โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (เจ้าฟ้าพร) ผู้ปราบปรามความไม่สงบ-ฟื้นฟูพุทธศาสนา

Khaosod

อัพเดต 30 ต.ค. 2566 เวลา 10.14 น. • เผยแพร่ 30 ต.ค. 2566 เวลา 10.14 น.

ประวัติ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (เจ้าฟ้าพร) ผู้ปราบปรามความไม่สงบ-ฟื้นฟูพุทธศาสนา ยุครุ่งเรืองยุคสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา ก่อนอาณาจักรล่มสลาย ใน พรหมลิขิต

วันนี้ (30 ต.ค. 66) เรียกได้ว่าดำเนินเรื่องอย่างเข้มข้น สำหรับละครฟอร์มยักษ์"พรหมลิขิต" ภาคต่อจาก 'บุพเพสันนิวาส' ที่ดัดแปลงจากบทประพันธ์ของ รอมแพง ในภาคนี้นอกจากสีสันความสนุก และความฟินจากพระ-นางแล้ว ก็ยังคงสอดแทรกประวัติศาสตร์สำคัญในอดีตอีกด้วย

โดยอีกหนึ่งตัวละครสำคัญ ซึ่งมีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ นั่นก็คือ "สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ" หรือ เจ้าฟ้าพร รับบทโดย 'อ้วน-เด่นคุณ งามเนตร'

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (เจ้าฟ้าพร) รับบทโดย เด่นคุณ งามเนตร

ภาพประกอบ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (เจ้าฟ้าพร) รับบทโดย เด่นคุณ งามเนตร

ประวัติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (เจ้าฟ้าพร)

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หรือสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชที่ 2 (พ.ศ. 2223 – 7 เมษายน พ.ศ. 2302) เป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 31 แห่งอาณาจักรอยุธยา และเป็นพระองค์ที่ 4 ในราชวงศ์บ้านพลูหลวง

เรียกกันอย่างสามัญชนว่า ขุนหลวงบรมโกษฐ หรือ พระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกษฐ รัชสมัยของพระองค์เป็นยุครุ่งเรืองยุคสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยาก่อนที่อาณาจักรจะล่มสลายหลังจากพระองค์เสด็จสวรรคต 9 ปี

"25 ปีในรัชสมัยของพระองค์มีความสำคัญคือ

เป็นยุคสงบสุขยุคสุดท้ายของอยุธยา

เป็นยุคที่งานวรรณกรรม ศิลปกรรม เฟื่องฟู"

ก่อนครองราชย์

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีพระนามเดิมว่า'เจ้าฟ้าพร' เสด็จพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ. 2223 ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ)

มีพระเชษฐาคือเจ้าฟ้าเพชร พระองค์ได้รับการสถาปนาเป็นพระบัณฑูรน้อยในรัชสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 และเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 (พระเจ้าท้ายสระ)

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

ภาพประกอบ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

ปราบดาภิเษก

ภายหลังการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 ได้เกิดการสู้รบกันระหว่างพระองค์กับพระราชโอรสของพระเจ้าท้ายสระคือ 'เจ้าฟ้าอภัย' และ 'เจ้าฟ้าปรเมศร์'

อันเนื่องมาจากพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศในขณะนั้นทรงดำรงพระอิสริยยศที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคล มีสิทธิที่จะขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อพระเชษฐาอย่างถูกต้อง แต่เมื่อพระเจ้าท้ายสระใกล้สวรรคตกลับตัดสินพระทัยยกราชสมบัติให้แก่เจ้าฟ้านเรนทร พระราชโอรสพระองค์ใหญ่

แต่เจ้าฟ้านเรนทรไม่รับสืบราชสมบัติเพราะเห็นว่ามีกรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งสมควรได้สืบราชสมบัติมากกว่า พระเจ้าท้ายสระจึงยกราชสมบัติให้แก่เจ้าฟ้าอภัย (พระราชโอรสองค์รอง) เป็นเหตุให้เกิดการต่อสู้แย่งชิงราชบัลลังก์จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง กินระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี

คำให้การชาวกรุงเก่า ระบุว่าภายหลังเหตุการณ์สงบแล้ว กรมพระราชวังบวรสถานมงคลจึงได้ขึ้นครองราชย์เฉลิมพระนามว่าพระมหาธรรมราชา (แต่ในบัญชีพระนามเจ้านายว่าพระเจ้าบรมราชา) และสำเร็จโทษเจ้าฟ้าอภัย และ เจ้าฟ้าปรเมศร์

พระอุปนิสัย

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม จากต้นฉบับของบริติชมิวเซียม กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีพระกมลสันดานต่างกันกับพระบรมพระบิดา (สมเด็จพระเจ้าสุริเยนทราธิบดี) และพระเชษฐาธิราช (สมเด็จพระที่นั่งท้ายสระ)

โดย เป็นพระมหากษัตริย์ที่ 'ละเว้นการปาณาติบาต' หรือ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทรงประพฤติกุศลสุจริตธรรม สมณพราหมณาประชาราษฎร

