โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

จับตาประชุม กนง. วันนี้ คงดอกเบี้ยนโยบาย 1% สำนักวิจัยชี้เศรษฐกิจฟื้นไม่ทั่วถึง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 4/2569 ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 กำลังเป็นที่จับตาของทั้งภาคธุรกิจและตลาดการเงิน ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่แม้จะผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่การฟื้นตัวยังจำกัดและไม่ทั่วถึง โดยหลายฝ่ายประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีแนวโน้มถูกตรึงไว้ที่ระดับ 1.00% ต่อไป เพื่อรักษาพื้นที่ในการดำเนินนโยบายและประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งระบบ

สินเชื่อ Q2 โต 2% แต่แรงหนุนกระจุกที่รายใหญ่

วิจัยกรุงศรีเปิดเผยว่า สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 2.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตถึง 6.6% ตามความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น หลังต้นทุนพลังงานและราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า สินเชื่อ SMEs หดตัว 4.6% และสินเชื่ออุปโภคบริโภคลดลง 0.6% สะท้อนข้อจำกัดด้านการเข้าถึงสินเชื่อและความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง

เมื่อพิจารณาแนวโน้มระยะยาว พบว่าสินเชื่อ SMEs หดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภคหดตัวเป็นปีที่ 3 บ่งชี้ว่าภาวะการเงินของผู้ประกอบการรายเล็กและครัวเรือนยังไม่ผ่อนคลาย แม้ภาพรวมสินเชื่อธนาคารพาณิชย์จะกลับมาเติบโตแล้วก็ตาม

NPL ทรงตัว แบงก์เร่งบริหารหนี้เสีย

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ สัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ต่อสินเชื่อรวมปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.82% จาก 2.85% ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากการที่ธนาคารพาณิชย์เร่งบริหารจัดการหนี้เสียผ่านหลายแนวทาง ทั้งการขายหนี้ การตัดหนี้สูญ และการปรับโครงสร้างหนี้

วิจัยกรุงศรีมองว่า การที่สินเชื่อรวมขยายตัวไม่ได้หมายความว่าภาวะการเงินของทุกภาคส่วนจะปรับดีขึ้นในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากแรงส่งหลักยังมาจากธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs และครัวเรือนยังเผชิญข้อจำกัดจากภาระหนี้และความเสี่ยงด้านเครดิต ทำให้ธนาคารยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อในกลุ่มดังกล่าว

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจ วิจัยกรุงศรีประเมินว่าการฟื้นตัวยังอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีโอกาสปรับเพิ่มสูงกว่ากรอบเป้าหมายในช่วงสั้น ๆ ก่อนทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายภายในครึ่งแรกของปี 2570 จึงคาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% เพื่อรักษาภาวะการเงินให้ผ่อนคลายเพียงพอต่อการประคับประคองเศรษฐกิจ

กสิกรไทยชี้ K-shaped คาดตรึงดอกเบี้ยทั้งปี 69

สอดคล้องกับศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่คาดว่า กนง. จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในการประชุมวันที่ 26 สิงหาคม 2569 และมีแนวโน้มคงต่อเนื่องตลอดปี 2569 หลังแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในประเทศลดลง ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มศักยภาพ โดยประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 2569 จะอยู่ที่ 1.8% ซึ่งยังอยู่ภายในกรอบเป้าหมายของ ธปท.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เมื่อเงินเฟ้อไม่ได้เป็นข้อจำกัดสำคัญ กนง. จึงมีพื้นที่ในการรักษาระดับดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อลดต้นทุนทางการเงินและสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่ภาคธุรกิจและประชาชนบางกลุ่มยังเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและการเข้าถึงสินเชื่อ

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยฯ มองว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีลักษณะไม่ทั่วถึง หรือ K-shaped Recovery โดยบางภาคธุรกิจฟื้นตัวได้ดี ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กและกลุ่มเปราะบางยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุน ภาระหนี้ และกำลังซื้อที่ยังไม่กลับมาเต็มที่ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก นโยบายการค้าระหว่างประเทศ และความไม่แน่นอนของตลาดการเงิน จึงเห็นว่าการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและการช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบยังจำเป็นต้องใช้มาตรการเฉพาะจุดควบคู่กันไป

