โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่เป็นภรรยาร้ายกาจของชายใบ้ยุค70

นิยาย Dek-D

อัพเดต 02 เม.ย. 2567 เวลา 00.24 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. 2567 เวลา 00.24 น. • เฟยอี้อิง
แก้วตาสาวสวยวัย 34 ปีเจ้าของร้านอาหารและโรงแรมชื่อดัง นอนแน่นิ่งหลับตาลงช้า ๆ เพื่อรับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมด้วยความเวทนาเธอหนีงานหนีพ่อแม่บุญธรรมไปเที่ยวพักผ่อนที่ประเทศจีนตั้งหลายวัน

ข้อมูลเบื้องต้น

แก้วตาสาวสวยวัย 34 ปีเจ้าของร้านอาหารและโรงแรมชื่อดัง นอนแน่นิ่งหลับตาลงช้า ๆ เพื่อรับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมด้วยความเวทนาเธอหนีงานหนีพ่อแม่บุญธรรมไปเที่ยวพักผ่อนที่ประเทศจีนตั้งหลายวัน ขาบินกลับเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเครื่องบินที่โดยสารกลับระเบิดอย่างกะทันหันจนทำให้เธอและทุกคนที่อยู่ในเครื่องบินลำดังกล่าวตายกันหมด

เธอยังไม่ทันได้ทำใจยอมรับว่าตัวเองตายแล้วจริง ๆ กลับต้องตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของหญิงสาวชาวบ้านที่ร้ายกาจคนหนึ่ง ที่นี่คือหมู่บ้านสุ่ยหนาน เมืองหย่าอัน มณฑลเสฉวน ปี 1971ของประเทศจีนเรียกได้ว่าเป็นยุคที่ข้าวยากหมากแพงผู้คนเจ็บป่วยล้มตายกันเป็นจำนวนมากเพราะขาดแคลนอาหาร

สวัสดีนักอ่านทุกคนไรท์เป็นนักเขียนหน้าใหม่ฝากเนื้อฝากตัวและฝากนิยายเรื่องแรกของไรท์ด้วยนะ ดีไม่ดียังไงนักอ่านทุกคน สามารถติชมกันได้น้า

เกิดใหม่เป็นภรรยาร้ายกาจของชายใบ้ยุค70

เริ่มอัพ 7/11/2023

บทที่1เกิดใหม่

"บ้าที่สุดเลย ชีวิตก่อนว่าแย่แล้วนะ ชีวิตนี้กลับแย่ยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าเฮ้อ! ทำไมสวรรค์ไม่เมตตาเธอบ้าง"

แก้วตาสาวสวยวัย 34 ปีเจ้าของร้านอาหารและโรงแรมชื่อดัง นอนแน่นิ่งหลับตาลงช้า ๆเพื่อรับความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมด้วยความเวทนาเธอหนีงานหนีพ่อแม่บุญธรรมไปเที่ยวพักผ่อนที่ประเทศจีนตั้งหลายวัน ขาบินกลับเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นเครื่องบินที่โดยสารกลับระเบิดอย่างกะทันหันจนทำให้เธอและทุกคนที่อยู่ในเครื่องบินลำดังกล่าวตายกันหมด

เธอยังไม่ทันได้ทำใจยอมรับว่าตัวเองตายแล้วจริง ๆกลับต้องตื่นขึ้นมาอีกครั้งในร่างของหญิงสาวชาวบ้านที่ร้ายกาจคนหนึ่ง ที่นี่คือหมู่บ้านสุ่ยหนาน เมืองหย่าอัน มณฑลเสฉวน ปี 1971ของประเทศจีนเรียกได้ว่าเป็นยุคที่ข้าวยากหมากแพงผู้คนเจ็บป่วยล้มตายกันเป็นจำนวนมากเพราะขาดแคลนอาหาร

ร่างที่แก้าตาเข้ามาอาศัยอยู่มีชื่อว่าซุนเย่วเล่อเป็นหญิงสาวที่ร้ายกาจและเกียจคร้านที่สุดในหมู่บ้านสุ่ยหนานความร้ายกาจของซุนเย่วเล่อเกิดมาจากพ่อแม่ที่ลำเอียง ซุนเย่วเล่อมีน้องสาวฝาแฝดชื่อว่าซุนเย่วอิงที่มีอายุ22ปีเท่าเธอ มีพี่ชายคนโตชื่อว่าซุนไป๋เย่วอายุ27ปีพ่อแม่ซุนรักลูกชายคนโตและลูกสาวคนเล็กมากส่วนลูกสาวคนรองอย่างซุนเย่วเล่อกลับถูกเกลียดชัง

สาเหตุที่ทำให้พ่อแม่ซุนเกลียดชังซุนเย่วเล่อคือพวกเขาคิดว่าซุนเย่วเล่อคือแม่เฒ่าซุนแม่สามีที่ชอบดุด่าทุบตีและหาเรื่องมารังแกลูกสะใภ้อย่างแม่ซุนได้ทุกวี่ทุกวันกลับชาติมาเกิดใหม่เป็นซุนเย่วเล่อ

ทำให้พ่อแม่ซุนไม่รักใคร่เธอและไม่เคยมองเธอเป็นลูกสาวของพวกเขา ตั้งแต่เล็กจนโตซุนเย่วเล่อถูกทุกคนในบ้านซุนเอารัดเอาเปรียบทุกอย่าง เพื่อปกป้องตัวเองจากพ่อแม่ใจร้ายซุนเย่วเล่อจึงต้องกลายเป็นคนร้ายกาจ

เธออยากเอาคือพ่อแม่และทุกคนในบ้านซุนเธออยากทำให้พวกเขาอับอายขายหน้า อายุเพียง16ปีแต่เที่ยวไล่ตบตีแย่งผู้ชายกับหญิงสาวชาวบ้านไม่เว้นวัน ซุนเย่วเล่อชอบรังแกทุบตีผู้ที่อ่อนแอกว่าแม้แต่เด็กก็ไม่เว้น ชาวบ้านไม่ว่าจะหัวหงอกหัวดำเธอด่าหมดไม่สนพ่อแม่ใคร

จนเมื่อเธออายุครบ18ปีพ่อแม่ซุนที่ทนความอับอายต่อไม่ไหว จึงได้รีบหาชายหนุ่มมาแต่งงานกับเธอเพื่อให้สามีพาเธอออกจากบ้านซุนให้เร็วที่สุด แต่ผู้ชายทุกคนในหมู่บ้านสุ่ยหนานไม่มีใครอยากแต่งงานกับเธอสักคน เหลือเพียงอี้ไห่หลานทหารหนุ่มวัย 28 ปีผู้ที่ไม่มีปากมีเสียงเพราะได้รับบาดเจ็บจนเป็นใบ้ แม่ซุนจึงได้ยอมเสียหน้าไปขอร้องอ้อนวอนให้แม่อี้รับซุนเย่วเล่อไปเป็นลูกสะใภ้

