โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาหรับพิชิตอิหร่าน อวสานจักรวรรดิเปอร์เซียแซสซาเนียน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 04.07 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. เวลา 06.36 น.
ภาพประกอบเนื้อหา - กาหลิบอุมัร เดินทางเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม

รัฐอิสลามพิชิตจักรวรรดิเปอร์เซีย

รัฐอิสลามรัฐแรกของโลกเกิดขึ้นช่วง ค.ศ. 622-632 ภายใต้การนำของ นบีมูฮัมหมัด (Muhammad ibn Abdullah) ผู้เป็นศาสดา มีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณคาบสมุทรอาหรับ (Arabian Peninsula) อันกว้างใหญ่ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย และประชากรหลักเป็นชนเผ่าเร่ร่อนหรือพวกเบดูอิน (Bedouins)

รัฐอิสลามในยุคก่อตั้งจึงเป็นอาณาจักรท้องถิ่นที่รวมประชาชาติอาหรับให้เป็นหนึ่งเดียวกันภายใต้ร่มธงของศาสนาอิสลาม โดยมีศาสดามูฮัมหมัดเป็นประมุขของรัฐทั้งทางการเมืองและศาสนา มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมะดีนะฮ์ (Medina)

ความเป็นปึกแผ่นของชาวอาหรับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ การเกิดรัฐอิสลามในคาบสมุทรหรับจึงส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจบริเวณภูมิภาคตะวันออกกลางด้วย เพราะมันนำไปสู่การพิชิต จักรวรรดิแซสซาเนียน (Sasanian Empire) อันยิ่งใหญ่ของชาวเปอร์เซีย

แซสซาเนียนคือมหาอำนาจเก่าแก่ที่ขับเคี่ยวกับชาวโรมันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคจักรวรรดิโรมัน กระทั่งเปลี่ยนเป็นโรมันตะวันออกหรือ จักรวรรดิไบเซนไทน์ (Byzantine Empire) ชาวเปอร์เซียยังคงเป็นคู่ขัดแย้งตัวฉกาจจากโลกตะวันออกของชาวกรีกและโรมันเสมอ

ค.ศ. 632 หลังศาสดามูฮัมหมัดเสียชีวิต เนื่องจากท่านไม่ได้ตั้งทายาทไว้ จึงเกิดคำถามตามมาว่าใครต้องสืบทอดตำแหน่งขององค์ศาสดา รัฐอิสลามจึงใช้การปกครองแบบคณาธิปไตย (Oligarchy) โดยเลือกผู้นำกันภายในกลุ่มเครือญาติ ผู้ติดตาม และเหล่าแม่ทัพผู้ใกล้ชิดศาสดามูฮัมหมัด ตำแหน่งผู้นำนี้เรียกว่า คอลีฟะห์ (Khalifa) หรือ กาหลิบ แปลว่าผู้สืบทอด

ระบบดังกล่าวใช้กันอยู่ช่วงสั้น ๆ ระหว่าง ค.ศ. 632-661 และเรียกรัฐอิสลามในยุคนี้ว่า รัฐคอลีฟะห์ราชิดูน (Rashidun Caliphate) หรือรัฐแห่งคอลีฟะห์ผู้ชอบธรรม โดยมีอะบูบักร์ (Abu Bakr) เป็นคอลีฟะห์องค์แรก

แนวทางของรัฐคอลีฟะห์ราชิดูนคือการขยายอาณาจักรพร้อมการเผยแผ่ศาสนาอิสลาม นโยบายขยายอำนาจของเหล่าคอลีฟะห์นี่เองที่เปลี่ยนรัฐอิสลามอาหรับให้กลายเป็นจักรวรรดิมุสลิมอันยิ่งใหญ่ แผ่ขยายอาณาเขตไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง ตั้งแต่ที่ราบสูงอิหร่าน ทุ่งหญ้าในเอเชียกลาง ไปถึงตอนเหนือของทวีปแอฟริกา