ระหว่างครองราชย์

ระหว่างที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศครองราชย์ เกิดเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมาย อาทิ เสด็จประพาสล้อมช้าง ณ เมืองลพบุรี, กบฏจีนนายก่าย (พ.ศ. 2277), พระราชโอรสแย่งชิงราชสมบัติ, กรุงกัมพูชานำช้างเผือกมาถวาย, เสด็จสมโภชพระพุทธชินราช เมืองพิษณุโลก,การเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงอังวะ และ ส่งสมณทูตฟื้นฟูศาสนาพุทธ ณ กรุงลังกา

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (เจ้าฟ้าพร) รับบทโดย เด่นคุณ งามเนตร

ภาพประกอบ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ (เจ้าฟ้าพร) รับบทโดย เด่นคุณ งามเนตร

พระราชกรณียกิจ

ด้านการเมืองการปกครอง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองและพระศาสนาจนกล่าวได้ว่ากรุงศรีอยุธยาในสมัยพระองค์นั้น สมัยรัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์เรียกว่าเป็น ยุคบ้านเมืองดี

มีขุนนางคนสำคัญที่เติบโตในเวลาต่อมา ในรัชกาลของพระองค์หลายคน เช่น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นต้น

ในทางด้านวรรณคดี ก็มีกวีคนสำคัญ เช่น เจ้าฟ้าธรรมธิเบศไชยเชษฐ์สุริยวงศ์ เจ้าฟ้ากุณฑล และเจ้าฟ้ามงกุฎ ซึ่งเป็นพระราชโอรสและพระราชธิดา เป็นต้น

ทว่าการเมืองภายในกรุงศรีอยุธยารัชสมัยพระองค์ก็ยังมีความขัดแย้งสูงมาก ไม่สามารถควบคุมการแสวงหาผลประโยชน์ของขุนนางได้มากนัก ด้วยสาเหตุการขยายตัวด้านการค้าและเงินตราที่มุ่งแต่ “…จเอาแต่เงินเป็นอนาประโยชน์เอง”

นอกจากนี้การขึ้นครองราชย์ของพระองค์ก็ล้วนมีขุนนางให้ความช่วยเหลือ พระองค์จึงทรงประนีประนอมผลประโยชน์ และอำนาจระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับขุนนางให้เกิดความสงบสุข

ด้านศิลปวัฒนธรรม

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงมีพระจริยวัตรโอบอ้อมอารี ทรงพระราชศรัทธาเลื่อมใส และถือวัตรปฏิบัติตามแนวพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง

ตลอดรัชกาลพระองค์ทรงใส่พระทัยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองจนเป็นที่ยอมรับของประเทศที่นับถือศาสนาพุทธด้วยกัน พระองค์ทรงได้รับสมัญญาว่าเป็นพระธรรมราชา อีกทั้งยังทรงสร้างปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่างๆ อย่างประณีต

วัดที่สร้างปฏิสังขรณ์ในรัชกาล อาทิ

  • วัดพระศรีสรรเพชญ์
  • วัดพระราม ป
  • พระเจดีย์ภูเขาทองและพระอารามวัดภูเขาทอง (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)
  • วัดกุฎีดาว
  • วัดจันทร์สุวรรณโพธิธาราม (วัดแลง) จังหวัดระยอง
  • วัดศรีโพธิ์ (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)

ยิ่งไปกว่านั้นจิตรกรรมในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนับว่าเป็นศิลปกรรมยุคที่ 4 ที่เจริญรุ่งเรืองสูงสุดในสมัยอยุธยาตอนปลาย

รัชกาลพระองค์ทรงทำนุบำรุงบทกวีและวรรณคดีให้เจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงเป็นองค์อุปถัมภ์วรรณคดีตลอดระยะเวลาที่ครองราชย์ มีงานนิพนธ์ทุกชนิดโดยเฉพาะกลอน ทั้งกลอนกลบทและกลอนบทละคร เชื่อว่าถือกำเนิดขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

วรรณกรรมชิ้นเอกที่เป็นที่รู้จักในรัชกาลพระองค์ อาทิ

  • โคลงชะลอพระพุทธไสยาสน์ พ.ศ. 2270 วัดป่าโมก จังหวัดอ่างทอง
  • โคลงประดิษฐ์พระร่วง (ปรดิดพระร่วง)
  • โคลงพาลีสอนน้อง
  • โคลงราชสวัสดิ์
  • โคลงทศรถสอนพระราม
  • โคลงราชานุวัตร
  • จินดามณีฉบับพระเจ้าบรมโกศ
  • อิเหนา
  • กาพย์ห่อโคลงนิราศประพาสธารทองแดง
  • กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก
  • กาพย์ห่อโคลงนิราศพระบาท

การสวรรคต

เมื่อ พ.ศ. 2293 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศมีพระชนมายุ 71 พรรษา (บ้างว่า 70 พรรษา) ก่อนถึงพระวาระสุดท้ายนั้น เกิดเหตุอัศจรรย์หลายอย่างเป็นลางบอกเหตุ

จนกระทั่งถึงเวลาค่ำปฐมยามเศษ (ราว 18.00 น.) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงเสด็จสวรรคตเมื่อวันพุธที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2301 สิริพระชนมายุ 78 พรรษา พระองค์อยู่ในราชสมบัติรวม 26 พรรษาถ้วน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...