โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง [นิยายแปล]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 18 ก.ย 2566 เวลา 04.20 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2566 เวลา 04.20 น. • Ink Stone
เมื่อเจียวเหนียงคนใหม่ในฐานะหมอเทวดา กลับมายังบ้านตระกูลเฉิงคราวนี้ คือเพื่อตามหาความทรงจำที่แท้จริงของตัวเอง… ไม่ได้มาเป็นเหยื่อให้ใครกลั่นแกล้ง!

ข้อมูลเบื้องต้น

พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง [นิยายแปล]

'เฉิงเจียวเหนียงก็เป็นแค่เด็กสติไม่สมประกอบคนหนึ่งไม่ใช่หรือ แต่เหตุใดนางถึงได้รู้ว่าตัวเองไม่ใช่เฉิงเจียวเหนียง?'
ภาพความทรงจำประหลาดมากมายปรากฏขึ้นมาในหัวของเด็กสาวคนหนึ่ง…
ภาพของเฉิงเจียวเหนียง คุณหนูที่ถูกทอดทิ้งอยู่ในวัดเต๋า แต่จู่ๆ กลับมีเหตุการณ์ฟ้าผ่าครั้งใหญ่ใจกลางวัดจนทำให้นางสลบไป
เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งพบว่าแม้ร่างกายจะหายดีเป็นปกติ แต่ความทรงจำของนางกลับหายไปหมดสิ้น
นางจึงตัดสินใจกลับมายังบ้านตระกูลเฉิงเพื่อตามหาความทรงจำที่แท้จริงของตัวเอง
และระหว่างทางกลับบ้าน นางก็ค้นพบความสามารถพิเศษในการรักษาคน
กระทั่งใช้ทักษะนี้ รักษาคนไข้จนเลี้ยงตัวเองได้และกลายเป็นที่เลื่องลือในฐานะ 'หมอเทวดา'
ทว่าทันทีที่คนในตระกูลทราบข่าวการกลับมาของนาง พวกเขากลับมิได้ยินดีแม้แต่น้อย
…แต่ถึงอย่างไร ก็อย่าหวังว่านางจะเป็นเหยื่อให้ใครกลั่นแกล้งเหมือนเมื่อก่อน!
และหากจะมีศึกใดที่น่าตื่นใจ… สำหรับนางแล้วก็เห็นจะเป็นศึกในบ้านตระกูลเฉิงหลังนี้นี่แหละ!

เมื่อเจียวเหนียงคนใหม่ในฐานะหมอเทวดา กลับมายังบ้านตระกูลเฉิงคราวนี้ คือเพื่อตามหาความทรงจำที่แท้จริงของตัวเอง… ไม่ได้มาเป็นเหยื่อให้ใครกลั่นแกล้ง!

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : China Literature
เรื่อง : พลิกชะตา หมอเทวดาอันดับหนึ่ง
ผู้เขียน : ซีสิง
ผู้แปล : Thunderbird Translators
ปก : Reine_beammer
---
[娇娘医经] / [希行]
© 2021 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.
Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.

ตอนที่ 1 คืนพิศวง

เมื่อยามกรับไม้เคาะครั้งที่สาม คนหน้าศาลาไหว้ศพยิ่งน้อยลง

สองสาวใช้จามเพราะฟืนที่ถูกโยนเข้าไปในกองไฟ

“ท่านพี่เจ้าคะ พวกเราไปงีบกันสักหน่อยเถอะ” สาวใช้คนหนึ่งกล่าว

“ไม่ดีหรอก ถ้าไปกันหมด ก็ไม่มีใครเฝ้าศพฮูหยินน้อยน่ะสิ” สาวใช้อีกคนพูดด้วยความลังเล

สาวใช้ที่เอ่ยชวนเบะปาก

“ใครใช้ให้ฮูหยินน้อยตายเร็วล่ะ คุณหนูเล็กเพิ่งคลอดออกมาตัวเล็กนิดเดียว ร้องไห้เป็นก็เก่งแล้ว คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องความกตัญญู ดูแลพ่อแม่แล้วล่ะ” สาวใช้คนนั้นกล่าวพร้อมกับดึงสาวใช้อีกคน “ไปเถอะๆ เดี๋ยวก็กลับมาอยู่ดี ท่านชายใหญ่ยังไม่สนใจเลยแล้วพวกเราจะกลัวอะไร”

สาวใช้คนนั้นลุกขึ้นตาม แล้วทั้งสองคนเดินไปคุยไป

“ก็อย่างว่าแหละนะอะไรดีก็สู้สุขภาพดีไม่ได้ ตายเร็วแบบนี้ หาอะไรมาได้ก็ต้องยกให้คนอื่นหมด… ”

ลมยามค่ำคืนพัดเข้ามากระทบกับกระดาษเงินกระดาษทองที่ห้อยระโยงระยางจนเกิดเสียงซ่าๆ ศาลาไหว้ศพสีขาวดุจหิมะก็ว่างเปล่าและเงียบเหงายิ่งกว่าเดิม

กระดาษใบสุดท้ายที่ถูกเผาในเตาไฟหน้าโลงศพที่ยังไม่ได้ทาสี บัดนี้กลายเป็นเถ้าถ่านล่องลอย ธูปสามดอกที่จุดไว้ก็ไหม้จนเกือบจะหมดดอก

เงาดำเล็กๆ ของร่างคนวิ่งเข้ามาจากข้างนอก เงามืดนั้นเล็กเสียจนสูงไม่ถึงขาโต๊ะเสียด้วยซ้ำ หากจะมอง

โลงศพตรงหน้ายังต้องเงยหน้าขึ้นถึงจะมองเห็น

นั่นคือเด็กหญิงอายุราวสามสี่ขวบ ดวงตากลมโต ใบหน้ารูปไข่ ผิวอมชพมู เพียงแต่เสื้อคลุมบนร่างนั้นถูกสวมอย่างหลุดลุ่ย เส้นผมก็ปล่อยสยาย

เด็กน้อยมองดูโลงศพที่ยังไม่ได้ปิดฝา เดินเข้าใกล้อย่างช้าๆ ก่อนจะจับเก้าอี้ข้างโลงศพและปีนขึ้นไป หลังจากล้มเหลวอยู่สองสามครั้ง ในที่สุดเด็กหญิงก็จับขอบโลงศพไว้แล้วค่อยๆ ยืนขึ้นและมองเข้าไปข้างใน

ภายใต้แสงเทียนสีขาวที่ส่องสว่างศาลาไหว้ศพ ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งนอนอย่างสงบอยู่ในโลง

ใบหน้ากลมถูกทาด้วยแป้งยิ่งดูขาวนวล จมูกเป็นสันโด่ง ริมฝีปากสีแดงเรื่อ หน้าผากกว้าง คิ้วเรียวยาว ผมดำเงางามด้วยปิ่นปักเก้าปีกประดับลูกปัดทอง ผ้าไหมหวินจินสีน้ำเงินเข้มปักลายปราณีต ลำคอมีไข่มุกหลากสีที่คล้องไว้ถึงสามรอบ ส่องประกายแวววาวสะดุดภายใต้แสงเทียน

เด็กน้อยยื่นมือเข้าไป

“ท่านแม่ ท่านแม่ตื่น อุ้มๆ” เด็กน้อยร้องอย่างงอแง

แขนป้อมยืดอยู่ที่ขอบโลงศพก็ลำบากมากแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าหากต้องการจะเอื้อมไปถึงคนข้างในนั้นจะลำบากขนาดไหน

เด็กหญิงเขย่งเท้าขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า

เสียงเจี๊ยวจ๊าวของนางทำลายความสงบในศาลา

เด็กหญิงหันหลังกลับ ก็มองเห็นสาวใช้สองคนนั้นยืนอยู่หน้าประตูศาลาไหว้ศพ ทั้งสองใบหน้าซีดเผือด มองมาทางตนด้วยความหวาดกลัว

