โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิกฤตทะเลแดงเขย่าส่งออก ค่าระวาง-เซอร์ชาร์จจ่อพุ่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 ธ.ค. 2566 เวลา 00.06 น. • เผยแพร่ 22 ธ.ค. 2566 เวลา 23.47 น.

วิกฤตทะเลแดงสะเทือน “ขนส่งโลก” เอกชนกังวลลากยาวเกิน 1 เดือน ส่งผลกระทบส่งออกไตรมาสแรกปี 2567 หวั่นสถานการณ์ลุกลามไปยังเส้นทางเดินเรือสาย “สหรัฐตะวันออก” กระทบตลาดเฉียด 100,000 ล้าน ถ้ายืดเยื้อต่อไปสต๊อกวัตถุดิบหมดแน่ ดันต้นทุนผลิตสินค้าราคาแพง เงินเฟ้อโลกพุ่ง” จับตา “พาณิชย์” ถก “บริษัทสายเรือ” วางมาตรฐานขึ้นค่าเซอร์ชาร์จ กลัวซ้ำรอยปีโควิดค่าระวางพุ่งทะลุ 10,000 เหรียญต่อตู้คอนเทนเนอร์

วิกฤตทะเลแดงเขย่าส่งออก

การปล่อยขีปนาวุธและโดรนโจมตีเรือสินค้าที่แล่นผ่านทะเลแดงของกลุ่มฮูตี กองกำลังติดอาวุธนิกายชีอะฮ์ ที่ยึดครองเยเมน กำลังส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อการขนส่งสินค้าทั่วโลก เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างทวีปยุโรปกับทวีปเอเชีย โดยมี คลองสุเอซ ประเทศอียิปต์ เป็นคลองขุดที่เชื่อมต่อทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกับทะเลแดง ทำให้ย่นระยะเวลาในการขนส่งจากเอเชียไปยุโรปสั้นลง จากปัจจุบันที่การค้าโลกต้องพึ่งพาเส้นทางขนส่งเชิงพาณิชย์ผ่านทะเลแดง คิดเป็นสัดส่วน 10% หรือประมาณ 1.119 แสนตัน และยังมีเรือบรรทุกน้ำมันที่ต้องพึ่งคลองสุเอซ สัดส่วน 22% ของเรือน้ำมันทั้งหมด

ความไม่ปลอดภัยในเส้นทางเรือผ่านทะเลดังกล่าว ทำให้บริษัทสายการเดินเรือสินค้าหลายแห่งประกาศเปลี่ยนเส้นทาง “เลี่ยงทะเลแดง” ที่ไปสู่คลองสุเอซ ประเทศอียิปต์ ด้วยการแล่นเรืออ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทวีปแอฟริกาแทน โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน-17 ธันวาคม 2566 ปรากฏมีเรือบรรทุกสินค้าเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปแล้ว 50 กว่าลำ

ในจำนวนนี้มี 2 บริษัทขนส่งสินค้าใหญ่ของโลก คือ MSC กับ Maersk เรือน้ำมันของบริษัท บริติช ปิโตรเลียม (BP) ได้หันมาเลือกใช้เส้นทางแหลมกู๊ดโฮปแทน ทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายและระยะเวลาการเดินเรือพุ่งขึ้นมหาศาล และยังมีผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย แม้ว่าจะยังมีเรือบรรทุกสินค้าอีก 2,000 กว่าลำที่ยังเลือกใช้เส้นทางเดิม แต่ก็มีการคาดการณ์ว่า หากสถานการณ์ในทะเลแดงยังยืดเยื้อเกินกว่า 1 เดือน ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่หยุดอยู่แค่ตลาดยุโรป

พาณิชย์ถกสายเรือ

ล่าสุด นายกีรติ รัชโน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จะเชิญบริษัทสายการเดินเรือเข้ามาหารือถึงผลกระทบและแนวทางการรับมือจากเหตุการณ์ กลุ่มกบฏฮูตี โจมตีเรือขนส่งสินค้าที่มุ่งสู่ท่าเรือของประเทศอิสราเอล และเดินเรือผ่านช่องแคบ Bab al-Mandab เชื่อมต่อระหว่าง ทะเลแดงกับทะเลเอเดน ภายหลังจากที่ประชุมร่วมกับภาคเอกชนและสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) 20 สำนักงานไปก่อนหน้านี้แล้ว และได้มีการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะสายเรือที่ขนส่งสินค้าในเส้นทางระหว่างเอเชียไปยังยุโรป ซึ่งได้มีการยกเลิกการเดินเรือผ่านคลองสุเอซและทะเลแดง และได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทวีปแอฟริกาแทน

นอกจากนี้ยังมีประกาศยกเลิกการรับบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ไปยังท่าเรือ Sokhna และท่าเรือ Jeddah รวมถึงท่าเรือในทะเลแดง เป็นการชั่วคราว เพื่อป้องกันความเสี่ยงภัยต่อเรือและลูกเรือ ส่งผลให้ระยะเวลาการเดินเรือในเส้นทางระหว่างเอเชียและยุโรปต้องเดินทางไกลขึ้น ใช้เวลาเพิ่มขึ้น 10-15 วัน ทำให้สายเรือต้องเพิ่มจำนวนเรือเข้ามาให้บริการเพิ่มเติมในเส้นทางเพื่อรักษาความถี่ในการเดินเรือไม่ให้น้อยลงจากเดิม ซึ่งจะเป็นแรงกดดันให้ “ค่าระวาง” การขนส่งสินค้าในเส้นทางระหว่างตะวันออกไกล-ตะวันออกกลาง-เมดิเตอร์เรเนียน-ยุโรป มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น

นายกีรติระบุว่า 3 ประเด็นที่ต้องโฟกัสก็คือ 1) ระยะเวลาการเดินเรือที่เพิ่มขึ้น มีผลทำให้ผู้ส่งออกต้องเจรจากับคู่ค้าเพื่อปรับเพิ่มระยะเวลาในการส่งมอบสินค้าจากเงื่อนไขการส่งมอบสินค้าเดิมเพื่อไม่ให้ถูกปรับ และการส่งมอบล่าช้าจะทำให้ได้รับชำระเงินค่าสินค้าล่าช้าจากปกติ ผู้ส่งออกต้องสำรองเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติม ขณะที่ผู้นำเข้าต้องปรับแผนทั้งเร่งเจรจากับผู้ขายให้ส่งมอบสินค้าเร็วขึ้น หรือสั่งซื้อวัตถุดิบจากแหล่งอื่นทดแทน เพื่อให้สามารถนำวัตถุดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ทันความต้องการ

2) ประเด็นค่าใช้จ่ายการเดินเรือที่สูงขึ้นตามระยะทางที่เพิ่มขึ้น จะเป็นต้นทุนในการกำหนดค่าระวาง (Freight Cost) หรือการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่ม (Surcharge) จากผู้ส่งออก-นำเข้า ซึ่งมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามสัญญาซื้อขายสินค้า จึงจำเป็นต้องเร่งเจรจากับคู่ค้าเพื่อตกลงกำหนดผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมนั้น

และ 3) ความล่าช้าของเรือในระยะแรกจะก่อให้เกิดปัญหาความแออัดของ “ตู้สินค้า” ในลานตู้สินค้าของท่าเรือ จากระยะเวลาการกองเก็บที่ยาวนานมากขึ้น จะมีผลต่อการเรียกเก็บ “ค่ากองเก็บส่วนเกิน” จาก Free Time ที่สายเรือกำหนดไว้จากผู้ส่งออก ขณะที่ปริมาณสินค้าจำนวนมากส่งผลให้การปฏิบัติงานในท่าเรือยากลำบาก และจะมีผลให้การเคลื่อนย้ายสินค้าทางบกเข้า-ออกท่าเรือ มีการติดขัดในเวลาที่เรือเดินทางมาถึง ทำให้ผู้ส่งออก-นำเข้า ผู้ประกอบการรถขนส่งสินค้าทางบก เสียเวลาและต้นทุนการขนส่งในประเทศเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง จึงจำเป็นต้องจัดเตรียมพื้นที่รองรับยานพาหนะที่เข้ารับ-ส่งตู้สินค้าให้มีเพียงพอ รวมถึงต้องประสานงานรายละเอียดเที่ยวเรือระหว่างผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ จากข้อมูลจากการหารือพบว่า ระหว่างวันที่ 12-19 ธันวาคม 2566 มีการเดินเรือสินค้าตู้คอนเทนเนอร์ เรือสินค้าเทกองแห้ง เรือสินค้าเทกองเหลว และเรือประเภทอื่น ๆ ผ่านพื้นที่ดังกล่าวระหว่าง 106-124 ลำ โดยในวันที่ 19 ธันวาคม 2566 ยังมีเรือขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ผ่านพื้นที่ 9 ลำ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อและสายเรือปรับเส้นทางไปยังแหลม Good Hope จะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกของไทย และ Global Supply Chain ในที่สุด

