โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

สว.จัดเวทีกระทุ้งรัฐบาลเร่งยกเลิก MOU 43-44

The Better

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE BETTER
สว.จัดเวทีหนุนเร่งเลิก MOU 43-44 หลังชี้ปัญหา 5 ด้านร้ายแรง เตือนปล่อยไว้ยิ่งเสียเปรียบ–กระทบผลประโยชน์ชาติระยะยาว แนะรัฐบาล เร่งเดินหน้าแนวทางใหม่ 

ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาวิชาการในหัวข้อ “MOU 2543 และ MOU 2544 : มองอดีต ประเมินปัจจุบัน มุ่งสู่อนาคตของประเทศไทย” จัดโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 วุฒิสภา เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้อง 400 คนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมีนายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

นายนพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย - กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวว่าแม้คณะกรรมาธิการฯได้มีมติเอกฉันท์เสนอให้ยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ไปแล้ว แต่การจัดสัมมนาครั้งนี้เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มีผลต่อปัญหาเขตแดนไทย–กัมพูชา ทั้งในแง่ของอาณาเขตทางบกที่มีความยาวตลอดแนวกว่า 798 กิโลเมตร และในแง่ของอาณาเขตทางทะเลที่มีพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย เพื่อรับฟังจากทุกฝ่ายอย่างรอบครอบรอบด้านอย่างครบถ้วน ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาทำให้เราสูญเสียทั้งทหารและประชาชนไปจำนวนมาก ซึ่งไม่อยากให้ “ตายฟรี” โดยการสัมมนาครั้งนี้ยึดถือผลประโยชน์ประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญสูงสุด

นายคำนูณ สิทธิสมาน กรรมาธิการวิสามัญฯ วุฒิสภา ยืนยันต้องยกเลิก MOU 43-44 ด้วยเหตุอาจเข้าข่ายเป็นหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่ออธิปไตยหรือเขตแดน แต่ไม่ได้เป็นมติ ครม. และไม่ได้ผ่านกระบวนการให้ความเห็นชอบจากรัฐสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด 2.ขัดต่อหลักการปกป้องอธิปไตยของไทย เพราะมีเงื่อนไขบางประการใน MOU อาจเปิดช่องให้ไทยเสียเปรียบในการยืนยันสิทธิ์เหนือพื้นที่ทับซ้อน หรือกระทบต่อเขตแดนในระยะยาว 3.ขัดต่อแนวทางการใช้แผนที่และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของไทย
ซึ่งแนวทางตาม MOU อาจไม่สอดคล้องกับหลักฐานหรือแนวเขตที่ไทยยึดถือมาเดิม โดยเฉพาะประเด็นแผนที่ และ 4.ขัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติในภาพรวม MOU อาจทำให้การเจรจาในอนาคตเสียเปรียบ หรือจำกัดอำนาจต่อรองของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนกับกัมพูชา

“จากปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่สะสมมากว่า 26 ปีแล้ว ผมเห็นว่า MOU 43-44 เสมือนซากศพที่เน่าเหม็น และรัฐบาลปัจจุบันก็ทราบปัญหาทุกอย่างแล้ว หากยังไม่เร่งรีบแก้ไข และยังกอด MOU เอาไว้ ก็มีความเสี่ยงต่อความเสียหายของประเทศชาติในระยะยาว” นายคำนูณกล่าวย้ำ

นายสุวันชัย แสงสุขเอี่ยม ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ วุฒิสภา กล่าวสนับสนุนให้ยกเลิก MOU 2543 เพราะมีปัญหา 6 ด้านคือ 1. MOU ไม่ผ่านกระบวนการตามรัฐธรรมนูญอย่างครบถ้วน เพราะเป็นข้อตกลงที่มีผลกระทบต่อเขตแดนหรืออธิปไตย แต่ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา จึงมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย 2.กระทบอธิปไตยและสิทธิในพื้นที่ทับซ้อน โดยเนื้อหาใน MOU อาจทำให้ไทยเสียเปรียบในการอ้างสิทธิ์ หรือเปิดช่องให้ตีความในทางที่กระทบต่อเขตแดน 3.การอ้างอิงแผนที่และแนวเขตอาจไม่สอดคล้องผลประโยชน์ไทย MOU ไม่สอดคล้องกับหลักฐานหรือแนวเขตที่ไทยยึดถือมาแต่เดิม 4.กระทบอำนาจต่อรองของไทยในระยะยาว การคง MOU ไว้อาจทำให้กรอบการเจรจาถูกจำกัด และเสียเปรียบในการแก้ไขปัญหาชายแดนในอนาคต 5.ศาลโลกไม่ได้ให้การรับรองอัตราส่วนแผนที่เรื่องเขตแดนที่ขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และ 6.ไม่มีความคืบหน้าการเจรจาและและกัมพูชาไม่มีความจริงใจ

พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ กรรมาธิการวิสามัญฯ วุฒิสภา เสนอให้ยกเลิก MOU 2544 ว่าด้วยกรอบความร่วมมือด้านเขตแดนทางทะเล ไทย–กัมพูชา เนื่องจาก 1.เงื่อนไขใน MOU กระทบอธิปไตยทางทะเลของไทย เปิดช่องให้ไทยเสียเปรียบในการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ทางทะเล โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อน 2.กรอบ MOU จำกัดท่าทีการเจรจาของไทย การคง MOU ไว้ทำให้ไทยต้องผูกพันกับกรอบเดิม ซึ่งอาจไม่เอื้อต่อการปรับยุทธศาสตร์หรือเพิ่มอำนาจต่อรองในอนาคต 3.ความไม่ชัดเจนของแนวเขตและหลักฐานอ้างอิง การกำหนดแนวทางตาม MOU ยังมีความคลุมเครือ และอาจไม่สอดคล้องกับหลักฐานหรือแนวเขตที่ไทยยึดถือ 4.ผลประโยชน์ด้านทรัพยากรทางทะเล ซึ่งพื้นที่ที่เกี่ยวข้องมีทรัพยากรสำคัญ เช่น พลังงาน การยึดตาม MOU อาจทำให้ไทยเสียเปรียบในเชิงผลประโยชน์ระยะยาว

นอ.สมาน ได้รายรัมย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ วุฒิสภา สนับสนุนให้ยกเลิก MOU 2544 โดยหยิบยกประเด็นที่ไทยและกัมพูชาเป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ซึ่งมีสาระสำคัญคือเมื่อทั้งสองประเทศเป็นภาคี UNCLOS อยู่แล้ว การกำหนดสิทธิทางทะเลและเขตแดนควรอ้างอิงหลักเกณฑ์สากลตามอนุสัญญานี้เป็นหลัก ซึ่งกังวลว่า “กรอบ MOU 2543” อาจมีเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้การตีความหรือการเจรจาในอนาคต “เบี่ยงเบน” หรือไม่สอดคล้องกับหลัก UNCLOS หากยังคง MOU ไว้ อาจทำให้ไทยถูกผูกพันด้วยกรอบทวิภาคีที่ “จำกัด” การใช้สิทธิหรือแนวทางตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้การยกเลิก MOU จะเปิดทางให้ไทยกลับไปใช้กลไกตาม UNCLOS ได้อย่างเต็มที่ และเพิ่มความชัดเจนในการอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง โดยแก่นของข้อเสนอคือ “ไม่ควรให้ข้อตกลงทวิภาคี (MOU) อยู่เหนือหรือจำกัดการใช้สิทธิตามกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ” ซึ่งเป็นมุมมองหนึ่งในที่ประชุม ขณะที่อีกฝ่ายยังเห็นว่า MOU เป็นเพียงกรอบช่วยให้การเจรจาเป็นไปอย่างสันติ ไม่ได้ตัดสิทธิภายใต้ UNCLOS แต่อย่างใด