“ท่านแม่เรียกข้าอยู่” เด็กหญิงกล่าวเช่นนั้น ก่อนจะยื่นมือชี้ที่โลงศพเพื่ออธิบายแก่สาวใช้ทั้งสอง

คำพูดของเด็กหญิงทำเอาสาวใช้ทั้งสองสติแตกกระเจิงจนสลบลงไปนอนกับพื้น

เรือนใหญ่แห่งตระกูลจางกินพื้นที่ทั้งถนนเส้นนี้ เสียงครึกโครมจากเรือนดังขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้แสงจันทร์ในคิมหันตฤดูสั่นไหว

บริเวณสุดเขตทิศตะวันตกของเรือนใหญ่ตระกูลจางนั้น มีสวนเล็กๆ อยู่สามสวนซึ่งไม่ได้อยู่ในครอบครองของตระกูลจาง แม่น้ำกลางเมืองไหลตามความคดเคี้ยวผ่านมายังที่แห่งนี้ ส่งผลให้ที่นี่ชุ่มชื้นจนขึ้นตะไคร่เขียวตลอดทั้งปี

เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบดังขึ้นทำลายความสงบของถนนเส้นนี้

เสียงฝีเท้าหยุดลงหน้าเรือนเล็กหลังหนึ่ง หน้าประตูบานแคมมีโคมไฟแขวนอยู่สองดวง ใต้ฟ้ายามราตรีแสงสลัวสีเหลืองนวลจากโคมไฟสาดส่องไปยังคนที่ยืนหยุดอยู่หน้าประตู

มีผู้มาเยือนทั้งหมดสี่คน ชายสองหญิงสอง หนึ่งในหญิงสองคนอุ้มผ้าไหมห่อนึงไว้ในอ้อมอก

ราวกับว่าเร่งฝีเท้าเร็วจนเกินไป พวกเขาหยุดหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยให้ชายผู้หนึ่งจะเดินเข้าไปเคาะประตู

ประตูไม้ใต้แสงไฟทั้งดูเก่าและทรุดโทรม มือของชายผู้นั้นเพิ่งสัมผัสโดนประตู เสียงกุกกักจากประตูก็ดังขึ้น ก่อนประตูจะเปิดออกเอง

ประตูที่เปิดออกเองกลางดึกเช่นนี้ ทำให้ทั้งสี่คนที่ประหม่าอยู่แล้วตกใจยิ่งกว่าเดิม หญิงทั้งสองคนทนไม่ไหวจนต้องก้าวขาถอยหลังออกมา และมองดูประตูที่เปิดออกเพียงครึ่งเดียวด้วยความหวาดกลัว

แสงที่ส่องเพียงครึ่งเดียวยิ่งทำให้เงามืดนั้นน่ากลัวขึ้นไปอีก

“แม่…แม่นางเฉิง…” ชายหนุ่มกล่าวด้วยเสียงสั่น “กลางคืน…ก็ไม่ปิดประตูหรือ…”

เสียงพูดผ่อนคลายความหวาดกลัวของทุกคนลง หญิงที่อุ้มผ้าไหมอยู่สูดหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเดินก้าวไปข้างหน้า

“แม่นางเฉิง…” เธอมองเข้าไปด้านในและตะโกนด้วยเสียงเบาว่า “แม่นางเฉิง…แม่นาง…”

เสียงพูดแผ่วเบาลง เมื่อทุกคนเห็นไฟของโคมในมุมมืดพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ดังก้องออกมา

“พวกเจ้ามาหาหมอรึ ” เสียงหวานของหญิงสาวเอ่ยถามขึ้น

โคมไฟเขยิบเข้ามาใกล้ ทุกคนจึงได้พบว่าหลังโคมนั้นคือหญิงสาวผู้หนึ่ง นางอยู่ในเสื้อสีเหลืองขนห่าน ดวงตาดุจหงส์ จมูกโด่ง ปากแดง ใต้ริมฝีปากมีไฝเสน่ห์ งดงามสมกับสาวแรกแย้ม

ความมึดมิดอันน่าสะพรึงกลัวหายไปในพริบตา ทั้งสี่คนที่ยืนอยู่ด้านนอกหัวใจหล่นวูบ

“ใช่แล้วๆ ขออภัยที่รบกวนแม่นางเสียดึกดื่น คุณหนูของข้าอาการไม่สู้ดีนัก…” หญิงที่อุ้มผ้าอยู่รีบเดินก้าวขึ้นมา ก่อนจะรีบเปิดห่อผ้าออก

ปรากฏเป็นร่างของทารกน้อยคนหนึ่งกำลังนอนหลับอย่างสบายอยู่บนบ่าของนาง

เด็กสาวในเสื้อสีเหลืองขนห่านขยับตัวเข้าไปดูและพยักหน้า

“ได้สิ งั้นตามข้ามา” นางเอ่ย

ทั้งสี่คนรีบเดินตามเข้าไป แต่กลับถูกหญิงสาวเสื้อสีเหลืองขนห่านห้ามไว้

“ให้นางพาเด็กเข้ามาคนเดียวก็พอ” นางกล่าว

ชายสองคนกับหญิงอีกคนหยุดฝีเท้า มองดูนางอุ้มเด็กเข้าไป โคมไฟค่อยๆ ไกลออกไปพร้อมกับสองคนที่หายไปในความมืด ราวกับถูกสัตว์ร้ายกลืนกินเข้าไป

เพราะเมื่อวานฝนตก หินตามถนนจึงลื่นเล็กน้อย ยิ่งทำให้บ้านที่ตั้งอยู่ในมุมมืดใกล้แม่น้ำนั้นอับชื้นกว่ายามปกติ

เรือนเล็กขนาดเล็ก ไม่มีโคมไฟแขวนอยู่ ทั้งสองเดินตามแสงของโคมไฟในมือของหญิงสาว ความมืดรอบกายยิ่งทำให้บรรยากาศอึดอัดมากขึ้น

“รบกวนแม่นางดึกดื่นป่านนี้…” หญิงสาวที่อุ้มทารกอยู่อัดอั้นจนต้องพูดออกมา ราวกับว่าคำพูดจะทำลายความตึงเครียดลงได้

“ไม่เป็นไร” หญิงสาวในชุดเหลืองตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉาน พร้อมกับ พากันเดินผ่านห้องโถง ก่อนจะหันมาส่องไฟให้เธอด้วยความเป็นห่วง “ระวังขั้นบันได”

หญิงสาวเซเล็กน้อยแต่ก้าวถอยหลังได้ทรงตัวได้ทัน นางเงยหน้าขึ้นก่อนเห็นแสงจากโคมไฟที่ส่องสว่างอยู่ใต้ความมืด หลังจากปรับสายตาได้แล้ว นางก็พบตัวเองยืนอยู่หน้าห้องหนึ่งที่มีแสงไฟสว่างอยู่ภายใน

หญิงสาวก้าวไปข้างหน้าอย่างฉับไวและเปิดประตูออก

แสงไฟจากด้านในส่องทแยงออกมา หญิงสาวรู้สึกไม่ชินอยู่ครู่หนึ่ง นางเอี้ยวศีรษะและมองเข้าไปด้านในอีกครั้ง

โคมไฟที่ใช้ในวังหลังแสนงดงามตั้งอยู่กลางห้อง ฉากกั้นลมแบบหกพับปักลายดอกไม้ ด้านหลังสะท้อนเห็นเงาเลือนลางของที่กำลังคนนอนตะแคงอยู่

