุนต่างชาติในช่วงจ่ายเงินปันผล ประกอบกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียกลับมาอ่อนค่าลงสวนทางราคาน้ำมันตลาดโลกที่ฟื้นตัวขึ้น หลังมีรายงานการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอีกรอบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังมีแรงหนุนจากท่าทีของเจ้าหน้าที่เฟด ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการคงดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อติดตามความเสี่ยงเงินเฟ้อที่กำลังได้รับผลกระทบจากสงคราม
เงินบาท : กรอบสัปดาห์หน้า
ในวันศุกร์ที่ 8 พ.ค. 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 32.18 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 32.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันพฤหัสบดีก่อนหน้า (30 เม.ย.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 5-8 พ.ค. 2569 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยที่ 2,035 ล้านบาท แต่ซื้อสุทธิพันธบัตรไทยถึง 13,638 ล้านบาท
สำหรับสัปดาห์หน้าหรือระหว่างวันที่ 11-15 พ.ค. 2569 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 31.80-32.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การหารือกันระหว่าง ปธน. โดนัลด์ทรัมป์ และ ปธน. สี จิ้นผิง รวมถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสอง ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์กเดือนพ.ค. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนเม.ย. ของจีน และข้อมูลจีดีพีไตรมาส 1/2569 ของยูโรโซนและอังกฤษด้วยเช่นกัน
ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ดัชนีหุ้นไทยกลับมายืนเหนือ 1,500 จุดได้อีกครั้ง แม้จะลดช่วงบวกลงบางส่วนช่วงท้ายสัปดาห์
SET Index แกว่งตัวในกรอบแคบช่วงต้นสัปดาห์ ก่อนจะดีดตัวขึ้นมายืนเหนือ 1,500 จุดได้ในช่วงกลางสัปดาห์ท่ามกลางแรงซื้อหลัก ๆ จากบัญชีบริษัทหลักทรัพย์สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลบางส่วนต่อประเด็นสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังจากมีรายงานข่าวว่าสหรัฐฯ ประกาศระงับ Project Freedom ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหารเพื่อนำเรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อประเมินว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านได้หรือไม่ ทั้งนี้ ปัจจัยบวกดังกล่าวกระตุ้นแรงซื้อหุ้นทุกกลุ่ม นำโดย กลุ่มพลังงานและเทคโนโลยี
อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยลดช่วงบวกลงบางส่วนในช่วงที่เหลือของสัปดาห์โดยเผชิญแรงกดดันจากแรงขายทำกำไรหุ้นรายตัว นำโดย กลุ่มแบงก์และเทคโนโลยี ประกอบกับนักลงทุนกลับมากังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางอีกครั้ง เนื่องจากล่าสุดมีรายงานข่าวว่าเกิดการปะทะกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
ในวันศุกร์ที่ 8 พ.ค. 2569 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,500.36 จุด เพิ่มขึ้น 0.45% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 75,309.21 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.71% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.23% มาปิดที่ระดับ 214.08 จุด
SET Index สัปดาห์หน้า
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (11-15 พ.ค. 2569) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,470 และ 1,435 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,525 และ 1,555 จุด ตามลำดับ
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การพบปะกันระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯ และจีน (14-15 พ.ค.) ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ของบจ.ไทย สถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางเงินทุนต่างชาติ
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสอง ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ยอดค้าปลีกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนเม.ย. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนเม.ย. ของจีน ตลอดจนตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2569 ของยูโรโซนและอังกฤษ
YLG เผยไตรมาส 1/69 ความต้องการทองพุ่งสูงสุด
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า ไตรมาสแรกของปีนี้แม้ราคาทองคำจะปรับตัวลดลง 16% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 5,595 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์เมื่อ 29 มกราคม 2026
แต่ข้อมูลจากสภาทองคำโลก หรือ World Gold Council กลับรายงานความต้องการทองคำโลกไตรมาส 1/2569 ที่พุ่งแตะระดับ 1,231 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมสูงถึง 1.93 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 74% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยปัจจัยสำคัญประกอบด้วย