แม่อี้ที่มีลูกชายหัวปีท้ายปีถึง5คนอี้ไห่หลาน อี้ไห่กัง อี้ไห่เกอ อี้ไห่กุ้ย อี้ไห่กั๋วตั้งแต่ลูกชายคนรองไปจนถึงคนเล็กทุกคนแต่งงานกันหมดแล้วเหลือเพียงลูกชายคนโตอย่างอี้ไห่หลานที่ไม่มีใครอยากแต่งงานด้วย พอแม่ซุนมาขอร้อง แม่อี้จึงได้ตอบตกลงทันที แม้ว่าอี้ไห่หลานจะไม่เต็มใจที่จะแต่งงานกับซุนเย่วเล่อ แต่เขาก็ไม่อาจขัดใจผู้เป็นแม่ได้

ซุนเย่วเล่อที่รู้ว่าพ่อแม่จะให้แต่งงานกับคนใบ้ก็ได้โหวกเหวกโวยวายด่าทอพ่อแม่ต่างๆนานาด้วยความไม่พอใจ แต่พ่อแม่กลับไม่สนใจพวกเขาจับซุนเย่วเล่อแต่งตัวเพื่อเข้าวิธีแต่งงานทันที

เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ซุนเย่วเล่อจึงไปตกลงกับอี้ไห่หลานว่าพวกเขาแค่แต่งงานตามที่ผู้ใหญ่ต้องการ จะไม่มีอะไรเกินเลยไปกว่านี้ อี้ไห่หลานก็เห็นด้วย แต่คืนเข้าหออี้ไห่หลานกับซุนเย่วเล่อถูกแม่ซุนวางยาจึงทำให้พวกเขาได้เสียเป็นสามีภรรยากันอย่างจริง ๆซุนเย่วเล่อจึงเกลียดอี้ไห่หลานที่ไม่รักษาคำพูด2เดือนหลังแต่งงานซุนเย่วเล่อก็ท้องพอรู้ว่าตัวเองท้องซุนเย่วเล่อยิ่งโกรธเกลียดสามีมากขึ้นไปอีก

ซุนเย่วเล่อคอยสร้างความวุ่นวายให้สามีและบ้านอี้ตลอดเวลา เอารัดเอาเปรียบน้องสะใภ้และทุกคนในบ้านอี้จนดูน่าเกลียด นานวันเข้าน้องสะใภ้ทั้ง4คนทนไม่ไหวจึงได้มีปากเสียงและเกิดการทะเลาะและตบตีกันขึ้น จนบ้านอี้แทบลุกเป็นไฟ ทุกคนในบ้านไม่มีใครอยู่อย่างสงบสุขแม้แต่อี้ไห่หลาน แม่อี้เริ่มทนกับพฤติกรรมที่เห็นแก่ตัวของลูกสะใภ้ไม่ไหว หลังจากที่ซุนเย่วเล่อคลอดลูกชายอี้ไห่หยวนได้เพียงเดือนเดียวแม่อี้ก็ออกปากขอร้องให้อี้ไห่หลานกับซุนเย่วเล่อแยกบ้านออกไปอยู่ต่างหากทันทีอี้ไห้หลานก็เห็นด้วยกับผู้เป็นแม่

หลังแยกบ้านซุนเย่วเล่อยิ่งทำตัวแย่มากขึ้นไปอีกสามีไปทำงานในทุ่งนา เธออยู่บ้านเลี้ยงลูกกับเอาลูกเป็นที่ระบายอารมณ์ เธอทุบตีลูกทุกวันอี้ไห่หลานกลับมาแต่ทำงาน เห็นรอยฟกช้ำตามเนื้อตามตัวของลูกชายก็โกรธภรรยามาก

เขาจึงยื่นคำขาดให้เธอ หากเธอไม่หยุดทุบตีลูกเขาจะหยุดทำงานในทุ่งนามาเลี้ยงลูกเอง แล้วให้เธอไปทำงานในทุ่งนาแทน ซุนเย่วเล่อไม่อยากไปทำงานในทุ่งนาจึงรีบรับปากสามีว่าจะดูแลลูกให้ดีจะไม่ทุบตีลูกอีก ต่อหน้าสามีเธอจึงดูแลลูกเป็นอย่างดีคล้อยหลังสามีออกไปทำงานเธอก็แอบทุบตีด่าทอลูกชายทุกวันเหมือนเดิม แต่ไม่ทิ้งรอยฟกช้ำไว้ให้สามีเห็น

จนลูกชายอายุได้3ขวบเธอก็ยังไม่หยุดทุบตีลูก วันนี้ซุนเย่วเล่อก็ไล่ทุบตีลูกชายเหมือนทุกวัน ลูกชายวัย3ขวบก็วิ่งหนีผู้เป็นแม่เหมือนทุกวัน แต่สิ่งที่ไม่เหมือนทุกวันคือซุนเย่วเล่อวิ่งไล่ทุบตีลูกจนตัวเองลื่นล้มหัวฟาดพื้นตาย จึงทำให้แก้วตาได้เข้ามาอยู่ในร่างนี้แทน

"แม่ครับ..ฮืออ..ตะ..ตื่นมาตีหยวนหยวนสิครับ หยวนหยวนจะไม่วิ่งหนีแม่อีกแล้ว..ฮืออ"

เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยที่ยังพูดจาไม่ค่อยชัดทำให้ซุนเย่วเล่อเธอตื่นจากภวังค์นึกคิด หันหน้าไปมองเด็กน้อยเนื้อตัวมอมแมมที่กำลังนั่งก้มหน้ากอดเอวเธอพร้อมกับร้องไห้ออกอย่างหนัก

เด็กน้อยหยวนหยวนที่เห็นผู้เป็นแม่ลื่นล้มหัวฟาดฟื้นนอนแน่นิ่งไปกับตาก็ร้องไห้โฮด้วยความหวาดกลัว เด็กน้อยกลัวว่าจะเสียผู้เป็นแม่ เขายอมให้ผู้เป็นแม่ทุบตี ดีกว่าแม่นอนแน่นิ่งไปแบบนี้

"หยวนหยวนหยุดร้องไห้ แม่ไม่เป็นอะไรแล้วแค่ลื่นล้มนิดหน่อย"