นั่นคือแม่นางเฉิงอย่างนั้นรึ

“แม่นาง มีคนมาขอรับการรักษา” หญิงสาวเดินเข้าไปด้านใน ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่แผ่วเบา

เงาของร่างที่นอนตะแคงอยู่หลังฉากกั้นค่อยๆ ลุกขึ้น แสงจากโคมไฟทำให้มองเห็นผมดำสลวยดุจสายน้ำปล่อยสยายลงมา

“ให้คนป่วยเข้ามาได้”

น้ำเสียงเรียบเฉยของหญิงสาวดังมาจากหลังฉากกั้นลม

หญิงสาวถอนหายใจก่อนจะอุ้มเด็กแล้วก้าวเท้าเข้าไป

“เจ้ายืนอยู่ตรงนั้น อย่าขยับ” เด็กสาวเสื้อสีเหลืองขนห่านกล่าว นางก้าวขาอย่างฉับไว แล้วยื่นมือออกไปรับเด็ก “ส่งเด็กให้ข้าเถอะ”

หญิงสาวลังเลอยู่เพียงครู่แล้วจึงส่งเด็กให้กับเด็กสาว มองดูเด็กถูกอุ้มเข้าไปด้านใน

ประตูนั้นไม่ได้ปิดสนิท หญิงสาวพอจะมองเห็นทารกน้อยถูกอุ้มเข้าไปด้านหลังจากเงาที่สะท้อนผ่านฉากกั้นลม เงาของหญิงสาวสะท้อนอยู่บนฉากกั้น นางเหมือนจะอยู่ในชุดคลุมยาวตัวหลวม จากนั้นเงาของแขนที่ยื่นออกมาก็ปรากฎขึ้น

ผ่านไปพริบตาเดียว เด็กสาวก็อุ้มทารกออกมา

หญิงสาวรีบยื่นมือรับเอาไว้ มองดูแล้วเด็กในอ้อมแขนของเธอยังคงแก้มแดงและหลับอย่างสบายดังเดิม

“เป็นเพราะจู่ๆ ถูกพลังร้ายจู่โจม แต่ข้าฝังเข็มให้แล้ว ทารกจะไม่มีอาการชักอีกแล้ว” หญิงสาวหลังฉากกั้นลมกล่าว

หญิงสาวทั้งตกใจและดีใจ ตกใจที่ตนนั้นยังไม่ทันได้พูดอะไร แต่อีกฝ่ายกลับรู้อาการป่วย และดีใจก็เพราะเพียงประโยคเดียวที่นางเอ่ยก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าฝีมือการรักษาของแม่นางเฉิงนั้นยอดเยี่ยม

“ขอบใจแม่นางมาก” หญิงสาวรีบกล่าวขอบคุณ และหยิบถุงเงินออกมา “ค่ารบกวนแม่นาง”

ยังไม่ทันสิ้นเสียงของนาง เสียงของหญิงสาวในห้องก็ดังแทรกขึ้นมา

“เด็กคนนี้ไม่ได้ป่วยหรอก ในเรือนของเจ้ามีคนที่ป่วยจริงๆ คือคนที่นอนอยู่ในโลง พวกเจ้าไม่คิดจะรักษารึ”

“ท่านว่าอย่างไรนะ”

หญิงสาวเงยหน้าด้วยความตกใจ มองดูเงาของร่างที่นอนตะแคงอยู่หลังฉากกั้นลม เพราะใช้มือที่ดันศรีษะเอาไว้ ทำให้เห็นความโค้งเว้าของเรือนร่างได้อย่างขัดเจน ยามที่ความมืด ไฟสลัวสีส้ม และภาพปักลายดอกไม้สอดผสานกันนั้น ทำให้ภาพที่ปรากฏงดงามอย่างแปลกตา

คนตายในโลงศพ ยังรักษาได้อยู่รึ

แม่นางเฉิงพูดเพ้อเจ้ออะไร

เวลาเช้ามืด แม่นมเปิดมุ้งออกช้าๆ เด็กหญิงที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่มผ้าฝ้ายรู้สึกเหมือนถูกรบกวน มือจึงกระตุกเล็กน้อย แม่นมรีบกลั้นหายใจ แต่เด็กน้อยก็กระตุกอยู่เพียงครู่เดียวก็หลับต่อ

แม่นมยื่นมือเข้าไปจับใต้ผ้าห่ม แต่เด็กหญิงก็ยังคงหลับใหล

แม่นมโล่งใจและปล่อยมุ้งลงมา เธอหันหลังกลับมามองเหล่าหญิงสาวที่อยู่ด้านหลัง

“เป็นอย่างไรบ้าง” หญิงชราหัวหงอกขาวคนหนึ่งกระซิบถามอย่างรีบร้อนด้วยความเป็นห่วง

“เหล่าฮูหยิน พี่หยวนไม่ได้ฉี่เจ้าค่ะ ไม่ได้ตื่นด้วย ตั้งแต่กลับมาถึงก็นอนจนถึงตอนนี้ ระหว่างนี้ก็ไม่ชักเจ้าค่ะ” แม่นมเอ่ยเสียงแผ่วเบา

หญิงสาวทุกคนในห้องรู้สึกโล่งใจเมื่อได้ยินเช่นนี้

เหล่าฮูหยินสะบัดมือและเดินออกไปก่อน ส่วนคนอื่นๆ ก็รีบเดินตามออกไป

ด้านนอกเริ่มสว่างแล้ว โคมไฟสีขาวถูกแขวนเต็มเรือน มีแต่คนใส่ชุดไว้ทุกข์ ดูแล้วน่าหนักใจยิ่งนัก

“แม่ชีหลิวมาแล้ว” คนใช้เดินอย่างฉับไวและอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา

เหล่าฮูหยินนิ่งไปครู่หนึ่ง

“ให้นางรอก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที” เหล่าฮูหยินกล่าว

งานศพในเรือน แต่เชิญแม่ชีมาเวลานี้ ถ้าคนนอกเห็นคงมีเรื่องให้นินทากัน

น่าปวดหัวเสียจริง

จู่ๆ เหตุใดลูกสะใภ้ถึงได้พลาดหกล้มจนสิ้นลมไป แถมนางยังล้มที่ห้องของตัวเองอีก และยิ่งไปกว่านั้นคือ ในช่วงเวลานั้นลูกสะใภ้กับแม่ยายกำลังมีปากเสียงกันเสียด้วย

“แม่นางเฉิงบอกว่า…” เหล่าฮูหยินนึกขึ้นได้จึงเอ่ยถามแม่นมด้วยเสียงแผ่วเบา

ยังไม่ทันพูดจบ เสียงร้องไห้จากด้านนอกดังเข้ามา ช่วงฟ้าใกล้สางแต่ยังไม่สว่างดีเช่นนี้ เสียงแหลมของหญิงสาวที่ร้องไห้ฟังดูหดหู่เหลือเกิน

คนที่อยู่ ณ ที่นั้นสีหน้าเปลี่ยนทันที

“คนของเรือนสะใภ้มาถึงแล้วเจ้าค่ะ!” สาวใช้หลายคนวิ่งมารายงาน

พี่ชายของฮูหยินน้อยยืนด้านนอกศาลาไหว้ศพหัวใจแทบสลาย

ทั้งตระกูลแทบเสียสติเมื่อรู้ข่าวการตายอย่างกระทันหันของน้องสาว คนเป็นพ่อหน้ามืดในทันทีเมื่อทราบข่าว แต่ก็ยังไม่กล้าบอกแม่ หลังปลอบใจคนในบ้านที่ขวัญหนีดีฝ่อ พี่ชายของฝ่ายสะใภ้ก็พาลูกน้องสามคนมายังบ้านที่น้องสาวแต่งเข้าไปเป็นสะใภ้

ชุดไว้ทุกข์ที่อยู่ตรงหน้าทำให้ความหวังสุดท้ายของพวกเขาสลายไป หลังเดินเข้ามาในศาลาไหว้ศพอันว่างเปล่า บ้านฝ่ายสะใภ้ที่โศกเศร้าอยู่ แทบจะเป็นลมกันไปหมด

นี่มันหมายความอย่างไร นี่หมายความอย่างไรกันแน่! อย่าว่าแต่นางร้องไห้หน้าศพเลย แม้แต่ธูปหน้าศาลายังหักเป็นท่อนๆ ไม่มีชิ้นดี!