ทั้งนี้ เวทีสัมมนาเห็นตรงกันว่า แนวทางการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 44 นั้น ประเทศไทยสามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียวได้ ตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (VCLT) เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง ทั้งการสร้างอาคารสูงบริเวณชายแดน การวางทุ่นระเบิด และการใช้อาวุธสงครามทำร้ายประชาชนไทย โดยไทยจะต้องแจ้งให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน ทั้งนี้ภายหลังการยกเลิก ไทยและกัมพูชายังคงสามารถใช้กลไกสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ.904 และ 1907 รวมถึงข้อตกลงความร่วมมือชายแดนปี 2538 ในการระงับข้อพิพาทได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย - กัมพูชา วุฒิสภา มีมติเป็นเอกฉันท์เสนอให้ยกเลิก MOU 2543 ภายหลังการศึกษารอบด้าน ทั้งการประชุมกว่า 20 ครั้ง การลงพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา และการรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคงและกระทรวงการต่างประเทศ โดยเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวมีข้อบกพร่องเชิงโครงสร้างและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ประเด็นสำคัญคือ ข้อกำหนดใน MOU มีปัญหาเรื่องแผนที่ โดยการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชา ขัดกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ส่งผลให้การปักปันเขตแดนมีความคลาดเคลื่อน อีกทั้งกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ก็ไม่มีอำนาจเพียงพอในการจัดการปัญหาการรุกล้ำพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลด้านความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก MOU 2543 ไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ทั้งที่อาจกระทบต่ออาณาเขตของประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ.1993 กำหนดให้ใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ทำให้ผลลัพธ์จาก MOU มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการยอมรับจากฝ่ายกัมพูชา อีกปัจจัยคือความล่าช้าในการดำเนินการ โดยตลอดระยะเวลากว่า 26 ปี การสำรวจคืบหน้าเพียงประมาณร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรก สะท้อนถึงข้อจำกัดของกลไกเดิมที่ไม่สามารถขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุดท้าย สถานการณ์ชายแดนที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเหตุปะทะในปี 2568 และพฤติกรรมของกัมพูชาที่ถูกมองว่าไม่รักษาข้อตกลง ยั่วยุ และเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือน ทำให้ MOU 2543 ถูกมองว่าไม่รัดกุมเพียงพอในการรับมือ จึงมีข้อเสนอให้ยกเลิกเพื่อเปิดทางสู่แนวทางใหม่ที่เหมาะสมกว่า

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญวุฒิสภา มีมติเอกฉันท์เสนอให้ “ยกเลิก MOU 2544” โดยเห็นว่ากรอบข้อตกลงดังกล่าวไม่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาเขตแดนทางทะเล และอาจกระทบต่ออธิปไตยของไทยในระยะยาว ประเด็นสำคัญคือ ไทยเห็นว่าเส้นเขตไหล่ทวีปของกัมพูชา (พ.ศ. 2515) เป็นการละเมิดสิทธิอธิปไตย จึงไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นฐานในการเจรจา อีกทั้งกัมพูชายังแสดงท่าทีชัดเจนมาโดยตลอดว่าไม่ยอมเจรจาต่อรองในประเด็นนี้ และไม่ปฏิบัติตามกรอบ MOU อย่างจริงจัง อีกทั้งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การเจรจาแทบไม่มีความคืบหน้า แตกต่างจากกรณีของไทยกับประเทศอื่น เช่น เวียดนามหรือมาเลเซีย สะท้อนว่า MOU 2544 ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้จริง ขณะเดียวกันกัมพูชายังอ้างสิทธิครอบคลุมพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับเกาะกูดของไทย ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในการแก้ปัญหาร่วมกัน อีกทั้งโครงสร้างของ MOU ที่ผูกการเจรจา “แบ่งเขตแดน” กับ “การแบ่งผลประโยชน์” เข้าด้วยกัน ทำให้การเจรจาไม่สามารถเดินหน้าได้ และกลายเป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้าง สุดท้าย คณะกรรมาธิการเห็นว่า MOU 2544 ไม่อาจถือเป็นข้อตกลงชั่วคราวตามหลักกฎหมายทะเลได้อีกต่อไป แต่กลับกลายเป็น “ทางตัน” ประกอบกับปัจจัยทางการเมืองและพฤติกรรมของกัมพูชาที่ถูกมองว่าไม่จริงใจ ยิ่งทำให้บรรยากาศการเจรจาไม่เอื้อต่อความสำเร็จ จึงเสนอให้ยกเลิกเพื่อเปิดทางเลือกใหม่ในการแก้ไขปัญหา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...