ซุนเย่วเล่อค่อย ๆยันกายลุกขึ้นนั่ง แล้วจึงหันไปสั่งให้เด็กน้อยหยวนหยวนหยุดร้องไห้ หยวนหยวนหยุดร้องไห้แทบจะทันที ที่ได้ยินเสียงผู้เป็นแม่สั่งเขาทำใจกล้ากอดเอวผู้เป็นแม่ไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เพราะนี้เป็นครั้งแรกที่ผู้เป็นแม่ยอมให้เขากอด

"หยวนหยวนหนูกินข้าวเช้าหรือยังลูก"

ซุนเย่วเล่อก้มมองเด็กน้อยที่กำลังกอดเอวเธอไว้แน่นด้วยความสงสาร ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม้ว่าเธอจะไม่เคยแต่งงานไม่เคยมีลูก แต่เธอรักเด็กมากเธอสามารถเข้ากับเด็กได้ทุกเพศไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง ก่อนตายความฝันสูงสุดของเธอคืออยากจะมีลูกชายน่ารักๆเป็นของตัวเองสักสองสามคน ส่วนสามีไม่จำเป็นต้องมีก็ได้

"หยวนหยวนทำแม่โกรธ แม่สั่งห้ามไม่ให้หยวนหยวนกินข้าว"เด็กตอบคำถามผู้เป็นแม่อย่างใสซื่อ

"แม่หายโกรธแล้ว เราไปกินข้าวกินเถอะ"

ซุนเย่วเล่อยันกายลุกขึ้นมาจากพื้นจับมือเด็กน้อย พาเดินเข้าครัวไปหาข้าวกิน

"แม่เจ้า! นี่มันอาหารของเด็กน้อยวัยสามขวบจริง ๆ เหรอเนี่ย"

ในครัวไม่มีอะไรให้กินเลยนอกจากผักป่าต้มกับน้ำพริกและแป้งจี่แข็ง ๆหยาบ ๆเพราะตั้งแต่อี้ไห่หลานตัดขาดจากบ้านอี้ครอบครัวนี้ก็ยากจนและอดอยากมากขึ้น แถมซุนเย่วเล่อยังแอบเก็บอาหารดีๆไว้กินคนเดียวอีก

ทั้ง ๆ ที่เธอเป็นสาเหตุหลักที่ทำอี้ไห่หลานต้องตัดขาดจากทุกคนในบ้านอี้แท้ ๆแม้ว่าจะแยกบ้านกันแล้วแต่ซุนเย่วเล่อก็ยังแอบไปขโมยอาหารจากบ้านอี้อยู่ตลอด จนทุกคนในบ้านอี้เกิดความไม่พอใจ อี้ไห่หลานจึงขอตัดขาดจากครอบครัวอย่างเด็ดขาดและสั่งห้ามซุนเย่วเล่อไปเหยียบบ้านอี้อีก

"หยวนหยวนอย่าเพิ่งกินของพวกนี้นะ แม่จะไปเอาไข่ไก่มาทำอาหารให้ลูกกิน"

สั่งเด็กน้อยเสร็จสรรพ ซุนเย่วเล่อก็เดินเข้าห้องนอนส่วนตัวของซุนเย่วเล่อคนเก่าทันที ซุนเย่วเล่อกับสามีแย่งห้องนอนกันตั้งแต่ตอนแยกบ้านกับบ้านอี้แล้ว ส่วนเด็กน้อยหยวนหยวนแน่นอนว่าเขานอนกับผู้เป็นพ่อตั้งแต่เด็ก ซุนเย่วเล่อจะดูแลลูกชายทิ้ง ๆ ขว้าง ๆแค่ตอนกลางวันเท่านั้นช่วงที่อี้ไห่หลานไปทำงานในทุ่งนา

"ซุนเย่วเล่อยัยคนเห็นแก่ตัว ของดี ๆเก็บเอาไว้กินคนเดียวหมดเลยนะ ไม่คิดจะแบ่งให้สามีกับลูกชายเลยหรือไง"

เมื่อเห็นของที่ซุนเย่วเล่อคนเก่าซ่อนเอาไว้ ซุนเย่วเล่อคนใหม่อย่างเธอต้องกัดฟันด้วยความไม่พอใจ ไข่ไก่5ฟอง ข้าวสารชั้นดี4จินแป้งสาลี3จินซาลาเปา 2 ลูก น้ำตาลทรายแดง1จิน น้ำผึ้งครึ่งขวด ลูกอม4 เม็ดและเครื่องปรุงอาหารอื่น ๆอีก

ซุนเย่วเล่อนำซาลาเปา 2 ลูกกับลูกอม2เม็ดออกไปให้หยวนหยวนกิน ส่วนไข่ไก่กับแป้งสาลีเธอเก็บไว้ทำอาหารเที่ยงนำไปส่งให้อี้ไห่หลานที่ทำงานตากแดดกลางทุ่งนา

บทที่2สองแม่ลูกขึ้นเขา

"มองอะไรหยวนหยวน รีบกินสิลูกวันนี้แม่จะพาขึ้นเขานะ"

หมู่บ้านสุ่ยหนานเป็นหมู่บ้านเชิงเขาชาวบ้านที่นี่นอกจากทำงานแลกแต้มแล้วยังชอบขึ้นเขาล่าสัตว์เก็บของป่า หลังเลิกงานในทุ่งนาชาวบ้านผู้ชายบางคนจะขึ้นเขา ล่าสัตว์หรือไปเก็บผักป่ากลับมาให้ภรรยาทำอาหารให้ทุกคนในครอบครัวกิน ยิ่งตอนนี้เป็นช่วงเดือนกรกฎาคมย่างเข้าสิงหาคมเห็ดและผักป่าจะเกิดขึ้นเยอะกว่าเดือนอื่น ๆ

ชาติก่อนเธอเป็นเด็กกำพร้า ก่อนที่จะถูกพ่อแม่บุญธรรมรับเลี้ยง เธออาศัยอยู่บนเขาบนดอย ขึ้นเขาเข้าป่าหาเก็บของป่ามาทำอาหารกินเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดไปวัน ๆ

เมื่อได้มาเกิดใหม่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ต่างจากตอนเป็นเด็ก เธอจึงอยากลองขึ้นเขาเข้าป่าไปหาเก็บเห็ดหรือผักป่าและถือโอกาสเดินสำรวจป่าไปในตัว เธอต้องอยู่ที่นี่อีกนานต้องหาทางเอาตัวรอด จากความอดอยาก

"ถ้าหยวนหยวนกิน แม่จะไม่ตีหยวนหยวนใช่ไหมครับ"

แม้ว่าอาหารตรงหน้าจะดูน่ากินแต่เด็กน้อยก็ไม่กล้ากินกลัวแม่จะทุบตี

"แม่ใจดีแล้ว ต่อไปนี้แม่จะเป็นแม่ที่ดีจะไม่ทุบตีลูกอีกแล้วหยวนหยวนพอจะให้โอกาสแม่ได้เป็นแม่ที่ดีได้ไหมลูก"