ตายแล้วยังถูกรังแกถึงเพียงนี้ ตอนมีชีวิตจะลำบากเพียงใด!

น้องเขยที่พุ่งตัวออกมาอย่างลนลานถูกเหล่าน้องชายของฝ่ายสะใภ้ล้อมเอาไว้

“นายท่าน พวกข้าไม่ใช่ไม่มาเฝ้า แต่เพราะมีผี…” สาวใช้ตะโกนน้ำเสียงสั่นเครือ พยายามอธิบาย

“ถุย คนไม่เคยทำชั่ว เขาไม่กลัวผีกันหรอก! พวกเจ้าทำให้น้องสาวของข้าต้องตาย จะเสแสร้งอะไรอีก!” หญิงสาวจากบ้านฝั่งสะใภ้ทิ้งความเป็นผู้ดีไปจนหมด ทั้งร้องไห้ ด่าทอ แถมยังสั่งให้คนใช้ที่ตนพามาลงไม้ลงมือกับคนใช้จากบ้านนี้อีกด้วย

ศาลาไหว้ศพวุ่นวายไปหมด

เหล่าฮูหยินกับสาวใช้อีกหลายคนที่มาจากด้านหลังตกใจกับภาพตรงหน้าจนไม่กล้าเดินเข้าไป

แต่การหนีมิใช่วิธีแก้ปัญหา

“เหล่าฮูหยิน ฟ้าใกล้จะสว่างแล้ว” สาวใช้เตือนด้วยความวิตก

ในเรือนยังวุ่นวายถึงเพียงนี้ บนถนนจะต้องได้ยินแน่นอน หากฟ้าสว่างกว่านี้คงมีคนมามุงดูยิ่งกว่าเดิม!

เหล่าฮูหยินมือเท้าสั่นไปหมด ได้ยินว่าบ้านของลูกสะใภ้โวยวายจะแจ้งกับทางการ นี่จะเอาเรื่องกันถึงทางการเชียวรึ ชื่อเสียงเรียงนามที่สั่งสมกันมา คงพังทลายในคราวนี้แน่ๆ !

เกียรติยศชื่อเสียงที่สืบทอดกันมาหลายต่อหลายรุ่นจะพังทลายที่รุ่นของนางงั้นหรือ ถ้าเธอตายไป จะมีหน้าไปพบบรรพบุรุษได้อย่างไรกันเล่า !

บาปกรรมจริงๆ !

“เหล่าฮูหยิน ทำอย่างไรดีเจ้าคะ” ลูกสะใภ้และสาวใช้ ต่างก็ถาม

ทำอย่างไรดี เวลานี้แล้วจะทำอะไรได้ ! เว้นเสียแต่ว่าคนจะยังไม่ตาย !

คนยังไม่ตายงั้นรึ?

เหล่าฮูหยินนึกอะไรได้บางอย่าง

“แม่นม แม่นม!” เธอหันไปเรียก “รีบไปเชิญแม่นางเฉิงมา!”

ตอนที่ 2 พบหมอ

“ท่านพี่ชายสะใภ้ อย่าเอะอะไปเลย!”

เหล่าฮูหยินประคองไม้เท้ายืนตระหง่านอยู่หน้าเรือน มองดูความวุ่นวายในศาลาไหว้ศพ ข้างหลังนางตามมาด้วยเหล่าหญิงสาวแสร้งทำเป็นสงบเสงี่ยม

ถึงคราวนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกชายหญิงกันแล้ว หากยังแบ่งแยกกันอยู่ จะไร้ซึ่งคนรักษาหน้าตาเหล่าฮูหยินไว้ได้แล้ว

“ท่านแม่ย่า กล้าออกมาแล้วงั้นหรือ” พี่ชายของลูกสะใภ้ตะโกนถาม “มาก็ดีแล้ว เราไปพบขุนนางกัน”

“หลานชาย เจ้าเข้าใจผิดแล้ว!” เหล่าฮูหยินกระแทกไม้เท้าพร้อมเอ่ยด้วยเสียงต่ำ

“เข้าใจผิดหรือ” พี่สะใภ้ยืนขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าจากการร่ำไห้เมื่อครู่หัวเราะเย้ยหยัน “เหล่าฮูหยิน คนตายทั้งคน เข้าใจผิดหรือไม่ ไม่ใช่ท่านเป็นคนตัดสิน ใครจะรู้ว่าท่านทำไปเพื่อหาเมียรองหรือเปลี่ยนเมียหลวงให้น้องเขยกันแน่”

สีหน้าเหล่าฮูหยินเปลี่ยนไป นางรู้ว่าเรื่องนี้คงปิดบังไม่ได้อีกแล้ว

ที่ลูกสะใภ้ต้องมานอนในโลงศพนี้ ก็เพราะว่านางหกล้มในเรือน ที่หกล้มก็เพราะนางทั้งสองเกิดปากเสียงกัน ลูกสะใภ้โมโหรีบเดินหนีไป โมโหจนรีบเดินหนีไปก็เพราะตัวเองพูดเรื่องที่จะรับสะใภ้รองเข้าบ้าน

นางทำอะไรผิดอย่างนั้นหรือ ลูกชายเป็นลูกคนโตของตระกูล จนวันนี้ยังไม่มีหลานชายให้สักคน แต่กลับมีหลานสาวคนแล้วคนเล่าแบบนี้ ก็เพราะหญิงในบ้านไม่ได้เรื่องไม่ใช่หรอกหรือ คนเป็นแม่อย่างนางจะทำพิธีไซ่ไหว้หรือว่าจะรับสะใภ้รองเพิ่มอีกสักคนไม่ได้หรือไร

เซ่นไหว้วิญญาณเรื่องใหญ่เป็นหลักการแห่งฟ้าดิน!

นางผิดอะไร!

ความผิดเพียงอย่างเดียว ก็คือลูกสะใภ้ตายในเรือนของนาง!

เหล่าฮูหยินกำไม้เท้าในมือจนแน่น เหงื่อไหลเต็มฝ่ามือ

“อวิ๋นเหนียงไม่ได้ตาย” นางกล่าวออกมาทีละคำ

เมื่อคำพูดนี้ออกจากปาก ผู้คน ณ ที่แห่งนั้นต่างอึ้งไปกันหมด

คนที่ยืนใกล้ก็อึ้ง ส่วนคนที่เหลือก็อึ้งไปตามกัน

เวลาฟ้าใกล้รุ่ง แสงจากโคมไฟในเรือนค่อยๆ เลือนหาย ต้นไม้เขียวขจีเป็นทิวแถว คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคล้ายว่าจะมองหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดเจนนัก

ในสายตาของผู้คน ณ ตอนนี้ เหล่าฮูหยินราวกับอยู่ในเมฆหมอก

“ท่านพูดอะไรนะ” พี่ชายสะใภ้ตะโกนถาม

“ข้าบอกว่าอวิ๋นเหนียงไม่ได้ตาย!” เหล่าฮูหยินเริ่มเอ่ยคำแรก หลังจากนั้นคำพูดก็เริ่มลื่นไหล

จะไม่ไหลลื่นได้อย่างไร ณ เวลานี้ ต้องฝืนกัดฟันเท่านั้น

คราวนี้ทุกคนได้ยินชัดเจน ไม่เพียงแต่คนของบ้านสะใภ้เท่านั้นที่ตกใจ ขนาดคนในบ้านฝั่งตัวเองก็ตะลึงไปเช่นกัน

เหล่าฮูหยิน ท่านเสียสติไปแล้วหรือ

น้องเขยที่โดนต่อยจนหน้าตาดูไม่ได้ รีบร้อนจะปกป้องแม่ กระเด้งตัวขึ้นมาจากพื้นก่อนจะรั้งตัวพี่ชายของภรรยาไว้แน่น

“หากแม่ข้าเป็นอะไรไป ข้าไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่!” เขาตะโกน

ในตอนนี้เขากลายเป็นฝั่งที่พูดจาด้วยเหตุผล เขาดีใจสุดขีดขึ้นมาในทันใด ข้าไม่ต้องกลัวพวกเจ้าอีกแล้ว!

เมื่อเห็นว่าสองฝ่ายจะลงไม้ลงมือกันอีกครั้ง เหล่าฮูหยินจึงกระแทกไม้เท้าแล้วพูดด้วยเสียงอันดังก้องว่า

“หยุดเดี๋ยวนี้! ไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือ อวิ๋นเหนียงไม่ได้ตาย! นางแค่ไม่สบาย! นี่คือวิธีรักษาอาการป่วยของนาง!”

ทั้งสองฝ่ายนั่งลงในห้องโถง เหล่าสาวใช้ยกน้ำชามาให้จากนั้นจึงรีบถอยออกไป เพื่อไม่ให้ได้ยินคำพูดหรือ

เห็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมของเหล่าเจ้านาย

มากคนก็มากความ ทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นคนมีฐานะทั้งสิ้น ปิดประตูแก้ไขกันเองเสียน่าจะดีเกว่า

“ท่านหมายความว่าจัดพิธีใหญ่โต เพียงเพื่อรักษาอาการป่วยอย่างนั้นรึ” พี่ชายสะใภ้ถาม สายตากวาดมองคนตรงหน้า

“ใช่แล้ว เรื่องนี้นอกจากข้าและหมอท่านนั้นแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดล่วงรู้” เหล่าฮูหยินปั้นหน้าพูด

สาวใช้ที่อยู่ด้านนอกผู้หนึ่งรีบร้อนเข้ามา กระซิบกระซาบข้างหูพี่สะใภ้

พี่สะใภ้กระแทกถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะโดยทันที

“ท่านแม่ย่า ท่านเห็นพวกเราเป็นคนโง่หรืออย่างไร” นางกล่าวอย่างเย้ยหยัน “ก็เห็นอยู่ว่าคนไม่หายใจแล้ว ตัวก็แข็ง ยังจะบอกว่ารักษาอาการป่วยอีกงั้นหรือ! ท่านเองหรือเปล่าที่ป่วย”

“แม่นางเฉิงบอกว่าป่วย ก็คือป่วย!” เหล่าฮูหยินไม่มีทีท่ายอมถอย นางเอ่ยด้วยสีหน้าขึงขัง

ดูจากท่าทางของเหล่าฮูหยินแล้ว หากไม่ได้บ้า ก็คงฝั่นเฝือนอยู่บ้าง

คนฝั่งบ้านพี่ชายสะใภ้หันมาสบตากันอย่างอดไม่ได้

“แม่นางเฉิงคือใคร” มีคนถามขึ้นมา

แม่นางเฉิงคือใคร คำถามนี้กล่าวออกมา แต่ยังไม่มีผู้ใดตอบ

ไม่ใช่พวกเขาไม่อยากตอบ แต่ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี

เมื่อสองเดือนที่แล้ว เรือนริมน้ำที่ร้างมานานก็ได้ปล่อยให้คนเช่าไป เหมือนว่าคนเช่าจะย้ายเข้ากลางดึก

เพื่อนบ้านละแวกนั้นไม่มีใครพบเห็นว่าเป็นผู้ใด วันต่อมาก็เห็นว่ามีสาวใช้คนหนึ่งออกมาจับจ่าย ท่าทางเป็นกันเอง พูดจาอ่อนหวาน ติดสำเนียงเจียงไหฺวที่อยู่ทางใต้

“เป็นหมออย่างนั้นรึ” พี่ชายสะใภ้ถามแทรกขึ้นมา

สาวใช้ที่ยืนตอบคำถามในห้องโถงนั้นพยักหน้าอย่างลังเล

“ทีแรกก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ ช่วงก่อนลูกชายคนเล็กของนายใบ้ทางถนนฝั่งตะวันออกไข้ขึ้นสูงไม่ยอมลด แถมยังพูดจาเพ้อเจ้อ ไปหาแม่ชีหลิวก็บอกว่าไม่รอดแล้ว นายใบ้กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่ สาวใช้ของแม่นางเฉิงเดินผ่านมาพอดี บอกว่าโรคนี้นายของนางสามารถรักษาได้ บ้านนายใบ้ได้ยินคำว่ารักษาได้ก็ไม่สนใจใดๆ รีบอุ้มลูกน้อยไปหาทันที ได้หาหมอตอนเช้า พอตกบ่ายก็ฟื้นจริงๆ แถมยังกินข้าวชามใหญ่อีกต่างหาก วันต่อมาก็ลงจากเตียงมาวิ่งเล่นได้เหมือนไม่มี อะไรเกิดขึ้น” นางกล่าว

คนแถวนั้นล้วนแต่เป็นหญิงแก่ไร้ชาติตระกูล ชอบฟังเรื่องนินทาเป็นชีวิตจิตใจ ยิ่งเรื่องแปลกประหลาด

ของชาวบ้านแบบนี้ คงพูดกันสนุกปากจนน้ำลายกระเซ็น

เหล่าฮูหยินกระแอมขึ้น สาวใช้จึงจะได้สติกลับมา พอนึกได้ว่ากำลังอยู่ต่อหน้าใครก็รีบหดหัวปิดปากในทันที

ผู้หญิงที่ไหนจะเป็นหมอได้เล่า คงเป็นแค่คนที่มีรู้วิธีรักษาอาการป่วยก็เท่านั้น

พี่ชายสะใภ้หยาม

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ไม่ใช่เจ้าค่ะ” สาวใช้เกรงว่าจะเสียชื่อด้านความรอบรู้ของตน จึงรีบพูดพลางออกท่าทางไปด้วยว่า “ไม่เพียงเท่านี้นะเจ้าคะ ต่อมามีแม่ของคนเชือดหมูในตลาดทางตะวันออก กินลูกท้อมากเกินไป ท้องเสียจนหมดแรง สาวใช้บ้านตระกูลเฉิงได้ข่าวตอนซื้อหมู จึงเชิญแม่ของเขาไปดูอาการ พอกลางคืนส่งตัวกลับมาก็หายดีแล้ว วันต่อมายังถือไม้เท้าดูหลานอยู่เลยนะเจ้าคะ”

พี่ชายสะใภ้ขมวดคิ้ว

สาวใช้พูดจาน้ำไหลไฟดับ นางถนัดนักเรื่องการแย่งพูด ฝึกจนวิชาแก่กล้า เมื่อเห็นพี่ชายสะใภ้ขมวดคิ้ว นางจึงสูดหายใจลึก แล้วพูดต่อทันที

“ตั้งแต่นั้นมา แม่นางเฉิงก็มีชื่อเสียง มีผู้คนมากมายอยากให้นางรักษา ทว่าสาวใช้บ้านตระกูลเฉิงกล่าวไว้ว่า บ้านนางไม่ปิดประตู อยากมารักษาก็เข้ามาได้เลย มีเงื่อนไขเพียงข้อเดียวคือ ถ้าไม่ใช่โรคที่รักษาไม่หายจะไม่รักษาให้”

นางกล่าว

คำพูดของนางทำเอาคนทั้งห้องโถงประหลาดใจ

สาวใช้สูดหายใจลึกอีกครั้ง

“หากไม่ใช่โรคที่รักษาไม่หาย จะไม่รักษาให้ หมายความว่าอย่างไรกัน” หญิงนางหนึ่งฝั่งทางบ้านพี่ชายสะใภ้ถามขึ้นอย่างอดไม่ได้

คราวนี้หัวข้อสนทนาตกเป็นเรื่องของนางเสียแล้ว สาวใช้พักหายใจอยู่ครู่หนึ่ง ดูท่าทางแล้วไม่ว่าจะคนบ้านไหนก็สอดรู้กันทั้งนั้น

“ก็หมายความว่า อาการป่วยจำพวกปวดหัวตัวร้อนไอจาม เป็นต้น โรคที่ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตนางไม่รับรักษา จะไล่ให้ไปที่โรงหมอ มีเพียงคนที่ถูกหมอวินิจฉัยแล้วว่ารักษาไม่หายรอคอยความตายเท่านั้นนางถึงจะรักษาให้เจ้าค่ะ” นางกล่าว

คำพูดที่ออกมาทำเอาคนทั้งห้องโถงถึงกับตะลึงงัน

“วาจาเหิมเกริมนัก” ฮูหยินทั้งหลายถกเถียงกันให้เซ็งแซ่

“มิได้เหิมเกริมเจ้าค่ะ” สาวใช้รีบร้อนพูดต่อ “แม่นางเฉิงบอกว่า นางเป็นนักบวช ไม่สะดวกเรื่องการรักษา เพียงแต่ทนเห็นการเกิดแก่เจ็บตายของเหล่ามนุษย์มิได้ จึงตัดใจกระทำการเหิมเกริมเช่นนี้”

เมื่อได้ยินนางพูดดังนั้น หญิงกลุ่มหนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่าพระพุทธเจ้าเมตตา

คงจะมีแค่หญิงเหล่านั้นที่เชื่อคำอวยพร ทว่าพี่ชายสะใภ้และญาติพี่น้องต่างเบะปาก

ไม่สะดวกรักษาอย่างนั้นรึ ให้ทานเพื่อให้ได้มาซึ่งบุญบารมีอย่างนั้นหรือ แม้ใจอยากปฏิเสธแต่กลับจำใจทำอย่างนั้นหรือ

“ช่วงนี้คนที่ไปขอให้แม่นางเฉิงรักษา ล้วนแล้วแต่เป็นคนป่วยอาการหนักทั้งนั้น แล้วก็หายดีกันทั้งหมดด้วยเจ้าค่ะ” สาวใช้จบบทสนทนา

ในห้องเต็มไปด้วยเสียงคนพูดจา

บนโลกนี้คนแปลกเรื่องประหลาดมีมากนัก เหมือนว่าเหลวไหลไร้สาระ แต่ก็มิอาจเหมารวมทั้งหมดได้

“อย่างนั้นน้องสาวข้าตอนนี้เป็นอย่างไรกันแน่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เหตุใดยังไม่รีบช่วยรักษา ทำพิธีพวกนี้เพื่ออะไร" พี่ชายสะใภ้เอ่ยเสียงทุ้ม

“ล้างซวยสักหน่อย” เหล่าฮูหยินพูดหน้านิ่ง จิตใจไม่สั่นไหว เมื่อเห็นพี่ชายสะใภ้เลิกคิ้ว จึงรีบพูดต่อ “แม่นางเฉิงผู้นั้นเป็นคนบอกมา ยังต้องสมจริงอย่างยิ่งด้วย มิเช่นนั้นจะไม่ได้ผล”

“นางเป็นหมอผีหรือหมอคนกันแน่ ล้างซวยอะไรกัน!” พี่ชายสะใภ้เอ่ย เส้นเลือดบนหน้าพร้อมจะระเบิดออก

ล้างซวย แต่เกือบซวยถึงพ่อถึงแม่แล้ว! มีอย่างที่ไหนกัน

“ข้าไม่ใช่หมอ ข้าไม่รู้” เหล่าฮูหยินพูดอย่างไม่แยแส “ข้าเพียงแต่จะช่วยชีวิตลูกสะใภ้ อย่าว่าแต่ใช้งานศพล้างซวยเลย หากให้ข้านอนในโลงด้วยก็ย่อมได้”

เห็นเหล่าฮูหยินท่าทีจริงจัง เหล่าหญิงฝั่งสะใภ้กลับอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดขึ้นมา

แม่ย่าที่กล้าทำในสิ่งที่คนถือที่สุดให้สะใภ้ บนโลกนี้จะมีสักกี่คนกัน

พี่ชายสะใภ้กระแอมหนึ่งที

“คำพูดสวยหรู แต่ไร้ประโยชน์” เขากล่าวเย้ย แต่ท่าทีกลับแตกต่างจากตอนที่เพิ่งมาถึงยิ่งนัก เพราะใครก็ห้ามไม่อยู่ ราวกับจะพังบ้านคนอื่นทิ้งให้มันรู้กันไป

ผู้คนที่อยู่ตรงนั้นต่างโล่งอก แต่ก็รีบกลั้นใจหันมองไปทางเหล่าฮูหยิน

ก็ใช่น่ะสิ คำพูดสวยหรูไร้ประโยชน์ ก็เพราะว่า…

“ทำไมยังไม่เชิญแม่นางเฉิงมาอีก” เหล่าฮูหยินเลิกคิ้วกล่าวถาม “ฟ้าสว่างแล้ว!”

เสียงฝีเท้ามาจากนอกประตู แม่นมของพี่หยวนวิ่งเข้ามา

“แม่นางเฉิงมาแล้วหรือ” เหล่าฮูหยินยืนขึ้นถาม

แม่นางเฉิงผู้นั้นเป็นคนอย่างไรกันแน่ คนในที่นั้นต่างพากันมองออกไป

หมอกจางๆ ภายนอกประตูเริ่มคลาย แสงแดดแรกแย้มมาให้เห็น แต่กลับไร้ซึ่งเงาคน

“สาวใช้บ้านตระกูลเฉิงบอกว่า นายของนางป่วยยังไม่หายจึงไม่ออกจากบ้าน ให้พวกเราพาคนไปส่งถึงที่” แม่นมพูดจาอึกอัก

สาวใช้คนนั้นยังอยู่ พอได้ยินก็รีบประสมโรงโดยไม่รอคำสั่ง

“ใช่แล้วๆ แม่นางเฉิงไม่เคยออกจากบ้าน ทุกคนต้องพาคนไข้ไปหาถึงที่ทั้งนั้น ทุกครั้งจะมีญาติเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อนข้างในนั้นได้เจ้าค่ะ” นางรีบพยักหน้ากล่าว

“อย่างนั้นรีบพาคนไข้ไปเร็วเข้า” เหล่าฮูหยินรีบพูดต่อ

เช่นนี้สมใจนางยิ่งนัก คนบ้านสะใภ้จะได้ไม่ถามนู่นนี่จนตนมีพิรุธ

คนใช้ตอบรับแล้วรีบไปทันใด

“รอเดี๋ยว” พี่ชายสะใภ้พูด ก่อนจะยืนขึ้นและมองแม่นม พร้อมคิ้วขมวดกันแน่น “เมื่อกี้เจ้าว่าอย่างไรนะ แม่นางเฉิงนั้นป่วยยังไม่หายหรือ”

