โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“บ้านสาริน” ยักษ์อุบลฯแข่งดุ ฝ่าวิกฤตอสังหาฯ 25 ปีสู่รายได้พันล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 พ.ย. 2566 เวลา 05.24 น. • เผยแพร่ 09 พ.ย. 2566 เวลา 05.24 น.

คอลัมน์ : สัมภาษณ์

นานนับ 2 ทศวรรษที่ “บ้านสาริน” ทุนท้องถิ่นยักษ์ใหญ่อสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดอุบลราชธานี สามารถฟันฝ่าวิกฤต และเติบโตเป็นผู้นำตลาดบ้านจัดสรรอันดับต้น ๆ ภายในจังหวัด ด้วยยอดรายได้ประมาณกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “เมตตา เมืองเจริญ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บ้านสาริน จำกัด จ.อุบลราชธานี ย้อนวันวาน ผ่านร้อนผ่านหนาวมาถึงแผนการลงทุน และการดำเนินธุรกิจยุคปัจจุบันที่ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง

ก้าวย่าง 25 ปีสู่ธุรกิจอสังหาฯ

“เมตตา” เล่าว่า ในอดีตบริษัทบ้านสารินเป็นธุรกิจกงสี เดิมครอบครัวไม่ได้ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่รุ่นพ่อมักซื้อที่ดินเก็บไว้ มีที่ดินบางแห่งนำไปร่วมลงทุนกับบุคคลอื่น เพื่อทำหอพัก หรือทาวน์เฮาส์แบ่งล็อกขาย

โดยไม่ได้เป็นเจ้าของมีอำนาจบริหารจัดการ กระทั่งปี 2540 วิกฤตทางการเงิน ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจในประเทศไทย ผู้ร่วมลงทุนทิ้งโครงการแล้วไม่ทำต่อ ทรัพย์สินจึงถูกโอนชำระหนี้กลับมา กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัว

“รุ่นลูกอย่างเรารวมถึงพี่น้องได้นำทรัพย์สินของคุณพ่อมาปัดฝุ่น บางแห่งไปเทกโอเวอร์มาพัฒนาต่อ จนปี 2544 เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กระเตื้องขึ้นมา ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการ เป็นจุดเปลี่ยนในการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจัง ทำให้บริษัทบ้านสารินเติบโตขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

กระทั่งปี 2548 เจ้าพนักงานที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดอุบลราชธานี มองเห็นศักยภาพของจังหวัด ซึ่งมีโครงการจัดสรรอยู่จำนวนมาก และต้องการพัฒนาพื้นที่จัดสรรให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 จึงให้บริษัท บ้านสาริน เป็นบริษัทนำร่อง ทั้งเป็นพี่เลี้ยงให้โครงการอื่น ๆ เริ่มจัดสรรที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่โครงการบ้านสาริน 1

ปัจจุบัน บ้านสาริน ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พัฒนาบ้านจัดสรรในจังหวัดอุบลราชธานีมานานกว่า 25 ปีแล้ว นับรวมมาถึงโครงการบ้านสาริน ลำดับที่ 30 โดยเฉลี่ยแต่ละโครงการในอดีตจะมีจำนวนยูนิตประมาณ 70-80 ยูนิต ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 100-400 ยูนิตต่อโครงการ ขึ้นอยู่กับขนาดของที่ดิน

สำหรับราคาบ้านเริ่มต้นประมาณ 2-3 ล้านบาทต่อหลัง ไปจนถึงกลุ่มลักเซอรี่ ราคา 10-20 ล้านบาทต่อหลัง โดยแอ็กทีฟโครงการเฉลี่ย 7-8 โครงการต่อปี บางโครงการต้องใช้เวลาถึง 3 ปีกว่าจะส่งมอบให้กับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเสร็จสมบูรณ์ ขณะเดียวกัน พร้อมเปิดโครงการใหม่ 2-3 โครงการต่อปี วนเป็นรอบไปเรื่อย ๆ

“เรามีโปรดักต์ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม แต่ยังคงเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์แนวราบทั้งหมด คอนโดฯยังไม่มี เพียงเริ่มซื้อที่ดินไว้รอพัฒนาเท่านั้น ลูกค้าหลัก 60% ซื้อบ้านในราคาเฉลี่ย 2-4 ล้านบาท เป็นกลุ่มข้าราชการหรือพนักงานเงินเดือนประจำ ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มตลาดบนอย่างเจ้าของธุรกิจซึ่งมีอัตราการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด

โดยซื้อบ้านอยู่อาศัยราคาประมาณ 9-15 ล้านบาทขึ้นไป และในฐานะผู้ประกอบการที่เป็นทั้งนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างบริษัทของตัวเอง ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ต้องนำพาองค์กรขับเคลื่อนไปให้ได้ เพราะในความยากลำบากก็มีความสำเร็จอยู่ในนั้น”

บ้านสาริน

สารพัดปัญหากระทบปี 2566

สำหรับมูลค่าการลงทุนของบริษัทในแต่ละปีเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000-2,000 ล้านบาท ขณะที่รายได้เฉลี่ยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี อัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 10% ต่อปี และในปี 2565 ลงทุนไปประมาณ 2,000 ล้านบาท มียอดรายได้รวม 1,050 ล้านบาท ส่วนปี 2566 ผ่านไป 3 ไตรมาส รายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 700 ล้านบาท ดังนั้น ไตรมาสที่ 4 จะพยายามผลักดันตัวเลขโค้งสุดท้ายให้ได้เท่ากับปีที่ผ่านมา

ประเด็นสำคัญปี 2566 มีสัญญาณที่เป็นปัญหากรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับเกณฑ์มาตรการ LTV ตั้งแต่ปลายปี 2565 ที่ผ่านมา เรื่องการควบคุมการปล่อยกู้ เพื่อชะลอไม่ให้เกิดโอเวอร์ดีมานด์ เพราะกลัวคนซื้ออสังหาริมทรัพย์เก็งกำไรมากกว่าการอยู่อาศัยจริง และกลัวว่าจะเกิดการลงทุนเกินจริง จนเสี่ยงเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL)

ซึ่งแบงก์ชาติตัดสินใจไม่ต่ออายุมาตรการผ่อนคลาย LTV ควบคุมการซื้อบ้านด้วยเงื่อนไขเข้มงวด รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น ทำให้ลูกค้าเริ่มตัดสินใจยาก เพราะแต่ก่อนบ้านราคา 2 ล้านกว่าบาท ผ่อนประมาณ 7,000 บาทต่อเดือน

แต่ปัจจุบันต้องผ่อนประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มีฐานเงินเดือน 15,000 บาทชะลอการซื้อ นอกจากนี้ ภาวะค่าครองชีพสูงขึ้นค่อนข้างมีผลกระทบเป็นอย่างมาก เพราะลูกค้ามีปัญหาหนี้เดิมอยู่แล้ว ทั้งผ่อนชำระล่าช้า ขอปรับโครงสร้างหนี้ และแบงก์คุมเข้มกลัว NPL ขึ้น ทำให้ดีมานด์เริ่มหดตัว

ยอดการปฏิเสธสินเชื่อ (reject rate) ของธนาคารในปี 2566 ถือว่าสูงมาก จากการพูดคุยกันกับกลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ด้วยกัน บางรายระบุว่าปัจจุบันกลุ่มลูกค้าที่ซื้อบ้านราคา 1-2 ล้านบาทมีอัตราการถูกแบงก์ปฏิเสธสูงเป็นประวัติการณ์ ประมาณ 60-70% สะท้อนให้เห็นว่าคุณภาพของลูกค้ามีปัจจัยลบทั้งด้านค่าครองชีพ 
หนี้ครัวเรือน แต่รายได้ไม่ปรับเพิ่มขึ้น เกณฑ์รายได้ของลูกค้าไม่พอ และมีปัญหาเครดิตบูโร

ทุนใหญ่บุกตลาด

“เมตตา” บอกว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาการแข่งขันของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดอุบลราชธานีค่อนข้างดุเดือด เพราะวัสดุก่อสร้างปรับราคาสูงขึ้นตลอด ในมุมมองของผู้ประกอบการเรียกได้ว่าอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างลำบาก เพราะจะลดหรือเพิ่มราคาบ้านไม่ได้ ทำได้เพียงอัดโปรโมชั่นจูงใจลูกค้า ขณะเดียวกัน ตลาดอสังหาริมทรัพย์พื้นที่อีสานใต้ก็เริ่มมีบริษัทใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เข้ามาลงทุนในพื้นที่อย่างมีนัยยะ จังหวัดหัวเมืองใหญ่ ๆ ในภาคอีสานถูกบุกลงทุนอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะเขตการศึกษา เช่น ขอนแก่น อุดรธานี นครราชสีมา สำหรับอุบลราชธานีมีหลายแบรนด์ที่เริ่มทยอยเข้ามา ยกตัวอย่าง บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ที่เข้ามาปูพรมไว้แล้ว

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการท้องถิ่นในจังหวัดอุบลราชธานีได้พูดคุยกันถึงการผลักดันตั้งสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อผนึกกำลังสร้างกลยุทธ์เพื่อสู้ทุนใหญ่ โดยยังคงข้อดีไว้ คือถือต้นทุนที่ดินถูกกว่า มีโอกาสเลือกทำเลที่ดีกว่า การซื้อขายระหว่างเจ้าของที่ดิน (landlord) ทำได้ง่ายกว่า และส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการอสังหาฯท้องถิ่น ลูกค้าสามารถสื่อสารได้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่ความเสี่ยงสูง (high risk) แต่ให้ผลตอบแทนสูง (high return) เช่นเดียวกัน ความน่าสนใจคือ เติบโตตามศักยภาพของพื้นที่ และจากประสบการณ์พบ 3 ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมากคือ

1.ปี 2540 เกิดวิกฤตทางการเงิน หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง 2.ปี 2551 เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือวิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพ 3.วิกฤตโควิด-19 และตอนนี้อาจมีปัญหาเรื่องภาพรวมของเศรษฐกิจทั้งโลกเข้ามาอีก

“จากวิกฤตต่าง ๆ เราผ่านมันมาได้ และในช่วงโควิด-19 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของจังหวัดอุบลราชธานีมีกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยจริง ๆ จากกลุ่มแรงงานที่ไปทำงานต่างจังหวัด และย้ายกลับมาบ้านเกิดในจังหวัดอุบลราชธานี ต่างเริ่มต้นซื้อทรัพย์สินเป็นที่อยู่อาศัยและรถยนต์เป็นอันดับแรก ทำให้ยอดขายในช่วงโควิด-19 ไม่ตก และหากดูตัวเลขเปรียบเทียบย้อนหลัง 3 ปี ภาพรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดอุบลราชธานีถือว่ายังไปได้ดี”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...