โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

BBL หุ้นแบงก์สุดแข็งแกร่ง !! ราคาหุ้นไม่แพง เติบโตได้อีกยาว เหมาะลงทุน “หุ้นตัวแรก”

Wealthy Thai

อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 04.24 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย 2565 เวลา 10.05 น. • ศุภมาศ ศรีขำ

การเลือกลงทุนในหุ้นตัวแรกสำหรับนักลงทุนมือใหม่เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถือเป็นก้าวแรกในการเริ่มต้นลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งหุ้นที่เลือกลงทุนเป็นตัวแรก อาจเกิดจากหลายเหตุผล ทั้งความชอบส่วนตัว เป็นธุรกิจที่คุ้นเคย หรือมีเพื่อนแนะนำ แต่เหตุผลที่นักลงทุนควรเลือกหุ้นตัวแรกนั้น ควรมาจากพื้นฐานทางธุรกิจ ประกอบกับแนวโน้มการเติบโตในอนาคต และราคาหุ้นยังต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการลงทุนด้วย
ซึ่ง BBL หรือ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในหุ้นที่มีความครบเครื่อง ทั้งในด้านปัจจัยพื้นฐานและราคาหุ้น โดยคุณอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ให้มุมมองกับ Wealthy Thai ว่า BBL เหมาะจะเป็นหุ้นตัวแรกสำหรับนักลงทุน เพราะเป็นธนาคารที่มีความแข็งแกร่งด้านคุณภาพสินทรัพย์ เนื่องจากสินเชื่อส่วนใหญ่เน้นไปที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ราคาหุ้นที่ไม่แพง และมีแนวโน้มการขยายตัวตามเศรษฐกิจทั้งในไทยและอินโดนีเซีย
ขณะเดียวกันประเด็นที่ต้องระมัดระวังสำหรับนักลงทุนมือใหม่ในการลงทุน BBL คือ การลงทุนในต่างประเทศ จากการที่ธนาคารมีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งมีการขยายธุรกิจไปลงทุนยังต่างประเทศ ทำให้ธนาคารมีการขยายไปยังต่างประเทศมากขึ้น ทั้งในส่วนของการเปิดสาขา และการเป็นธนาคารท้องถิ่น โดยล่าสุดได้เข้าซื้อธนาคารเพอร์มาตา (PT Bank Permata Tbk) ในอินโดนีเซีย เพื่อสร้างรากฐานและการเติบโตที่มั่นคงตามแนวทางของ BBLซึ่งในความเห็นของฝ่ายวิเคราะห์ มองว่าการขยายไปยังต่างประเทศ เป็นได้ทั้งโอกาสและความเสี่ยง ดังนั้นต้องรอติดตามว่าการลงทุนที่เกิดขึ้นจะมีการดำเนินงานและให้ผลตอบแทนอย่างไร
ในส่วนของแนวโน้มการเติบโตในปี 65 นักวิเคราะห์จากบล.พาย ระบุว่า การตั้งสำรองหนี้ฯ ในครึ่งแรกของปีนี้ของ BBL มีน้ำหนักมาก เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับงบดุล โดยธนาคารยืนยันว่าเป้าหมายการตั้งสำรองหนี้ฯ จำนวน 2.6 หมื่นล้านบาทนั้นเพียงพอต่อการสนับสนุนการเติบโตในอนาคตและพอรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นด้วยการตั้งสำรองหนี้ฯ ที่ลดลงและรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่สูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 65 จึงคาดว่ากำไรสุทธิในช่วงครึ่งปีหลังจะโต 17% จากครึ่งปีแรก และโต 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 2565 จะโตขึ้น 15% และ 11% ในปี 2566
โดยยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ที่มูลค่าพื้นฐาน 159.00 บาท สะท้อนจาก งบดุลที่ยืดหยุ่นดี ด้วยอัตราส่วนการตั้งสำรองหนี้ฯ ระดับสูงและฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคต การเติบโตของกำไรสุทธิที่มั่นคง และประโยซน์ที่อาจได้รับจากดอกเบี้ยขาขึ้นที่น่าจะช่วยหนุน NIM ดีขึ้น ขณะที่มูลค่าหุ้นยังน่าดึงดูดด้วยการซื้อขายที่ 0.5x PBV'22E หรือ -1.0SD ต่อค่าเฉลี่ย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...