แม่นมพยักหน้า

สาวใช้บ้านนั้นบอกมาแบบนี้

“ตัวนางเองป่วยยังไม่หาย แล้วจะมีปัญญารักษาโรคที่รักษาไม่หายได้อย่างไร!” พี่ชายสะใภ้กล่าวเย้ยหยัน

ตอนที่ 3 คืนชีพ

“นายหญิงเรือนข้าจะป่วยหรือไม่ ก็ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับท่าน และอีกอย่างท่านไม่รู้จักคำว่า ‘หมอไม่รักษาตนเอง’

หรืออย่างไร”

สาวใช้ยืนมองชายท่าทางโหดเหี้ยมที่ยืนอยู่หน้าประตูจากด้านใน แม้ถูกถามยอกย้อน แต่เขากลับไม่มีท่าทีว่าจะถอย

“คนที่อยากจะรักษาคือพวกท่านต่างหาก ไม่ใช่พวกข้า พวกข้ามีอะไรติดค้างพวกท่านอย่างนั้นหรือ ไม่อยากรักษาก็ไม่ต้องรักษา” สาวใช้กล่าวด้วยอารมณ์ขุ่นเคือง นางยื่นมือชี้ออกไปทางประตู “ถอยไป อย่ามาขวางประตูบ้านพวกข้า”

พี่ชายสะใภ้โตมาจนป่านนี้ นอกจากพ่อตัวเองแล้วยังไม่เคยมีใครมาสั่งสอนเขาแบบนี้เลย เขาโกรธจนหน้าบูดบึ้ง จ้องตาเขม็ง

“หลานชาย หยุดโวยวายได้แล้ว หากช่วยชีวิตอวิ๋นเหนียงไม่ทันการณ์ ละ…แล้วจะโทษใคร” เหล่าฮูหยินที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น

พี่ชายสะใภ้อดกลั้นความโกรธไว้ยิ่งกว่าเดิม

จะโทษใครอย่างนั้นหรือ ที่น้องสาวเขาเป็นเช่นนี้ เป็นความผิดของเขาอย่างนั้นหรือ

“ข้าจะตามไปด้วย” เขากัดฟันพูด

“คงไม่ดีกระมัง ให้เฉินหลังไปเถอะ” เหล่าฮูหยินกล่าว

ลูกชายที่อยู่ข้างหลังรีบลุกขึ้น เร่งเร้าให้ชายสี่คนที่แบกโลงศพคลุมผ้าดำเดินเข้าไป

“ไม่ได้ พวกท่านสองแม่ลูกเป็นคนนอกตระกูล นางเป็นน้องสาวข้า ต้องให้ข้าไปถึงจะถูก” พี่ชายสะใภ้พูดจาเย้ยหยัน

ส่วนสาวใช้ของแม่นางเฉิงได้เดินนำเข้าไปก่อนแล้ว

“เข้าไปด้วยได้แค่คนเดียว แบกคนเข้าไปที่ห้องโถงแล้วออกไปเสีย” นางกล่าว

ถึงแม้จะเป็นช่วงฤดูร้อน แต่พอเดินเข้ามาในเรือนนี้กลับรู้สึกถึงความเย็นเยือกและชื้นแฉะแผ่ซ่านไปทั่ว พี่ชายสะใภ้เดินบนรองเท้าเกี๊ยะอย่างระมัดระวัง เพราะกลัวตะไคร่บนหินกรวดที่ปูทางเดินจะทำเขาลื่นล้ม

โลงศพถูกยกเข้าไปในห้องโถง สาวใช้รีบไล่คนออกไปทันที ทั้งยังขวางพี่ชายสะใภ้ที่จะเข้าไปในห้องอีก

“ท่านรออยู่ข้างนอก นายหญิงข้าไม่พบคนนอกขณะรักษาคนป่วย” สาวใช้กล่าว

นี่มันกฎอะไรกัน! พี่ชายของสะใภ้ตาเบิกโพลง

เขาจ้องนางตาเขม็ง ส่วนสาวใช้เองก็เงยหน้าเท้าสะเอวถลึงตาใส่เขา ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปแล้วปิดประตูปัง

อย่างไรเสียพี่ชายสะใภ้ก็เป็นผู้รากมากดี เขาคงไม่เข้าไปหากโดยไม่ได้รับอนุญาต ยิ่งเป็นเรือนของหญิงสาวด้วยแล้ว

เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังออกมาจากในห้อง แต่กลับไม่มีเสียงพูดจาของคนเลยแม้แต่น้อย

มีเพียงแต่เสียงบ่นพึมพำ นี่หมอผีหรือหมอคนกันแน่

พี่ชายสะใภ้ประสานมือไว้ด้านหลัง เดินไปมาในเรือน

นี่มันเรื่องอะไรกัน!

เหล่าฮูหยินและคนอื่นๆ นอกเรือนก็ยังไม่ไปไหน

“ท่านแม่ ท่านพูดจริงหรือ” ลูกชายเอ่ยถามเบาๆ

เหล่าฮูหยินถอนหายใจ ไม่สนใจเขาแต่อย่างใด

“เหล่าฮูหยิน” แม่นมเบี่ยงตัวเข้ามาใกล้อย่างร้อนรน ก่อนจะกางพัดออกแล้วพูดเสียงเบาว่า “จะสำเร็จไหมเจ้าคะ หากไม่สำเร็จ…”

“ไม่สำเร็จอย่างนั้นหรือ” เหล่าฮูหยินมองดูประตูไม้บานเล็ก ฉากกั้นบังสายตาทำให้มองไม่เห็นเหตุการณ์ข้างใน นางกำไม้เท้าแน่น แล้วเอ่ยเสียงรอดไรฟันออกมา “หากไม่สำเร็จ ก็ไปฟ้องว่านางหมอปลอมนั่นฆ่าคนตาย!”

คนต่างถิ่นแถมยังมีแค่นายบ่าวสองคน ทั้งยังไม่คุ้นชินเส้นทางแถวนี้ เหตุใดนางจะจัดการไม่ได้ และอีกอย่างเรื่องนี้จะโทษนางคงไม่ถูก เพราะพวกนางทั้งสองอยากกระโดดเข้ามารับกรรมเอง

พี่ชายสะใภ้เดินในเรือนเพียงไม่นาน ประตูก็เปิดออก

“เรียกคนมาแบกไปสิ” สาวใช้ที่เดินออกมาเอ่ยขึ้น

“เป็นอย่างไรบ้าง” พี่ชายสะใภ้ถามอย่างร้อนรน ทั้งมองเข้าไปในห้อง

โลงศพยังคงตั้งไว้ในห้องโถงเหมือนเดิม แต่ไม่เห็นใครอื่น

ในห้องนี้มีแม่นางเฉิงผู้นั้นจริงหรือ คงไม่ได้มีแค่สาวใช้ผู้นี้เพียงคนเดียวแต่แรกหรอกนะ

เขาใช้ความคิดอยู่เพียงครู่ ทันใดนั้นเสียงเดินของรองเท้าเกี๊ยะก็ดังออกมาจากในห้อง ราวกลับตั้งใจจะคลายความสงสัยให้แก่เขา จากนั้นเงาของร่างคนก็ปรากฏขึ้นหลังฉากกั้นลม เงาของหญิงนางหนึ่ง เหตุเพราะนางสวมใส่ชุดตัวโคร่ง จึงมองไม่ออกว่าอ้วนผอมหรือเด็กแก่ หญิงสาวยืนได้เพียงครู่แล้วก็นั่งลง จากนั้นร่างของสาวใช้ก็บังสายตาของเขา

“นี่ เรียกคนมาสิ” สาวใช้พูดอย่างไม่พอใจ ราวกับไม่ชอบใจนักที่แอบมองนายหญิงของตน

พี่ชายสะใภ้เบนสายตากลับมา

“รักษาหายหรือยัง” เขาถาม

“โดยรวมแล้วดีขึ้น ขาดแต่ก็ตัวนำยาแล้ว” สาวใช้กล่าว

หญิงแก่ท่าทางมอซอสี่คนพยุงร่างคนขึ้นไว้บนเตียงแล้วออกจากห้องไป

เหล่าฮูหยินและบ้านฝั่งสะใภ้พากันล้อมเข้ามามุงดูหญิงที่อยู่บนเตียง

หญิงผู้นั้นยังสวมชุดคนตายอยู่ มือเท้าถูกมัดด้วยเชือกฟาง หลับตาอย่างสงบ เหมือนตอนที่อยู่ในโลงไม่มีผิด

คนในห้องรู้สึกหนาวยะเยือกอย่างอดไม่ได้

“ชุด…เปลี่ยนชุดไหม” มีคนถามขึ้นมา

จะเปลี่ยนได้อย่างไรเล่า หากไม่ฟื้น ไม่ต้องใส่ให้อีกรอบหรือ!