1.การซื้อทองแท่งและทองเหรียญโดยนักลงทุนรายย่อยเพิ่มขึ้นถึง 42% แตะระดับ 474 ตัน ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกันธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเดินหน้าสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกของปีนี้มียอดซื้อสุทธิรวม 244 ตัน เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน และนับเป็นการซื้อสุทธิติดต่อกันถึง 17 เดือน แม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นกว่า 80% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
จีนแรงขับเคลื่อนสำคัญตลาดทองโลก
ทั้งนี้ จีนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดทองคำโลก โดยเพียงประเทศเดียวมีการซื้อทองแท่งและทองเหรียญสูงถึง 207 ตัน เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน และทำสถิติสูงสุดรายไตรมาสใหม่ ทิ้งห่างสถิติเดิมที่ 155 ตันในปี 2556 ขณะที่อินเดีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ต่างเพิ่มสัดส่วนการลงทุนทองคำอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
2.แรงซื้อจากนักลงทุนฝั่งเอเชีย ถือสัญญาณที่น่าสนใจที่สุดในรอบปี นักลงทุนเอเชียยังเดินหน้าซื้อ “Physical Gold” อย่างต่อเนื่อง แม้ว่านักลงทุนในสหรัฐฯ เริ่มลดการถือครอง ETF ทองออกในเดือนมีนาคม จนมากกว่าเงินที่ไหลเข้าในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ทั้งหมด
ภาพดังกล่าวสะท้อน “Structural Turning Point” ของตลาดทองคำโลก หลังเริ่มเห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างพฤติกรรมของนักลงทุนฝั่งตะวันตกและเอเชีย คาดว่าเป็นสัญญาณถึงแนวโน้มระยะยาวของ gold price กำลังเปลี่ยนไป เนื่องจากนักลงทุนฝั่งตะวันตกมีมุมมองด้านต้นทุนค่าเสียโอกาสการถือครองทองคำเมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง
แต่นักลงทุนเอเชียมองต่างโดยสิ้นเชิงว่าทองคำไม่ได้ทำหน้าที่แค่ป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ แต่เป็น safe haven สินทรัพย์ปลอดภัยและเครื่องมือกระจายความเสี่ยงจากค่าเงินและความผันผวนของตลาดการเงิน ซึ่งเป็นแนวคิดที่อยู่ในวัฒนธรรมเอเชียมาหลายร้อยปีและไม่ได้เปลี่ยนตามดอกเบี้ย
จับตาทิศทางระยะยาว
3.ทิศทางระยะยาวยังไปต่อ ราคาทองคำล่าสุด (วันที่ 8 พ.ค. 2569) พยายามทรงตัวอยู่บริเวณ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลายสถาบันการเงินระดับโลกยังคงมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางราคาทองคำระยะยาว โดย Goldman Sachs ประเมินราคาทองคำปีนี้ที่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ขณะที่ JPMorgan และ BNP Paribas มองกรอบเป้าหมายบริเวณ 6,250-6,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วน Deutsche Bank ประเมินว่าราคาทองคำอาจแตะระดับ 8,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายใน 5 ปีข้างหน้า จากกระแส de-dollarization และการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังดำเนินต่อเนื่อง
แรงซื้อจากธนาคารกลางยังแข็งแกร่ง
“รายงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ราคาทองคำจะเผชิญแรงขายทำกำไรระยะสั้น แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกและนักลงทุนในเอเชียยังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยเฉพาะความต้องการซื้อทองแท่งและทองเหรียญ (Bar & Coin Demand) สะท้อนแนวโน้มการกระจายทุนสำรองระหว่างประเทศออกจากเงินดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก
และแม้ว่าสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกจะเริ่มผ่อนคลาย หรือธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะเข้าสู่วัฏจักรลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า แต่แรงซื้อจากธนาคารกลางและนักลงทุนเอเชียยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว เรามองว่านี่ไม่ใช่เพียงแรงเก็งกำไรระยะสั้น แต่คือการสะสมทองคำ ซึ่งจะกลายเป็นฐานสำคัญที่สนับสนุนทิศทางราคาทองคำในระยะยาว” นางพวรรณ์กล่าว
สอดคล้องกับ ธนาคารกลางจีน (PBOC) ที่ออกมาเปิดเผยว่า ได้อาศัยจังหวะที่ราคาทองตำปรับตัวลงในเดือนเมษายน เพิ่มทองคำเข้าทุนสำรองอีก 260,000 ออนซ์ หรือ 8.1 ตันซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการซื้อรายเดือนในช่วงเดือนต.ค. 2568-ก.พ. 2569 ถึงประมาณ 8.67 เท่า และถือเป็นการถือทองคำสำรองเพิ่มเป็นเดือนที่ 18 ติดต่อกัน
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินบาทแข็งค่า จับตาสัปดาห์หน้า 3 ปัจจัยสำคัญ – ทรัมป์ พบ สี จิ้นผิง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net