ก่อนยุคศาสดามูฮัมหมัด มหาอำนาจเก่าที่มีอิทธิพลในภูมิภาคอย่างจักรวรรดิไบเซนไทน์และจักรวรรดิแซสซาเนียนพยายามแทรกแซงไม่ให้ชาวอาหรับรวมตัวกันได้ ด้วยเหตุผลเรื่องการควบคุมให้อยู่ใต้อำนาจ แต่เมื่อเกิดรัฐอิสลามขึ้น ความสนใจขององค์คอลีฟะห์จึงพุ่งเป้าไปที่ความมั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์ของดินแดนทางตอนเหนือ ทั้งพื้นที่จักรวรรดิเปอร์เซียแซสซาเนียนและบริเวณเลอวองค์ (Levant) ตั้งแต่แหลมไซนาย เลบานอน และซีเรีย ที่อยู่ในอาณาเขตของจักรวรรดิไบเซนไทน์

การรุกรานจักรวรรดิแซสซาเนียนโดยรัฐอิสลามครั้งแรกเกิดขึ้น ค.ศ. 633 นำโดยแม่ทัพอาหรับนาม คาลิด อิบ อัลวะลีด (Khalid ibn al-Walid) กองทัพรัฐอิสลามสามารถยึดครองบริเวณเมโสโปเตเมียตอนล่างได้อย่างรวดเร็วภายในปีนั้น ด้วยชัยชนะเหนือกองกำลังผสมระหว่างทหารเปอร์เซีย ไบเซนไทน์ และอาหรับคริสเตียนที่เมืองฟิราซ ก่อนเคลื่อนไปทางตะวันตกเฉียงเหนือบริเวณซีเรียทันที เพื่อเปิดศึกกับจักรวรรดิไบเซนไทน์

คอลีฟะห์อะบูบักร์สิ้นชีพระหว่างสงครามปิดล้อมดามัสกัสในซีเรีย อุมัร (Umar) ขึ้นเป็นคอลีฟะห์องค์ที่ 2 รัฐอิสลามสามารถยึดครองบางส่วนของอนาโตเลีย (ตุรกี) บริเวณซีเรีย เลบานอน รวมถึงกรุงเยรูซาเลมได้อย่างยิ่งใหญ่ ก่อนเริ่มการรุกรานเปอร์เซียครั้งที่ 2

ระหว่างการรุกรานเปอร์เซียครั้งที่ 2 ค.ศ. 636 เกิดพันธมิตรระหว่างคู่สงครามเก่า คือ จักรวรรดิแซสซาเนียนกับไบเซนไทน์ เพื่อต้านทานการรุกรานของรัฐคอลิฟะฮ์ แต่จากชัยชนะในยุทธการอัลคาดิซิยะฮ์ (Battle of Qadisiyyah) ทำให้รัฐอิสลามประสบความสำเร็จในการรุกรานอีกครั้ง และสามารถควบคุมดินแดนเมโสโปเตเมีย (อิรัก) อันอุดมสมบูรณ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ส่วนจักรวรรดิแซสซาเนียนอ่อนแอลงอย่างยิ่ง เทือกเขาซาโกส (Zagros Mountains) กลายเป็นเส้นแบ่งเขตแดนใหม่ของรัฐคอลีฟะห์ราชิดูลและจักรวรรดิแซสซาเนียนนับแต่นั้น

จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิแซสซาเนียนพยายามทวงคืนดินแดน โดยการบุกโจมตีบริเวณเมโสโปเตเมียอย่างต่อเนื่อง คอลีฟะห์อุมัรจึงสั่งให้โจมตีจักรวรรดิแซสซาเนียนอย่างเต็มรูปแบบใน ค.ศ. 642 และประสบชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ในยุทธการเมืองนาฮาเวนด์ (Battle of Nahavand)

จักรพรรดิแห่งแซสซาเนียนต้องลี้ภัยไปทางตะวันออก ขณะที่กองทัพรัฐอิสลามค่อย ๆ กวาดกลืนยึดเอาเมืองน้อยใหญ่ของเปอร์เซียจากทางฝั่งตะวันตก กระทั่ง ชาห์ยาซเดเกิร์ดที่ 3 (Yazdgerd III) จักรพรรดิแห่งราชวงศ์แซสซานิด ถูกลอบสังหารโดยเสนาบดีท้องถิ่นชาวเปอร์เซียที่เมืองโคราซาน