เหล่าฮูหยินไม่ตอบ แต่หันไปมองพี่ชายสะใภ้

“นางบอกว่าต้องใช้ตัวนำยาอะไร” นางถาม

“หวีและกระจกที่อวิ๋นเหนียงใช้เป็นประจำ” พี่ชายสะใภ้เอ่ยพลางขมวดคิ้ว เขาเองก็ไม่รู้ควรจะทำสีหน้าอย่างไร

เหล่าฮูหยินไม่ได้สนใจว่าตัวนำยาจะแปลกประหลาดเพียงใด ขนาดคนตายแล้ว นางยังกล้าบอกว่ารักษาได้ เรื่องแปลกเช่นนี้ยังพูดออกมาได้ ยังมีอะไรจะทำนางประหลาดใจได้อีก

สาวใช้หยิบกระจกที่ฮูหยินใช้เป็นประจำออกมาทันที เป็นกระจกทองเหลืองทรงพระจันทร์เต็มดวง สลักลายดอกบัว ประดับด้วยอัญมณีและเข้ากรอบรอบด้าน

“บอกว่าให้เอาทับไว้บนอก” พี่ชายสะใภ้กล่าว น้ำเสียงดูหงุดหงิดและจนปัญญา

สาวใช้สองคนค่อยๆ นำกระจกทองเหลืองวางไว้บนหน้าอกของฮูหยิน

“คว่ำหน้ากระจกลง” พี่ชายสะใภ้นึกรายละเอียดขึ้นได้

สาวใช้สองคนรีบกลับหัว นำกระจกทองเหลืองคว่ำลงบนหน้าอกฮูหยิน แล้วรีบถอยออก

การเฝ้าคนตายนี้ ทำให้รู้สึกหนาวเยือกไปทั้งตัวจริงๆ

ในห้องเงียบสงัด

“แล้วอย่างไรต่อ” มีคนอดถามขึ้นมาไม่ได้

“รอ” พี่ชายสะใภ้ตอบอย่างไม่สบอารมณ์

ในห้องนั้นเงียบสงัดลงอีกครั้ง ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงหายใจ สายตาของทุกคนจ้องมองไปที่ร่างของหญิงที่นอนอยู่บนเตียง

ผ่านไปสิบห้านาที เหล่าคนที่กลั้นหายใจรอลุ้นเริ่มทนไม่ไหวจนต้องถอนหายใจออกมา

หญิงบนเตียงยังคงนอนแน่นิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน

“ไปดูหน่อยว่ามีลมหายใจหรือยัง” พี่ชายสะใภ้กล่าว

สาวใช้ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ยืนขึ้นข้างเตียงด้วยความหวาดกลัว มืออันสั่นเทายื่นไปรองที่ใต้จมูกของหญิงผู้สาวอย่างระวัง

“ยังเจ้าค่ะ…” สาวใช้ชักมือกลับ ใบหน้าซีดเผือก เสียงพูดสั่นเครือ

ผู้คนในห้องสีหน้าเปลี่ยนไป

“ท่านแม่ย่า! เรื่องนี้วุ่นวายสมใจท่านหรือยัง!” พี่ชายสะใภ้ตะโกน ความโมโหที่สะสมได้ระเบิดออกมาอีกครั้ง เขาเขวี้ยงถ้วยน้ำชาลงกับพื้น

ทันใดนั้นเอง เสียงหายใจเฮือกของหญิงสาวก็ดังขึ้นทั่วห้อง

เสียงหอบหายใจนี้ทั้งแรงทั้งยาว เหมือนกับคนที่กลั้นหายใจมานานอย่างไรอย่างนั้น

“โอย ทับจนข้าจะตายอยู่แล้ว! อะไรนี่ รีบยกออกเร็ว! ทับจนข้าแทบหายใจไม่ออก!” เสียงแหบพร่าของหญิงเอ่ยขึ้นหลังจากที่หลังพ่นล่มหายใจออกมา

สาวใช้ที่ยืนอยู่ข้างเตียงตัวแข็งทื่อตั้งแต่ได้ยินเสียงหายใจแล้ว จู่ๆ ก็ขนลุกกันทั่วทั้งตัว พอได้ยินเสียงพูด นางก็ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง แต่กลับกรีดร้องและรีบล้มลุกคลุกคลานวิ่งออกไป

“ผีหลอก!”

สาวใช้บ้านตระกูลเฉิงรีบเข้าไปในห้องด้วยฝีเท้าฉับไว รองเท้าผ้าเมื่อเดินบนไม้กระดานไม่ได้มีเสียงดังมากนัก

“นายหญิงเจ้าคะ นางฟื้นแล้วจริงๆ” นางตะโกน น้ำเสียงนั้นยากจะซ่อนความประหลาดใจ

เสียงของนางดังรอดออกมาจากฉากกั้นลม สาวใช้มองหญิงสาวที่พิงร่างกับโต๊ะเตี้ยกำลังเหม่อมองไปที่ฉากกั้นลม แต่เมื่อได้เห็นสีหน้าของนาง ความดีใจบนหน้าสาวใช้ก็หายไปทันที

หญิงสาวผู้นั้นเป็นเพียงเด็กสาวอายุราวสิบสี่สิบห้า สวมใส่ชุดสีพื้นและคลุมด้วยชุดคลุมสีดำตัวใหญ่ที่แทบจะห่มนางเข้าไปได้ทั้งตัว ยิ่งทำให้นางดูตัวเล็กลงยิ่งกว่าเดิม ผิวขาวใสดุจหยก เส้นผมดกดำดั่งหมึกวาด มองแล้วสวยสุดบรรยาย

แต่ทว่านัยน์ตาดำของนางนั้นเล็กมาก ตาขาวนั้นใหญ่จนเกินไป บวกกับขณะนี้ที่เหม่อมองฉากกั้น ดูแล้วเหมือนตุ๊กตาผ้าที่ไร้วิญญาณ

“นายหญิง!” สาวใช้คุกเข่าบนพื้น พร้อมคว้าเสื้อผ้าที่ของหญิงสาวที่กองอยู่บนพื้น นางก้มหน้าร้องไห้ฟูมฟายกับพื้น “นายหญิงเจ้าคะ ตื่นสิเจ้าคะ นายหญิง อย่าทำปั้นฉินตกใจสิเจ้าคะ!”

ในขณะที่นางกำลังนางร้องฟูมฟาย ลูกตาของเด็กสาวก็ค่อยๆ กลิ้งกลอก ดวงตาที่เหม่อลอยเริ่มเผยความมีชีวิตชีวา

“ข้า…คือใครกัน” นางเอ่ยพึมพำ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...