โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยเบียดจีนขึ้นเบอร์ 1 “สวัสดิ์ไพบูลย์” ส่งออกมันล้านตัน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ธ.ค. 2566 เวลา 04.17 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2566 เวลา 00.22 น.
กิตติชัย ตั้งเจริญ

สัมภาษณ์พิเศษ

เมื่อเดือนตุลาคม 2566 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เดินทางร่วมการประชุม Belt and Road Initiative (BRI) ที่ประเทศจีน ภายในงานมีบริษัทผู้ส่งออกมันสำปะหลังไทยรายหนึ่งเข้าร่วมเซ็นสัญญาขายมันสำปะหลังเส้นให้กับคอฟโก้ รัฐวิสาหกิจ ด้วยปริมาณถึง 5 แสนตัน นั่นคือ “บริษัท สวัสดิ์ไพบูลย์การเกษตร จำกัด” ยักษ์ธุรกิจส่งออกไทยที่เพิ่งจะผงาดขึ้นมาเป็นเบอร์ 1

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “กิตติชัย ตั้งเจริญ” หรือเสี่ยปู อายุเพียง 45 ปี และภรรยา “สุวารี มุ่งงาม” หรือ ผึ้ง ภรรยาที่มีอายุเพียง 44 ปี ในฐานะกรรมการผู้จัดการ “บริษัท สวัสดิ์ไพบูลย์การเกษตร จำกัด” เบอร์ 1 ส่งออกไทยที่กวาดยอดส่งออกนิวไฮ ปี 2565 ทะลุ 1.4 ล้านตัน ใช้เวลาเพียงแค่ 7 ปี นับจากที่เริ่มส่งออกลอตแรกเมื่อปี 2559 เพียง 2,000 ตัน

ต่อยอดธุรกิจครอบครัว

“กิตติชัย” เล่าว่า “สวัสดิ์ไพบูลย์” เป็นบริษัทที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการเกษตรมาตั้งแต่ปี 2530 ในสายธุรกิจข้าวจะรู้จักโรงสีสวัสดิ์ไพบูลย์ เพราะมีโรงสีขนาดใหญ่ 2 โรง ใน จ.กำแพงเพชร และพิษณุโลก ธุรกิจโรงสีนั้นเป็นธุรกิจของครอบครัว แต่สวัสดิ์ไพบูลย์ไม่ได้ทำธุรกิจข้าวอย่างเดียว เดิมธุรกิจหลัก คือ ลานมันสำปะหลัง ใน จ.กำแพงเพชร

“จุดพลิกที่บริษัทหันมาส่งออก จากในอดีตที่พ่อแม่เป็นลานมัน เนื่องจากไม่สามารถควบคุมต้นทุนที่แท้จริงได้ พอราคาขึ้น-ลง เราไม่รู้ตลาด บางทีผลิตไว้พอถึงเวลาส่งราคาลง กว่าจะได้ส่งก็โดนตัดราคา จึงอยากทำให้เป็นอุตสาหกรรม ต้องส่งออกเอง จะได้มีข้อมูลมากกว่านี้ เราได้รับการช่วยเหลือจากกสิกรฯ และเริ่มเดินสายพบลูกค้า เราบอกเขาว่าเราไม่ใช่ผู้ส่งออกที่จะมาเอาเปรียบลานมัน เน้นความสม่ำเสมอ เราบอกว่าเราเป็นคนไทย นี่เป็นอาชีพคนไทยที่ต้องรักษาไว้ เรามาอย่างเพื่อน” สุวารีกล่าว

หลังจากตัดสินใจส่งออก ปี 2559 ได้เริ่มเช่าคลังที่ จ.พระนครศรีอยุธยา และรวบรวมรับซื้อมันสำปะหลังจากจังหวัดต่าง ๆ คือ กำแพงเพชร ตาก อุบลราชธานี สระแก้ว และนำเข้าจากกัมพูชา และ สปป.ลาว จากนั้นรวบรวมที่รับซื้อทั้งหมดส่งไปฮับที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อลงเรือโป๊ะไปขึ้นเรือใหญ่ส่งออก