แม้การยึดครองจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว แต่รัฐอิสลามต้องใช้เวลากว่าทศวรรษเพื่อให้ชาวเปอร์เซียหันมาเข้ารีตเป็นอิสลาม โดยเฉพาะดินแดนบริเวณอัฟกานิสถาน ภูมิภาคที่มักต่อต้านอำนาจจากส่วนกลางตั้งแต่สมัยจักรวรรดิแซสซาเนียนเรืองอำนาจ กองทัพอาหรับต้องเผชิญกับการต่อต้านรูปแบบกองโจรอย่างดุเดือดจากนักรบของเผ่าที่นับถือพุทธศาสนาในดินแดนนี้

กระทั่งรัฐอิสลามสามารถครอบครองอาณาเขตเปอร์เซียได้อย่างสมบูรณ์ใน ค.ศ. 651 ถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของคอลีฟะห์อุมัร แม้มีการต่อต้านขัดขืนและก่อกบฏจากบรรดาหัวเมืองเปอร์เซียอยู่หลายครั้ง แต่กำลังเสริมจากส่วนกลางของรัฐคอลีฟะห์ราชิดูนก็สามารถปราบปรามกบฏเปอร์เซียได้อย่างราบคาบพร้อมบังคับใช้กฎหมายอิสลามในพื้นที่ด้วย

นักประวัติศาสตร์มองว่าจักรวรรดิเปอร์เซียแซสซาเนียนนั้นอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมหลังทำสงครามกับจักรวรรดิไบเซนไทน์มาอย่างยาวนาน การรุกรานจากรัฐอิสลามจึงประสบความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมานับถืออิสลามของชาวเปอร์เซียที่ดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrianism) อันเก่าแก่ในเปอร์เซียเสื่อมความนิยมลง จนเหลืออยู่เพียงตามชุมชนห่างไกลเท่านั้น

สำหรับชาวเปอร์เซียแล้วรัฐอิสลามอาจเอาชนะพวกเขาได้ในทางการเมืองและศาสนา แต่ชาวเปอร์เซียหนักแน่นอย่างมากในการรักษาภาษาและวัฒนธรรมของตนไว้อย่างเหนียวแน่น แม้ว่าศาสนาอิสลามจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไปแล้ว

ที่สำคัญคือการยึดครองของรัฐคอลิฟะห์ราชิดูนสามารถเปลี่ยนเปอร์เซียให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกอิสลามได้ก็จริง แต่วัฒนธรรมของเปอร์เซียกลับมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมอิสลามเสียจนแทบแยกไม่ออก เห็นได้จากศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมหลาย ๆ อย่างของอิสลามล้วนมีกลิ่นอายของอารยธรรมเปอร์เซียแทรกซึมอยู่

ยิ่งไปกว่านั้นการแผ่ขยายของจักรวรรดิอิสลามหลังจากนั้นยังได้นำความเป็นเปอร์เซียให้แพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกอิสลามด้วย

จึงไม่ผิดนักหากจะกล่าวว่า แม้ชาวอาหรับจะพิชิตชาวเปอร์เซียในด้านการเมืองและศาสนา แต่พวกเขาศิโรราบ (ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว) ให้กับศิลปวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของผู้คนจากที่ราบสูงอิหร่าน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Bashear, Suliman (1997). Arabs and Others in Early Islam. Darwin Press. ISBN (ออนไลน์)

Daniel, Elton (2001). The History of Iran. Greenwood Press. ISBN (ออนไลน์)

Morony, M. (1987). “Arab Conquest of Iran”. Encyclopaedia Iranica. (ออนไลน์)

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 กันยายน 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อาหรับพิชิตอิหร่าน อวสานจักรวรรดิเปอร์เซียแซสซาเนียน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...