“ปัญหาที่เกิดขึ้นจะยังไม่มีผลต่อการส่งออกของไทยในภาพรวม แต่ก็มีความกังวลในการส่งออกช่วงมกราคม 2567 ที่จะใกล้ตรุษจีน ที่จะทำให้เกิดการแย่งพื้นที่บนเรือ ตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งก็คาดหวังว่าจะไม่ยืดเยื้อ รุนแรง ไม่เกิน 1 เดือน”

เอกชนตั้ง 2 ซีนาริโอ

ด้านนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เอกชนและกระทรวงพาณิชย์จะมีการหารือเพื่อประเมินสถานการณ์อีกครั้งในสัปดาห์นี้ จากที่หารือรอบแรกเมื่อสัปดาห์ก่อนกับกระทรวงพาณิชย์ โดยมีการตั้งสมมุติฐานไว้ใน 2 ประเด็น คือ 1) หากเหตุการณ์จบได้เร็วภายใน 1 เดือน ไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบจะอยู่ในวงจำกัด เฉพาะสินค้าที่ส่งออกไปแล้วอยู่ระหว่างทางและสินค้าที่จะส่งออกด่วนในช่วงนี้เท่านั้น ถือเป็นมูลค่าความเสียหายไม่มาก แต่ถ้า 2) หากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนานกว่า 1 เดือน ซึ่งเป็นเวิสต์เคส จะกระทบไปถึงตัวเลขการส่งออกปี 2567 โดยเฉพาะในไตรมาสแรก

“เรากังวลว่าจะจบวันไหน ระดับราคาค่าระวางเรือต้องสูงขึ้นแน่นอน เพราะมีเซอร์ชาร์จและค่าประกันต่าง ๆ เพื่อเรื่องของความปลอดภัยที่สายเรือต้องไปจ่ายเพิ่ม ซึ่งเรตราคาใหม่จะเสนอใหม่ในปี 2567 แต่ว่าจะมีเรือที่บุ๊กไปแล้วหรือยังมีออร์เดอร์บุ๊กกิ้งที่ซื้อล่วงหน้าไว้ทีละหลายเดือน เพื่อซื้อสเปซล่วงหน้า ที่เราห่วงคือ สินค้าที่อยู่กลางทาง” นายวิศิษฐ์กล่าว

ดังนั้น วิธีการที่สายเรือทำก็คือ หากมีการซื้อสเปซไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ได้ยกเลิก แต่จะปรับเพิ่มค่าเซอร์ชาร์จเพิ่มขึ้น แล้วแต่รูตเส้นทางว่าจะไปจบตรงไหน ช่วงเริ่มต้นมีการแจ้งปรับ 500-1,000 เหรียญสหรัฐ แต่กลัวว่าเมื่อดีมานด์-ซัพพลายเกิดความผิดปกติ การปรับราคาจะไม่เป็นมาตรฐาน เพราะหากราคาขยับขึ้นไปสูงมาก อาจจะทำให้ผู้ซื้อชะลอการซื้อ แม้ว่าผู้ซื้อสินค้าบางชนิดที่มีความจำเป็นต่อชีวิตที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้ แต่ก็ไม่อยากจะทำให้สถานการณ์กลับไปเป็นเหมือนช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 หาสเปซราคาค่าระวางพุ่งไปเป็น 10,000 เหรียญสหรัฐ ก็จะซ้ำเติมภาพเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ในฝั่งผู้ผลิตสินค้ายังมีสต๊อกวัตถุดิบคงเหลือเพียงพอจะใช้ได้ก็จะยังไม่มีความจำเป็นต้องขยับราคาสินค้า แต่หากสถานการณ์ลากยาวมากกว่า 1 เดือน ก็อาจจะต้องปรับราคาสินค้าตามต้นทุนใหม่ที่ต้องขนส่งอ้อม ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่ม ตรงนี้อาจจะมีผลต่อระดับ “เงินเฟ้อ” ปรับสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์อีกครั้ง จากที่เคยพยายามกดอัตราเงินเฟ้อไว้ ซึ่งจะทำให้ยิ่งยุ่งยากที่จะมาซ้ำเติมทั้งโลก โดยเฉพาะตลาดยุโรปเพิ่งฟื้นและมีการใช้มาตรการดูแลและเงินเฟ้อ หากสถานการณ์เป็นแบบนี้จะกระทบกำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดยุโรป โอกาสจะหารายได้เพิ่มของยุโรปก็ยังไม่สดใส

ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลให้ผู้ผลิตต้องปรับแผนในการบริหารจัดการสต๊อกด้วย เดิมผู้ผลิตไม่ได้มุ่งสต๊อกไว้ในประมาณมากเพราะมีภาระเรื่องต้นทุน หากรายใดใช้เงินกู้จะมีอัตราดอกเบี้ยที่ยังคงทรงตัวสูง และหากสต๊อกไว้แล้วราคาสินค้าเปลี่ยนแปลงมาก ก็จะมีผลต่อธุรกิจได้

กลัวลามสายเรือสหรัฐตะวันออก

นายวิศิษฐ์กล่าวว่า เส้นทางเรือที่จะได้รับผลกระทบหลักอย่างที่ทราบ คือ สายเอเชีย-ยุโรป เพราะต้องหาวิธีผ่านคลองสุเอซเพื่อไปออกเมดิเตอร์เรเนียน แต่ระหว่างนั้น ประเทศเยเมน ซึ่งอยู่ในตะวันออกกลางติดกับซาอุดีอาระเบียก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะ “พอร์ตเจดดาห์” ซาอุดีอาระเบีย เรือก็ไม่สามารถขนส่งไปได้เหมือนกัน จะเหลือเพียง “พอร์ตดัมมัม” หรือทางแก้อีกทางหากยังไม่มั่นใจอีก สายเรือก็อาจจะใช้วิธีอ้อมแหลมกู๊ดโฮปไปข้างบนทางฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน และค่อยเอาเรือฟีดเดอร์ลากกลับมา อันนี้ก็ยิ่งจะกระทบหนักและมีผลต่อต้นทุน

“เส้นทางซาอุดีอาระเบียเป็นเส้นทางที่มีการส่งสินค้าหลากหลาย โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง น้ำมัน ที่จะขนส่งขึ้นไปข้างบนทางยุโรปและลงมาทางเอเชีย ตามข้อมูลคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 22% ผลก็คือ การขนส่งจะไม่สะดวกนัก ส่วนสินค้าโภคภัณฑ์มีสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าที่มีราคาไม่สูง ถ้าขนส่งไม่ได้เลยจะทำให้กระทบในแง่ของระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น ค่าเซอร์ชาร์จ ค่าประกัน จะขึ้นไประดับเท่าไรนี่เป็นอีกเรื่อง อย่างการส่งอ้อมแหลมกู๊ดโฮปจะทำให้ใช้เวลาขนส่งยาวนานขึ้นเป็น 10-14 วัน ซึ่งผู้ส่งออกกับผู้นำเข้าต้องหาทางออกกรณีสินค้าล่าช้า” นายวิศิษฐ์กล่าว

นอกจากพอร์ตซาอุดีอาระเบีย 2 พอร์ตแล้ว ผลถัดมาก็คือ เส้นทางนี้หากขนส่งไปสหภาพยุโรป และเลยไปอีกนิดจะมีเส้นทางให้เลี้ยวขวาก็จะเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาฝั่งตะวันออก หากยืดเยื้อผลกระทบจะขยายวงไปทางฝั่งนี้ด้วย ก็จะทำให้ค่าระวางจุดนี้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้ ตลาดยุโรปคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8% ของการส่งออก หรือประมาณ 23,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2565 ขณะที่ตลาดสหรัฐ ปี 2565 มีมูลค่า 47,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หากรวม 2 ตลาด จะนับว่าเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 80,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