“ปีแรก 2559 เริ่มต้นเพียง 2,000 ตันเท่านั้น และเพิ่มขึ้นสูงที่สุดคือ ปี 2565 ที่ทำได้ถึง 1,480,735 ตัน บวกกับตลาดในประเทศอีก 2 แสนตัน รวม 1.7 ล้านตัน เป็นสถิติสูงสุดในช่วงเวลาเพียงแค่ 7 ปี ปัจจุบันรายได้ของธุรกิจสวัสดิ์ไพบูลย์ อยู่ที่ 15,000 ล้านบาท เป็นธุรกิจมันสำปะหลัง 12,000 ล้านบาท และธุรกิจข้าวจากโรงสี 2 โรงอีก 6,000 ล้านบาท”

“ผมใช้หลักว่าค้าขายไม่เอาเปรียบลูกค้า ครั้งหนึ่ง เมื่อปีที่แล้ว ราคาที่เคยไว้ 235 เหรียญสหรัฐ แต่ตลาดขึ้นไป 295 เหรียญสหรัฐ ผู้ส่งออกหลายรายขอขึ้นราคา คอฟโก้รัฐวิสาหกิจจีนกลัวเราทิ้งคอนแท็กต์จะเสียหาย เราบอกว่าสวัสดิ์ไพบูลย์ยินดียืนราคาเดิมพร้อมส่ง ทำให้คอฟโก้มีความมั่นใจว่าได้รับสินค้าตามเวลาที่กำหนด คนอื่นขึ้นราคา เรากลืนเลือด สมมุติขาย 40,000 ตัน ราคาต่าง 60 เหรียญสหรัฐ ขาดทุน 2.4 ล้านเหรียญ คูณอัตราแลกเปลี่ยน เกือบ 100 ล้าน ผมมองว่าการส่งมอบคือหน้าที่และความรับผิดชอบของเรา ไม่ว่าจะเป็นคอฟโก้ หรือรายไหนก็ต้องส่งเมื่อทำสัญญาไว้แล้ว วันนี้คอฟโก้ซื้อเรา 90% ทำสัญญาทั้งปี”

สงครามรัสเซียคือโอกาส

ขณะที่ “สุวารี” เล่าด้วยว่า ในอดีตมันสำปะหลังเส้นไทยที่ส่งออกไปจีนจะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมแอลกอฮอล์ทั้งหมด แต่เมื่อปี 2565 ปรากฏว่าเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาธัญพืช รวมถึงข้าวโพดปรับขึ้นสูงมาก ผู้นำเข้าจีนได้ทดลองหันมาใช้มันสำปะหลังผสมเป็นอาหารสัตว์แทนธัญพืช ตามที่เราเคยแนะนำ ทำให้ยอดส่งออกปี 2565 ขยับขึ้นเป็นนิวไฮ ตอนนี้มันสำปะหลังที่ส่งออกไปจีนถูกนำไปผลิตแอลกอฮอล์ 60% และผลิตอาหารสัตว์ 40%

เตรียมส่งคอฟโก้ 5 แสนตัน

ปีนี้ราคาธัญพืชลดความร้อนแรงลง แต่บริษัทได้ทำสัญญาขายมันเส้นให้คอฟโก้ 5 แสนตัน โดยกำหนดให้เสนอราคาลอตต่อลอต ซึ่งจะเริ่มทยอยส่งมอบ เดือนละลำ 40,000-50,000 ตัน เริ่มตั้งแต่ ม.ค. 2567

โดยในปีนี้ช่วง 10 เดือนแรก (ม.ค.-ต.ค.) 2566 เราสามารถส่งออกไปแล้ว 1,027,656 ตัน คาดว่าทั้งปีจะทำได้ 1.1-1.2 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 19-20% ของการส่งออก ส่วนปี 2567 บริษัทวางเป้าหมายจะขยับสัดส่วนและรักษาระดับให้เป็น 25% ของปริมาณการส่งออก หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของประเทศ

“ธุรกิจเราตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้น 5% ทุกปี แต่สิ่งสำคัญคือผลผลิต ซึ่งขึ้นกับดินฟ้าอากาศ โดยส่วนแบ่งการตลาด จากช่วงแรกอยู่แค่ 10-20% แต่ตอนนี้พยายามรักษาสัดส่วน 24-25% ของการส่งออก เช่น ปีนี้คาดว่าส่งออกได้ 1.2 ล้านตัน ทั้งประเทศ 4-5 ล้านตัน”

อาหารสัตว์หนุน ยอดปี’67

“กิตติชัย” ยังคาดการณ์ด้วยว่า โอกาสการส่งออกมันสำปะหลัง ปี 2567 ตลาดยังมีความต้องการอีกมาก โดยเฉพาะอาหารสัตว์ แป้งมัน สารให้ความหวาน เอทานอล แต่สิ่งสำคัญวิกฤตของไทยเกิดจากต้นทาง ข้อจำกัดของการส่งออก คือ ปริมาณผลผลิตในประเทศที่ไม่เพียงพอ ปกติไทยผลิตได้เพียงปีละ 27-28 ล้านตัน มานานนับสิบปีแล้ว ทำให้ผู้ส่งออกโรงแป้งกับมันเส้นต้องแย่งกันซื้อ ราคาขึ้นไปสูงมาก แล้วยังไม่พอ ยังต้องไปหาวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านมาเสริม บริษัทเราต้องอาศัยวัตถุดิบจากเพื่อนบ้านกัมพูชา และลาว มาเสริมประมาณ 30% และใช้ในประเทศ 70%

มันสำปะหลัง ไทยคือผู้ส่งออกเบอร์ 1 ของโลก และทิ้งห่างจากเบอร์ 2 คือเวียดนาม ที่ส่งออกแค่ 6-7 แสนตัน ทิ้งห่างกันเกือบ 100% ไทยส่งออก 5-7 ล้านตัน เฉพาะคู่ค้าเราเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ในจีน 5 ราย แต่ละรายต้องการซื้อมันสำปะหลังรายละ 1 ล้านตัน รวมแล้ว 5 ล้านตันแล้ว ถึงจะไปทำตลาดได้เพิ่ม เช่น ตลาดอาหารสัตว์ในจีน ปกติใช้อยู่ประมาณ 380 ล้านตัน ถ้าเอาเฉพาะอาหารหมูและอาหารไก่ปริมาณ 100 ล้านตัน กลุ่มนี้มาใช้มันสำปะหลังผสมในสูตรแค่ 10% เท่ากับความต้องการมันสำปะหลังจะเพิ่มขึ้นไปถึง 10 ล้านตัน จากปัจจุบันมันไม่พอแน่นอน เรายังผลิตได้เพียง 27-28 ล้านตัน ถูกดึงไปผลิตเป็นแป้งมัน 55% และที่เหลือเป็นมันเส้น 45%

ดังนั้น บริษัทหวังว่าทางภาครัฐจะให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ที่ให้เชื้อแป้ง และผลผลิตต่อไร่สูง เช่น เกษตรศาสตร์ 50 ระยอง 72 หากรัฐสนับสนุนเพิ่มผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น จะทำให้เกษตรกรได้รายได้เพิ่มขึ้น

แย่งซื้อหัวมันราคาทะลุ 4 บาท

“กิตติชัย” กล่าวด้วยว่า ตลาดมันสำปะหลังกังวลต่อสถานการณ์เอลนีโญและโรคใบด่างว่าจะส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังให้ลดลง ทำให้มีการไล่ราคารับซื้อสูงขึ้นจนขณะนี้ราคาหัวมันสำปะหลังเกิน 4.20 บาท จากปกติ 3.50 บาท เกษตรกรก็มีกำไรแล้ว ราคาดังกล่าวเมื่อคิดไปเป็นราคาแป้งมัน ที่ กก.ละ 20 บาท และราคามันเส้นเกิน 9.00 บาท ถือว่าสูงมาก

ปกติตลาดจีนจะเทียบราคามันสำปะหลังกับข้าวโพด ซึ่งเป็นสินค้าทดแทน ราคาจะต่างกันราว ๆ 80% เช่น ข้าวโพด กก.ละ 10 บาท มันเส้นก็ไม่ควรเกิน 8 บาท ตอนนี้ข้าวโพดราคา 9 บาท มันสำปะหลังก็ควรจะอยู่ที่ 7 บาท แต่ราคายังยืนอยู่ที่ 9.00 บาท และยิ่งไปกว่านั้น ราคาแป้งมันแพงกว่าแป้งข้าวโพดไปอีก 1 พันเหรียญสหรัฐต่อตัน

ในอนาคตหากผู้นำเข้ามองว่าฐานราคามันสำปะหลังขยับขึ้นไปสูงมากจนเกินกว่าจะรับได้ อาจหันไปหาวัตถุดิบทดแทนซึ่งอาจจะส่งผลในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...