เอกชนหนุนตรึงดอกเบี้ย ประคองเศรษฐกิจไม่ให้ทรุด

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การตรึงดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมเปรียบเสมือนการพยายามรักษาเสถียรภาพและประคองเศรษฐกิจไม่ให้ย่ำแย่ลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่

โดยตามกลไกทั่วไป การปรับลดดอกเบี้ยเป็นแนวทางหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยแบ่งเบาต้นทุนธุรกิจ และส่งเสริมให้กล้าตัดสินใจลงทุนมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงขณะนี้การปรับลดยังทำได้ยาก ส่วนการปรับขึ้นดอกเบี้ยยิ่งทำได้ยากกว่า เพราะจะซ้ำเติมภาคการผลิตและการลงทุนให้มีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งมักถูกใช้เฉพาะช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตร้อนแรง แต่สถานการณ์ของไทยขณะนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น

"ทางภาคเอกชนคาดหวังเพียงแค่ต้องการให้ประคองหรือตรึงดอกเบี้ยไว้เท่าเดิมก่อน โดยไม่ได้คาดหวังถึงขั้นว่าจะต้องลดอัตราดอกเบี้ยลง เนื่องจากสถานการณ์จริงทำได้ยาก และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใกล้เคียงกัน ดอกเบี้ยไทยก็ถือว่าไม่ได้อยู่ในระดับที่สูง" นายวิศิษฐ์กล่าว

กำลังซื้อหด กระทบลูกโซ่ถึงภาคผลิต

นายวิศิษฐ์ กล่าวต่อว่า ปัจจัยที่กระทบมากที่สุดในเวลานี้คือกำลังซื้อของผู้บริโภคที่หดตัวรุนแรง ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มายังภาคการผลิตทั้งระบบ ทั้งด้านสภาพคล่องทางการเงินและการปรับตัวในการผลิต เนื่องจากที่ผ่านมาธุรกิจต่าง ๆ พยายามเอาตัวรอดด้วยการลดกำลังการผลิตและหลีกเลี่ยงการเก็บสต็อกสินค้า ทำให้การหมุนเวียนเม็ดเงินและการดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างยากลำบาก

นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยยังมีผลต่อค่าเงินบาท หากบาทแข็งค่าขึ้นจะกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนและการส่งออก ซึ่งโครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือสินค้าเกษตรกรรม เนื่องจากเป็นกลุ่มที่อ่อนไหวและได้รับแรงปะทะโดยตรงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

ชงมาตรการเพิ่มสภาพคล่อง รายใหญ่ช่วยรายเล็ก

นายวิศิษฐ์ ยังเสนอว่า นอกเหนือจากการบริหารอัตราดอกเบี้ยแล้ว ควรมีมาตรการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤต

"เราต้องพิจารณาหาหนทางในการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ภาคธุรกิจ โดยบทบาทของภาคเอกชนมีข้อตกลงและพูดคุยกันถึงแนวทางที่ผู้ประกอบการรายใหญ่จะช่วยเหลือรายเล็ก เช่น การชำระเงินค่าสินค้าให้เร็วขึ้นจากฝั่งผู้ซื้อรายใหญ่ เพื่อประคับประคองให้กระแสเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจสามารถไหลเวียนต่อไปได้ และรอให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มที่" นายวิศิษฐ์กล่าว

ทั้งนี้ นายวิศิษฐ์ มองว่า หากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกไม่แย่ลงไปกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะหากสงครามไม่ทวีความรุนแรงขึ้น ประกอบกับเริ่มมีความชัดเจนและความนิ่งในนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกา ประเทศไทยก็น่าจะเริ่มมองเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้บ้าง

สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือการส่งผ่านภาวะการเงินที่ผ่อนคลายไปยังกลุ่ม SMEs และครัวเรือน ซึ่งเป็นกลุ่มที่สินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ขณะที่การบริหารคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารจะยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางการปล่อยสินเชื่อในระยะถัดไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...