หวั่นฉุดส่งออกข้าว Q1 ปีหน้า

ด้านนายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า การส่งออกข้าวไปยังตลาดสหภาพยุโรปในปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนการส่งออกประมาณ 15% ของภาพรวมการส่งออกข้าวทั้งหมด ซึ่งในส่วนของการส่งออกข้าวโค้งสุดท้ายปีนี้ส่งมอบไปหมดแล้ว โดยปีนี้คาดว่าจะส่งออกได้เกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 7.5 ล้านต้น แต่อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องติดตามประเมินสถานการณ์การส่งออกข้าวในไตรมาส 1/2567 ว่าจะเป็นอย่างไร หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ ก็จะทำให้ผู้ส่งออกต้องบวกเพิ่มต้นทุนค่าระวางเรือและค่าเซอร์ชาร์จเพิ่มในเรตสำหรับปี 2567

สำหรับภาพรวมการส่งออกข้าวในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) 2567 มีการส่งออกข้าวไปตลาดสหภาพยุโรป 166,317 ตัน แต่หากรวมทวีปยุโรป (รวมสหราชอาณาจักร) มีปริมาณ 238,576 ตัน จากภาพรวมการส่งออกไทยทั้งหมด 6,922,649 ตัน

สภาเรือเสนอ 3 ข้อ

นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก กล่าวว่า ผลจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ค่าระวางเรือมีการปรับขึ้นมา 1 เท่า จากสัปดาห์ที่ผ่านมา 1,000-1,500 เหรียญสหรัฐต่อตู้ 20 ฟุต ขึ้นมาอยู่ที่ 3,000-4,000 เหรียญสหรัฐต่อตู้ 20 ฟุต

อย่างไรก็ตาม ปัญหาขณะนี้ยังไม่กระทบต่อการส่งออกของไทยในเดือนธันวาคม 2566 เพราะผู้ส่งออกเร่งส่งมอบสินค้าไปหมดแล้ว แต่หากยืดเยื้อจะมีผลต่อการส่งออกในช่วงมกราคม 2567 ดังนั้นทางภาคเอกชนจึงมี 3 ข้อเสนอ ที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไข 1) ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้น สำหรับสินค้าที่ส่งออกและกำลังส่งออก ต้องการหาจุดที่เหมาะสม 2) ระยะเวลาที่จะเพิ่มขึ้น ต้องการให้สายเดินเรือไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม และ 3) การนำเข้าตู้คอนเทนเนอร์เปล่าเข้ามาล่วงหน้าเพื่อป้องกันการขาดแคลนตู้ในอนาคต

ยังไม่กระทบเงินเฟ้อ

ขณะที่ นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่มีข้อกังวลรุนแรง แต่ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ซึ่งทางผู้บริหารหอการค้าไทยที่มีการทำธุรกิจส่งออกนำเข้าและการเดินเรือ รวมถึงธุรกิจในประเทศได้แสดงความห่วงใยว่า สถานการณ์จะยืดเยื้อบานปลาย แต่ไม่ถึงกับกังวลต่อตัวเลขการส่งออกที่อาจลดลง หรือมีผลกระทบรุนแรง

โดยเชื่อว่าบริษัทสายเดินเรือจะไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงในพื้นที่ทะเลแดง อาจต้องมีการหลบเลี่ยงเส้นทางการเดินเรือ ซึ่งอาจต้องมีการเพิ่มระยะเวลาในการเดินทางถึง 1 เดือน ภาระที่เกิดขึ้นอาจต้องมีการเรียกเก็บเงินจากลูกค้าและทำประกันเพิ่มขึ้น ต้นทุนการใช้น้ำมันจะสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนการประกันความเสียหายของสินค้า ซึ่งอาจจะต้องมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่แพงขึ้น

ส่งผลต่อค่าระวางเรือจะแพงขึ้นอย่างแน่นอน แต่ในขณะนี้ยังไม่ได้มีการประเมินว่า สินค้าจะถึงที่หมายล่าช้า ส่งผลกระทบกับสต๊อกสินค้า หากไม่มีผลก็จะไม่กระทบกับอัตราเงินเฟ้อ เพราะยังมีสินค้าที่เพียงพอในการจำหน่าย โดยในระยะสั้นอาจยังไม่ถึงขั้นสินค้าขาดแคลนทั่วโลก แต่ระยะเวลาที่ขนส่งยาวนานขึ้นอาจมีผลทำให้สินค้าแพงขึ้น 5-10% แต่ยังไม่มีผลต่อเงินเฟ้อ เพราะราคาน้ำมันยังทรงตัว 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...