เด็กคนนี้เป็นเด็กน่ารักและรู้ความมาก เขาแค่อยากได้ความรักจากแม่ แต่ที่ผ่านมาแม่อย่างซุนเย่วเล่อให้เขาไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นเธอซุนเย่วเล่อคนใหม่จะเป็นแม่ที่ดีให้เขาเอง

"ได้ครับ หยวนหยวนชอบที่แม่ใจดี แม่ใจดีแบบนี้ตลอดไปได้ไหมครับ"เด็กน้อยถามแม่เสียงใส

"ได้สิ แม่คนนี้จะใจดีกับลูกตลอดไป รีบกินข้าวเถอะแม่จะพาขึ้นเขา"

"ซาลาเปาอันนี้ อร่อยมากเลยครับแม่"

"ถ้าอร่อยลูกก็กินให้หมดทั้งสองลูกเลยสิ"

ท่าทางการกินอย่างเอร็ดอร่อยของลูกชายทำให้เย่วเล่อที่รักเด็กอยู่แล้วอดเอ็นดูไม่ได้ เธอยื่นซาลาเปาอีกลูกให้ลูกชายทันที ลูกชายรับไว้แต่ไม่ยอมกินมัน

"อีกลูกหยวนหยวนขอเก็บไว้ให้พ่อได้ไหมครับแม่"

แม้ว่าตัวเองจะยังไม่อิ่ม แต่หยวนหยวนก็ไม่สามารถกินของอร่อยคนเดียวได้ เขาอยากให้พ่อได้กินด้วย

"อันนี้หยวนหยวนกินเถอะ เดี๋ยวตอนเที่ยงแม่จะทำไปให้พ่อใหม่"

"แม่พูดจริงเหรอครับ"

"จริงสิแม่จะโกหกลูกทำไม"

พอผู้เป็นแม่รับปาก หยวนหยวนน้อยก็รีบหยิบซาลาเปาอีกลูกขึ้นมากัดกินอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนเย่วเล่อก็ฝืนกินต้มผักป่ากับน้ำพริกและแป้งจี่แข็ง ๆหยาบ ๆ

หลังกินข้าวอิ่มสองแม่ลูกก็สะพายตะกร้าไม้สานกับมีดปลายแหลม 1 เล่มเดินขึ้นเขาไป เมื่อเดินมาถึงตีนเขา พบเห็นเด็กผู้หญิง3-4คนอายุประมาณ 5ขวบพวกเขากำลังช่วยกันเก็บผักป่าอยู่ พอเห็นเย่วเล่อกับลูกเดินผ่านพวกเขารีบก้มหน้าไม่มีใครกล้าสบตาเย่วเล่อสักคนทุกคนดูหวาดกลัวเย่วเล่อมาก

"ซุนเย่วเล่อเธอต้องร้ายกาจแค่ไหนกันแม้แต่เด็กน้อยยังหวาดกลัวเลย"

เย่วเล่อบ่นพึมพำกับตัวเองเบา ๆตอนนี้เธอกับลูกชายกำลังเดินเข้าไปในป่าลึกเพราะแถบๆตีนเขาไม่ค่อยมีผักป่าให้เก็บแล้ว พอเดินเข้ามาในป่าลึกก็เจอผักป่าและเห็ดหลากหลายชนิดมาก สองแม่ลูกช่วยกันเก็บใส่ตะกร้าอย่างสนุกสนาน

"หยวนหยวน ระวังยุงกัดนะลูก"

ป่าดิบชื้นทำให้มียุงชุกชุม เย่วเล่อที่กำลังปีนขึ้นไปเก็บผลไม้ป่าที่สุกเต็มต้นเพื่อเอาลงมาให้ลูกชายกิน ร้องเตือนลูกชายที่นั่งรอด้วยความเป็นห่วง

"ครับแม่"หยวนหยวนตอบรับคำแม่เตือนอย่างเชื่อฟัง

"แม่ครับ อันนั้นคือเห็ดอะไรเหรอครับ"

เมื่อหยวนหยวนเห็นแม่ลงมาจากต้นไม้ ก็รีบชี้ให้แม่ดูกลุ่มเห็ดที่กำลังโผล่หัวขึ้นมาพ้นดิน

เย่วเล่อมองตามมือของลูกชายแล้วก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความดีใจจอมปลวกตรงหน้าลูกชายมีเห็ดโคนดอกใหญ่ ๆตูม ๆนับร้อยดอก กำลังโผล่พ้นดิน

"หยวนหยวนเด็กดีของแม่ ลูกคือดาวนำโชคของแม่จริง ๆเลย มาเถอะเรามาเก็บเห็ดโคนกัน"

เย่วเล่อกอดลูกชายด้วยความดีใจ ก่อนจะรีบนำมีดปลายแหลมมาขุดเห็ดโคนขึ้นจากดิน เห็ดโคนดอกใหญ่และขาอวบอ้วนมาก หยวนหยวนช่วยแม่เก็บเห็ดใส่ตะกร้าเห็ดที่ขุดขึ้นมาได้มีมากกว่าร้อยดอก

"ตายแล้ว! วันนี้ดูถ้าแล้วฝนคงจะตกหนักน่าดู พี่สะใภ้ใหญ่ซุนเย่วเล่อพาลูกชายขึ้นเขาหาเก็บของป่า"

เสียงแหลมพูดจากระแนะกระแหนเมื่อเห็นเย่วเล่ออุ้มลูกชายเดินออกมาจากป่าลึก สะใภ้รองบ้านอี้ หนี่เอ๋อ แซ่อี้ตามสามีสะใภ้รองกับซุนเย่วเล่อคนเก่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตลอดพบหน้ากันที่ไหนมีปากเสียงกันที่นั่น

เย่วเล่อเห็นว่าใกล้เที่ยงแล้วจึงไม่อยากมีปากเสียงกับสะใภ้รอง เพราะมันจะทำให้เธอทำอาหารไปส่งอี้ไห่หลานไม่ทัน เธอทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินในสิ่งที่สะใภ้รองพูด

เย่วเล่อพยายามเดินหลบเลี่ยงให้ถึงที่สุด แต่ดูเหมือนว่าสะใภ้รองจะไม่ยอมปล่อยให้เธอได้กลับบ้านไปง่ายๆ

"สงสัยว่าวันนี้ พี่สะใภ้ใหญ่จะลืมเอาปากมาด้วย น้องสะใภ้อย่างฉันพูดด้วยก็ไม่ยอมพูดด้วย"

สะใภ้รองลอยหน้าลอยตาพูดหวังยั่วโมโหพี่สะใภ้อย่างเย่วเล่อ

"แปลกตรงไหนกัน คนปากหมาอย่างสะใภ้รอง ยังขึ้นเขามาเก็บผักป่าได้ อันที่จริงฉันไม่ได้ลืมปากไว้ที่ไหนหรอก แค่คิดว่าเสียงหมาเห่าเลยไม่อยากถือสา"

เย่วเล่อหันมาตอบกลับสะใภ้รองเสียงนิ่ง

"พี่สะใภ้ใหญ่! มันจะมากเกินไปแล้วนะ"

สะใภ้รองชี้หน้าเย่วเล่อด้วยความไม่พอใจ มีปากเสียงกันทีไรเธอไม่เคยเอาชนะเย่วเล่อได้เลยสักครั้ง

"อะไรที่ว่ามากเกินไป ฉันเดินของฉันอยู่ดี ๆถ้าสะใภ้รองไม่เดินเข้ามาหาเรื่องฉันก่อน มีเหรอคนอย่างฉันจะเดินเข้าไปหาเรื่องสะใภ้รอง"

"ฉันหาเรื่องตรงไหนกัน สิ่งที่ฉันพูดมาเป็นความจริงทั้งนั้น คนที่วัน ๆไม่ทำงานทำการคอยแต่จะขโมยของบ้านคนอื่น"

"บ้านคนอื่นที่ไหนกัน นั้นมันบ้านแม่สามีฉัน ผิดเหรอที่ฉันไปเอาของจากบ้านแม่สามีมาทำอาหารให้ลูกชายเขากิน"

เย่วเล่อไม่ได้สะทกสะท้านต่อคำพูดเสียดสีของสะใภ้รองเธอยังคงนิ่งสงบไม่มีอาการโกรธเกรี้ยวแสดงออกมาให้สะใภ้รองเห็นแม้แต่น้อย กลับกันสะใภ้รองกับเดือดดาลกับคำพูดที่เย่วเล่อพูดโต้ตอบกลับมาอย่างเจ็บแสบ

"สะใภ้ใหญ่! หล่อนมันเห็นแก่ตัว แยกบ้านออกไปแล้วแท้ ๆยังกลับมาเอาของจากบ้านอี้อีก ผู้หญิงร้ายกาจและเห็นแก่ตัวแบบนี้สักวันพี่ใหญ่จะต้องทิ้งแกแน่"

"เสียใจด้วยนะ คนอย่างเย่วเล่อไม่มีทางที่จะถูกสามีทิ้ง ถ้าเป็นสะใภ้รองก็ไม่แน่ ฉันได้ข่าวมาว่าช่วงนี้สะใภ้รองกับน้องรองผิดใจกันบ่อย ๆ"

เย่วเล่อไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องชาวบ้าน เธอแค่พูดไปตามความทรงจำของเย่วเล่อคนเก่าเท่านั้น ช่วงนี้สะใภ้รองกับสามีมีปัญหากันบ่อย

"แก..แก..นังเย่วเล่อ!! แกกล้าดียังไงแช่งให้ฉันถูกสามีทิ้ง"

"ใจเย็น ๆสะใภ้รอง โกรธจนตัวสั่นขนาดนี้ระวังจะหายใจไม่ทันเอานะฮ่าฮ่าฮ่า หยวนหยวนน้อยของแม่ พวกเรากลับบ้านกันเถอะ"

เย่วเล่อไม่สนใจสะใภ้รองที่กำลังโกรธจนเนื้อตัวสั่น เธออุ้มลูกชายเดินกลับบ้านอย่างอารมณ์ดี

"แม่ครับ ใกล้จะเที่ยงแล้ว"

เด็กผู้ชายวัย4ขวบร้องเตือนแม่ ด้วยความหวังดี กลัวว่าถ้าวันนี้ผู้เป็นแม่ไปส่งข้าวให้ทุกคนในบ้านอี้ที่ไปทำงานในทุ่งนาช้าแล้วจะถูกผู้เป็นย่าต่อว่าเหมือนวันก่อนอีก

"อี้อ้ายฉิงหุบปาก! จะเรียกอะไรนักหนาไม่เห็นหรือไง ว่าแม่กำลังโมโหอยู่"

สะใภ้รองที่ยังโมโหอยู่เลยเผลอตวาดใส่ลูกชายเสียงดังลั่น

"แม่!..ฮือๆ..แม่ตวาดใส่ฉิงฉิงทำไม"

อ้ายฉิงที่ถูกผู้เป็นแม่ตวาดใส่ก็ร้องไห้โฮด้วยความตกใจ เพราะนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้เป็นแม่ตวาดใส่เขา

"อ้ายฉิงอย่าร้อง แม่ขอโทษแม่ไม่ได้ตั้งใจ เรากลับบ้านไปทำอาหารเอาไปส่งให้พ่อกับทุกคนกันเถอะ"

เสียงร้องไห้ของลูกชาย เรียกสติของสะใภ้รองกลับคืนมาทันที ทำให้ความโมโหที่มีหายไปจนหมดสิ้น ใครบ้างจะไม่รู้ว่าสะใภ้รองกับสามีรักลูกชายเพียงคนเดียวคนนี้มาก ไม่เคยดุด่าตบตีเลยสักครั้ง ลูกอยากได้อะไรสองสามีภรรยา ก็ตามใจลูกชายทุกอย่าง เพราะกว่าสะใภ้รองจะท้องลูกชายคนนี้ใช่ความพยายามอยู่สามปีกว่าจะท้อง หลังคลอดลูกคนนี้ออกมาเธอก็ไม่สามารถท้องได้อีกเลย

"หยวนหยวน ลูกนั่งรอแม่อยู่ตรงนี้ก่อนนะ แม่จะทำอาหาร"

พอมาถึงบ้านเย่วเล่อก็เดินตรงดิ่งเข้าครัวทำอาหารทันที โดยปล่อยให้ลูกชายนั่งรอที่โต๊ะกินข้าวในห้องครัว

เย่วเล่อนำเห็นโคนและผักป่าที่ได้มาล้างทำความสะอาด ก่อนที่จะนำมันไปประกอบอาหาร เที่ยงนี้เย่วเล่อจะทำซาลาเปาไส้เห็ดใส่ไข่ใส่ผักป่ากินคู่กับผัดเห็ดโคนใส่น้ำมันหอย ส่วนเห็ดโคนและเห็ดอื่น ๆที่เหลือนำมาลวกน้ำร้อนแล้วเก็บไว้ทำอาหารตอนเย็น

"แม่ครับ ลูกอมสองอันนี้หยวนหยวนกินได้ไหม"

"กินได้ครับ แม่ว่าจะเอาให้หยวนหยวนตั้งแต่เช้าแล้วแต่แม่ลืม"

ในระหว่างที่เย่วเล่อกำลังก้มหน้าก้มตาทำอาหาร เสียงลูกชายตัวน้อยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง เธอหันไปยิ้มหวานให้ลูกชาย ก่อนจะเอ่ยปากอนุญาตให้เขากินลูกอมตรงหน้า

"แม่ใจดี หยวนหยวนรักแม่ที่สุดเลยครับ"

เด็กน้อยยิ้มหน้าบานหยิบลูกอมขึ้นมาแกะกินทันทีหลังได้ยินเสียงอนุญาตจากผู้เป็นแม่ วันนี้เขามีความสุขมาก เขาหวังว่าแม่จะใจดีและอ่อนโยนแบบนี้ตลอดไป

ใช้เวลาทำไม่นาน อาหารแสนอร่อยฝีมือเย่วเล่อก็เสร็จ กลิ่นหอม ๆของอาหารทำให้หยวนหยวนตัวน้อยนั่งน้ำลายไหล แต่ยังกินไม่ได้เพราะผู้เป็นแม่บอกว่าวันนี้จะพาเขาไปกินข้าวกับพ่อที่กลางทุ่งนา เย่วเล่อจัดเตรียมอาหารใส่ปิ่นโต ส่วนน้ำดื่มก็เอาน้ำอุ่นผสมน้ำผึ้ง เมื่อเตรียมของเสร็จสรรพ สองแม่ลูกรีบพากันออกไปทุ่งนาทันที ทุ่งนากับบ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่ไม่ไกลกันนักใช้เวลาเดินเพียง10นาทีเย่วเล่อกับลูกชายก็มาถึงที่หมาย

บทที่3หญิงร้ายกาจมาส่งข้าวให้สามี

"วันนี้เกิดอะไรขึ้น ทำไมหญิงร้ายกาจอย่างเย่วเล่อถึงได้อุ้มลูกชายออกมาหาสามีใบ้ที่ทุ่งนาได้"
"คงจะทำเรื่องชั่วร้ายเอาไว้เยอะ เลยกลัวว่าสักวันจะถูกสามีใบ้อย่างอี้ไห่หลานทิ้งไป เลยต้องรีบทำดีกับสามีสักหน่อย"
"อี้ไห่หลานก็เหลือเกิน ภรรยาร้ายกาจและไม่เคยเห็นหัวพ่อกับแม่ตัวเองแบบนี้ ยังทนอยู่กับมันได้ตั้งนาน"
"พูดไปแล้วก็รู้สึกเห็นใจและรู้สึกสงสารคนบ้านอี้ ที่ได้ลูกสะใภ้อย่างเย่วเล่อ เมื่อไหร่อี้ไห่หลานจะหย่ากับภรรยาคนนี้สักที"
"ฉันว่าอีกไม่นานหรอก ดู ๆแล้วความอดทนของอี้ไห่หลานคงใกล้จะหมดลงแล้ว"
ระหว่างทางที่เย่วเล่ออุ้มลูกชายเดินผ่านไปหาสามี ก็มีหญิงสาวชาวบ้านที่ไม่อยากแต่งงานกับคนใบ้อย่างอี้ไห่หลานในเมื่อก่อนมองมาที่เธอกับลูกชายด้วยความอิจฉาริษยาและกำลังเปิดปากนินทาเธอเสียงดังเหมือนกลัวว่าเธอจะไม่ได้ยิน
พวกเธอกำลังรู้สึกเสียดายที่เคยปฏิเสธคนใบ้อย่างอี้ไห่หลานไป เลยทำให้เย่วเล่อได้รับความสะดวกสบายนั้นไปแทน ถึงแม้ว่าเย่วเล่อจะโชคร้ายที่ได้แต่งงานกับคนใบ้ แต่ในความโชคร้ายกลับมีความโชคดีซ่อนอยู่
เพราะตั้งแต่เย่วเล่อแต่งงานกับสามีใบ้ พวกเธอก็ไม่เคยเห็นเย่วเล่อออกมาทำงานในทุ่งนาหรือได้ทำงานหนัก ๆอีกเลย และแม้ว่าเย่วเล่อจะทำตัวร้ายกาจแค่ไหนสามีใบ้ก็ไม่เคยเอ่ยปากขอหย่าขาดกับเธอ พวกเธอถึงรู้สึกเสียดายมากและคิดว่าคนร้ายกาจอย่างเย่วเล่อไม่สมควรได้สามีดี ๆแบบนี้ไปเลย
"หยวนหยวนพ่อของลูกนั่งอยู่ตรงไหนกัน ทำไมแม่มองไม่เห็น"
เย่วเล่อไม่ได้สนใจเสียงนินทาของหญิงสาวชาวบ้านพวกนั้นเลย
เธอถามหาสามีกับลูกชายเสียงเบา แม้ว่าจะเห็นแล้วว่าสามีนั่งอยู่ตรงไหนแต่ก็อยากลองถามลูกชายดูเพื่อความมั่นใจ
"พ่อนั่งอยู่กับปู่กับย่าที่ใต้ต้นไม้ตรงนั้นแม่ไม่เห็นเหรอครับ"
เด็กน้อยชี้นิ้วไปที่ชายหนุ่มร่างสูงผิวเข้มใบหน้าดูหล่อเหลาคมคายสมกับเป็นชายชาตรี แต่เสียทีผอมเกินไปหน่อย ชายหนุ่มกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวกับทุกคนในบ้านอี้ เย่วเล่อไม่รอช้ารีบพาลูกชายเดินตรงเข้าไปหาพวกเขาทันที
อี้ไห่หลานมองภรรยาที่รังเกียจตัวเองยิ่งกว่าอะไรดี อุ้มลูกเดินเข้ามาหา เขาก็แสดงสีหน้าหนักอก หนักใจออกมาทันที เพราะการที่ภรรยายอมอุ้มลูกชายวัย 3 ขวบเดินตากแดดมาหาเขาถึงกลางทุ่งนาแบบนี้ มันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ
"สะใภ้ใหญ่หล่อนพาหยวนหยวนออกมาทุ่งนาทำไม หรือหล่อนคิดจะเอาหยวนหยวนมาทิ้งไว้ให้เจ้าใหญ่เลี้ยงกลางทุ่งนา"
เย่วเล่อที่เพิ่งวางลูกชายลงยังไม่ทันได้หย่อนก้นลงไปนั่งกับพื้นกลับถูกแม่สามีหันมาถามไถ่ด้วยใบหน้าไม่สบอารมณ์
"แหม..แม่สามีก็มองฉันในแง่ร้ายมากเกินไป ฉันแค่เอาข้าวเที่ยงมาส่งให้สามี ทำไมแม่สามีต้องคิดเป็นอื่นด้วยค่ะ"
เย่วเล่อลอยหน้าลอยตาตอบไม่ได้ให้ความสนใจกับอาการฉุนเฉียวของแม่สามี พลางหยิบกับข้าวที่เตรียมมากินกับสามีออกมาวางไว้ตรงหน้าสามี
"สะใภ้ใหญ่!นี่หล่อนไปขโมยของที่บ้านมาอีกแล้วใช่ไหม"
"พี่สะใภ้ใหญ่ทำแบบนี้ทำไม พวกเราแยกบ้านกันแล้วนะ ทำไมถึงยังไปขโมยของจากบ้านอี้มาอีก"
แม่อี้กับสะใภ้สี่รีบโวยวายขึ้นมาทันที เมื่อได้เห็นหน้าตาอาหารที่เย่วเล่อนำมา พ่ออี้กับลูกชายลูกสะใภ้คนอื่น ๆ ก็เริ่มแสดงสีหน้าที่ไม่พอใจออกมาแล้วเช่นกัน ทุกคนต่างคิดไปในทางเดียวกันว่าเย่วเล่อขโมยของจากบ้านอี้มาทำอาหาร
แม้แต่อี้ไห่หลานก็ยังคิดว่าภรรยาไปขโมยของจากบ้านพ่อแม่มาทำอาหาร เขามองภรรยาด้วยสายตาเย็นชา สงสัยว่าเขาคงต้องหย่ากับเธอแล้วจริง ๆเพราะมันหลายครั้งมากที่ภรรยาไปขโมยของบ้านอี้มาแบบนี้
ที่ผ่านมาที่เขาไม่ยอมหย่ากับเธอเพราะเห็นแก่ลูกชาย หยวนหยวนรักแม่ของเขามาก เขาเลยไม่อยากให้ลูกเสียใจ ที่ผ่านมาไม่ว่าเย่วเล่อจะทำเรื่องร้ายกาจแค่ไหน เขาก็ตามแก้ปัญหาให้เธอตลอด ขอเพียงแค่เธอใจดีกับลูกบ้าง
"ฉันจะขโมยของจากบ้านอี้มาได้ยังไงคะ ไม่ใช่ว่าวันนี้สะใภ้รองกับลูกชายนั่งเฝ้าหน้าบ้านอี้อยู่เหรอคะ"
เย่วเล่อที่กำลังจะเอ่ยปากอธิบายให้ทุกคนฟัง เหลือบไปเห็นสะใภ้รองนั่งยิ้มสะใจอยู่ข้าง ๆสามี หลังได้ยินแม่อี้กับสะใภ้สี่ต่อว่าเธอ เธอเลยอดไม่ได้ที่จะพูดจาเย้าแหย่ให้สะใภ้รองเจ็บใจเล่น
"พี่สะใภ้ใหญ่! ฉันกับลูกชายไม่ใช่หมานะที่จะนั่งเฝ้าหน้าบ้าน"
รอยยิ้มสะใจบนใบหน้าของสะใภ้รองหายวับไปกับตาแทนที่ด้วยความขุ่นเคือง
"สะใภ้รองอย่าเสียงดัง"
พ่ออี้สั่งสะใภ้รอง เสียงเข็มเมื่อเห็นว่าชาวบ้านบางคนเริ่มหันมาให้ความสนใจเรื่องในครอบครัวตน
"ก็พี่สะใภ้ใหญ่ว่าฉันกับลูกเป็นหมาพ่อจะ…."
"พอ ๆสะใภ้รอง ฉันแค่อยากรู้ว่าวันนี้เธอกับลูกอยู่บ้านเห็นสะใภ้ใหญ่เดินไปบ้านบ้างไหมล่ะ"
แม่อี้รีบตัดบทเมื่อเห็นสะใภ้รองกำลังจะชวนสะใภ้ใหญ่ทะเลาะ
"ไม่เห็นค่ะ เห็นแต่ตอนที่ฉันกับลูกไปเก็บผักป่าที่เชิงเขา"
แม้จะรู้สึกไม่พอใจแต่สะใภ้รองก็ไม่กล้าพูดโกหกพ่อแม่สามีจึงได้พูดไปตามความจริงที่ตัวเองได้พบเห็น
"จะเห็นได้ยังไงในเมื่อฉันไม่ได้ไปของพวกนี้ฉันใช้เงินตัวเองซื้อมาทั้งนั้น ส่วนเห็ดนี้ฉันก็พาลูกชายขึ้นเขาไปหาเก็บมันลงมา"
เย่วเล่ออธิบายให้สามีและทุกคนฟังอย่างใจเย็น เธอรู้ดีว่าเย่วเล่อคนเก่าเคยขโมยของจากบ้านอี้มาหลายครั้ง มันเลยไม่แปลกที่พวกเขาจะคิดแบบนั้นกับเธอในเวลานี้
"พ่อต้องเชื่อแม่นะ แม่ของหยวนหยวนไม่ได้เป็นขโมยจริง ๆนะ"
หยวนหยวนช่วยแม่พูดกับพ่อและทุกคนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
อี้ไห่หลานพยักหน้าให้ลูกชายเบา ๆแสดงให้ลูกเห็นว่าเขาเข้าใจแล้ว ก่อนจะหยิบสมุดบันทึกกับปากกาขึ้นมาขีดเขียนแล้วส่งให้เย่วเล่ออ่าน
'ขอโทษที่เข้าใจคุณผิด ขอบคุณที่คุณทำอาหารมาส่งให้'
"ไม่เป็นไรค่ะฉันเข้าใจ กินข้าวกันเถอะหยวนหยวนคงหิวมากแล้ว"
อี้ไห่หลานรู้สึกแปลกใจกับท่าทีที่ภรรยาแสดงออกเป็นอย่างมาก วันนี้ภรรยาดูสงบนิ่งไม่เกรี้ยวกราดไม่โวยวายหรือทะเลาะกับสะใภ้รองเสียงดังลั่นเหมือนทุกวันที่ผ่านมา แถมยังพูดกับเขาและลูกชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอีก
อี้ไห่หลานรับรู้ได้ว่าภรรยาที่อยู่ด้วยกันมานานเปลี่ยนไปจากเดิมมากอาหารที่เธอทำมาส่งเขาก็อร่อยมาก ตั้งแต่แต่งงานกันมานี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้กินกับข้าวฝีมือเธอ
"ซาลาเปาตั้ง 10 ลูกพี่สะใภ้ใหญ่ ไม่คิดจะแบ่งมาให้ทางนี้บ้างเหรอคะ"
สะใภ้ห้าที่กินผัดเห็ดที่พี่สะใภ้แบ่งมาให้แล้วใจในรสชาติเลยอยากได้ซาลาเปามากินคู่
"น้องสะใภ้ห้า จะให้ฉันแบ่งให้ได้ยังไง สามีฉันยังกินไม่อิ่มเลย กินต่อเถอะคุณอย่าไปสนใจเลย วันหลังฉันจะทำให้มากกว่านี้"
เห็นอี้ไห่หลานกำลังจะแบ่งซาลาเปาให้สะใภ้ห้าเธอรีบห้ามไว้ทันที อาหารที่สะใภ้รองทำมาก็ใช่ว่าจะไม่ดีเธอเห็นมีไข่มากกว่าที่เธอทำอีก ซาลาเปาสิบลูกก็จริง แต่อี้ไห่หลานกินคนเดียวหกลูกยังไม่อิ่ม จะให้เธอแบ่งให้พวกเขาได้ยังไงกัน
"คุณรีบกินข้าวเถอะใกล้จะได้เวลาทำงานแล้ว"
ลูกชายเล็กบ้านอี้ อี้ไห่กั๋วลูบหลังภรรยาเบา ๆเพื่อปลอบใจเธอ เขาเข้าใจภรรยาดี แม้ว่าพี่สะใภ้รองจะทำอาหารจากไข่แต่รสชาติกลับสู้ผัดเห็ดป่าธรรมดา ๆของพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ได้เลย
"คุณเอาไหมคะ ฉันอิ่มแล้ว"
เย่วเล่อเห็นว่าสามีน่าจะยังไม่อิ่มเลยเอาซาลาเปาในส่วนของตัวเองยื่นให้สามีไป ร่างนี้กินได้น้อยมากแค่ซาลาเปาลูกเดียวก็อิ่มแล้ว
อี้ไห่หลานส่ายหัวไปมาเพื่อปฏิเสธภรรยา เขากินซาลาเปาหมดไป 6 ลูกอิ่มไม่อิ่มก็ต้องพอแล้ว
"เอาไปเถอะค่ะ ฉันรู้ว่าเมื่อเช้าคุณกินแค่น้ำพริกกับแป้งจี่แข็ง ๆ หยาบ ๆไม่กี่แผ่น"
"หยวนหยวนก็อิ่มแล้วครับ พ่อช่วยกินอันนี้ให้หยวนหยวนหน่อย"
สองแม่ลูกยิ้มหวาน ยื่นซาลาเปาไปตรงหน้าอี้ไห่หลาน อี้ไห่หลานเลยรับซาลาเปามาจากภรรยาและลูกชายด้วยความจำใจ เป็นเพราะภรรยาทำอาหารอร่อย วันนี้เขาเลยกลายเป็นคนกินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม
"สะใภ้ใหญ่ ทำไมหล่อนถึงได้สิ้นเปลืองแบบนี้!"
อยู่ ๆแม่อี้ที่ยกขวดน้ำขึ้นมาดื่มหลังกินข้าวอิ่มก็โวยวายขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ทำให้ทุกคนที่กำลังนั่งกินข้าวตื่นตกใจไปตาม ๆกัน
"เป็นอะไรอีกล่ะยายเฒ่า พอกินข้าวอิ่มก็หาเรื่องมาต่อว่าสะใภ้ใหญ่เลยหรือ เรื่องของครอบครัวเจ้าใหญ่ก็ปล่อยให้เจ้าใหญ่มันการสั่งสอนภรรยาด้วยตัวเองเถอะ"
พ่ออี้เอ่ยปากถามภรรยาอย่างนึกรำคาญเพราะคิดว่าภรรยากำลังจะต่อว่าสะใภ้ใหญ่เรื่องที่เธอทำอาหารมาเยอะจนกินไม่หมดเลยบังคับให้ไห่หลานกินช่วย
"เรื่องนี้ฉันปล่อยผ่านไม่ได้ จะมีใครกล้าทำแบบสะใภ้ใหญ่บ้าง เอาน้ำผึ้งมาผสมกับน้ำทำเป็นน้ำดื่ม มีใครบ้านไหนเคยทำบ้าง!"
พอได้ยินแม่อี้พูดออกมาแบบนี้ทุกคนบ้านอี้หันขวับไปมองเย่วเล่อด้วยความตกใจ ใครบ้างไม่รู้ว่าน้ำตาลน้ำผึ้งมีราคาแพง ต้องเป็นคนฟุ่มเฟือยขนาดไหนถึงกินน้ำผึ้งผสมน้ำ
"เฮ้อ!ฉันคิดผิดจริง ๆที่มาส่งข้าวให้คุณวันนี้ ไห่หลานค่ะฉันกับลูกกลับบ้านก่อนนะคะ มีอะไรสงสัยไว้คุยกันที่บ้านนะคะ"
เย่วเล่อไม่รออ่านคำตอบของสามีรีบอุ้มเอาลูกชายเดินหนีความวุ่นวายกลับบ้านทันที
"สะใภ้ใหญ่ หล่อนจะรีบไปไหนกลับมาพูดกันให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้นะ"
แม่อี้ตะโกนเรียกลูกสะใภ้อย่างโกรธเกรี้ยว
"พอ ๆอายชาวบ้านเขา มีอะไรไว้ไปคุยกันที่บ้าน"
พ่ออี้ออกปากห้ามภรรยา แต่แม่อี้ไม่ฟังหันมาสั่งอี้ไห่หลานเสียงแข็ง
"เจ้าใหญ่ ถ้าลูกไม่อยากลำบากไปมากกว่านี้ รีบหย่าขาดกับสะใภ้ใหญ่ซะ"
อี้ไห่หลานนั่งนิ่ง ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใด ๆต่อคำพูดของผู้เป็นแม่เขาเอาแต่มองตามหลังภรรยาไปจนลับสายตา เขาไม่รู้ว่าตัวเองคิดไปเองหรือเปล่า แต่เขารู้สึกได้ว่าภรรยาเหมือนเป็นคนละคนกับที่เขาเคยรู้จัก
เย่วเล่อในเมื่อก่อนใจร้ายและเห็นแก่ตัวมาก หากถูกคนอื่นต่อว่าหรือด่าทอไม่มีทางที่เธอจะเดินหนีไปแบบนี้ มีแต่จะวิ่งเข้าไปตบสั่งสอนคนที่กล้าต่อว่าด่าทอเธอ แต่เย่วเล่อในเวลานี้กลับทำตรงกันข้าม จนอี้ไห่หลานรู้สึกสับสน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...