กูรู ชำแหละ 'ราคาน้ำมันดีเซล' ไทยบิดเบือน หนุนผิดจุด-เอื้อรถหรู
ประเด็นโครงสร้างราคาพลังงานของไทย โดยเฉพาะ “น้ำมันดีเซล” ยังคงเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวาง ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า นโยบายอุดหนุนในปัจจุบันกำลังช่วยคนที่ควรช่วยจริงหรือไม่ หรือกลับสร้างความบิดเบือนในระบบเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากสถิติล่าสุดจากกรมการขนส่งทางบก ณ วันที่ 31 มกราคม 2569 ชี้ชัดว่ามี รถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ใช้ดีเซลรวมกันแล้วเกือบ 4.25 ล้านคัน ซึ่งล้วนได้รับประโยชน์จากราคาดีเซลที่ถูกตรึงไว้ต่ำกว่าราคาตลาดโลก
นายภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและนักขุดเจาะน้ำมันระดับโลก ให้ข้อมูลว่าโดยหลักการพื้นฐานของอุตสาหกรรม “น้ำมันดีเซล” ควรมีราคาสูงกว่า “เบนซิน” เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความหนาแน่นพลังงานสูงกว่า และผ่านกระบวนการกลั่นที่ซับซ้อนกว่า
อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทย กลไกราคากลับสวนทางกับธรรมชาติ เนื่องจากรัฐใช้นโยบายอุดหนุนดีเซลมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเหตุผลหลักเพื่อช่วยเหลือภาคเกษตรกรรมและภาคขนส่ง ส่งผลให้ราคาดีเซลถูกกว่าที่ควรจะเป็น
“เราเอาภาษีจากคนใช้เบนซินไปอุดหนุนคนใช้ดีเซล เพราะมองว่ารถเบนซินคือคนรวย แต่ในความเป็นจริง วันนี้รถดีเซลจำนวนมากกลับเป็นรถหรูราคาหลายล้านบาท” นายภาณุรัชกล่าว
สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นก็คือผลลัพธ์ของนโยบายดังกล่าว ที่ทำให้เกิดการบิดเบือนเชิงโครงสร้างในหลายมิติ โดยเฉพาะพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปเลือกใช้รถยนต์ดีเซลมากขึ้น ไม่ใช่เพราะความจำเป็นเชิงเทคนิค แต่เพราะต้นทุนเชื้อเพลิงต่ำกว่าความเป็นจริง
ดีเซลถูกเกินจริง คนก็แห่ใช้
ผู้เชี่ยวชาญอธิบายต่อว่า เมื่อราคาดีเซลต่ำผิดปกติ ส่งผลให้รถกระบะและรถยนต์ดีเซลได้รับความนิยมสูง แม้ในกลุ่มที่ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้งานเชิงพาณิชย์ เช่น การบรรทุกหรือเกษตรกรรม ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้มีรายได้สูงที่ใช้รถยนต์ดีเซลระดับพรีเมียม กลับได้รับอานิสงส์จากการอุดหนุน ไปด้วยโดยปริยาย
“รถหรูดีเซลก็เติมน้ำมันอุดหนุนได้เหมือนกัน กลายเป็นรัฐอัดเงินให้คนที่ไม่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ” นายภาณุรัชกล่าว
นายภาณุรัชระบุว่า หากเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา หรือยุโรป จะพบว่าโครงสร้างราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาด โดยดีเซลมักมีราคาสูงกว่าเบนซินอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ในหลายประเทศ ภาคขนส่งเริ่มปรับตัวไปใช้พลังงานทางเลือก เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มากขึ้น เมื่อราคาพลังงานฟอสซิลสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
“ภาษี” เครื่องมือรัฐ สะท้อนเจตนาเชิงนโยบาย
ในด้านภาษี นายภาณุรัชระบุว่า ภาษีสรรพสามิตของไทยเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่กำหนดราคาน้ำมันในระดับหลายบาทต่อลิตร แต่หากเปรียบเทียบกับประเทศยุโรป เช่น นอร์เวย์ หรือประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ จะพบว่ามีการจัดเก็บภาษีในอัตราที่สูงกว่ามาก โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการลดการใช้พลังงานฟอสซิล และส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะ
ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ ก็ใช้ภาษีและมาตรการด้านราคาเพื่อควบคุมจำนวนรถยนต์ และผลักดันให้ประชาชนหันไปใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยผู้เชี่ยวชาญมองว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันเพื่อสะท้อนต้นทุนจริง ไม่สามารถทำได้ง่าย เนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่งสาธารณะยังไม่ครอบคลุม รถยนต์ไฟฟ้ายังไม่แพร่หลาย คนจำนวนมากจึงไม่มีทางเลือกนอกจากใช้น้ำมัน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การปรับราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และกลายเป็นแรงกดดันทางสังคมและการเมือง
อุดหนุน “เฉพาะกลุ่ม” แทน “อุดหนุนทั้งระบบ”
สำหรับแนวทางแก้ไข นายภาณุรัชมองว่า รัฐควรเปลี่ยนจากการอุดหนุนราคาน้ำมันทั้งระบบ มาเป็น “การอุดหนุนแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย” (targeted subsidy) เช่น เกษตรกร ชาวประมง หรือผู้ประกอบการขนส่ง
รูปแบบอาจเป็นบัตรเฉพาะกลุ่ม ระบบโควตา หรือสถานีบริการเฉพาะกิจ เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงผู้ที่จำเป็นจริง ขณะเดียวกันต้องค่อยๆปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในภาพรวม แม้จะยอมรับว่าระบบดังกล่าวอาจมีความเสี่ยงเรื่องการรั่วไหลหรือทุจริต แต่มองว่าไม่ควรใช้ข้ออ้างนี้เพื่อคงระบบที่บิดเบือนทั้งโครงสร้าง
อีกประเด็นที่น่ากังวล คือการอุดหนุนดีเซลในระยะยาว อาจเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก เช่น เครื่องจักรการเกษตรไฟฟ้า หรือระบบขนส่งพลังงานสะอาด เพราะถ้าราคาน้ำมันไม่สะท้อนความจริง คนก็ไม่คิดจะเปลี่ยน เทคโนโลยีก็ไม่เกิด ดังนั้นปัญหาไม่ได้อยู่ที่การช่วยเหลือประชาชน แต่คือวิธีการช่วย ที่ต้องแม่นยำและไม่สร้างภาระบิดเบือนต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม