“ทรัมป์” จ่อเพิกถอนวีซ่าสูงสุด 2 แสนคน หลังผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยว-ธุรกิจยื่นขอลี้ภัยในสหรัฐ
"ทรัมป์" เตรียมเพิกถอนวีซ่า B1/B2 ของชาวต่างชาติที่ยื่นหรือกำลังขอลี้ภัย อาจกระทบสูงสุด 200,000 คน อาจเป็นการเพิกถอนวีซ่าครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ
วันที่ 25 สิงหาคม 2569 เวลา 05.38 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า มีแผนเพิกถอนวีซ่าชั่วคราวของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าสหรัฐในฐานะผู้มาเยือนระยะสั้น แต่ภายหลังยื่นขอสถานะผู้ลี้ภัย ถือเป็นมาตรการล่าสุดภายใต้นโยบายกวาดล้างและคุมเข้มคนเข้าเมืองของรัฐบาล
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ระบุว่ากำลังประสานงานกับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ เพื่อระบุตัวและเพิกถอนวีซ่าชั่วคราวของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าสหรัฐ โดยอ้างว่าเป็นนักท่องเที่ยวหรือผู้เดินทางเพื่อธุรกิจ แต่ภายหลังยื่นขอลี้ภัยเพื่อพำนักอยู่ในประเทศอย่างถาวร
กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้ระบุจำนวนวีซ่าที่จะถูกเพิกถอนอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม Associated Press รายงานโดยอ้างเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศและเจ้าหน้าที่สหรัฐ 2 รายว่า จำนวนผู้ถือวีซ่าธุรกิจและท่องเที่ยวที่อาจได้รับผลกระทบอาจสูงถึง 200,000 คน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นการเพิกถอนวีซ่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ
รายงานระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมวีซ่าประเภท B1 และ B2 ที่ออกระหว่างปี 2559-2569 สำหรับผู้ถือวีซ่าที่เคยยื่นหรือกำลังอยู่ระหว่างการขอสถานะลี้ภัย โดย B1 เป็นวีซ่าสำหรับการเดินทางเพื่อธุรกิจ ขณะที่ B2 ใช้สำหรับการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตามการถูกเพิกถอนวีซ่าไม่ได้หมายความว่าผู้ยื่นขอลี้ภัยจะถูกเนรเทศออกจากสหรัฐทันที โดยผู้ที่มีคดีขอลี้ภัยอยู่ระหว่างการพิจารณาส่วนใหญ่จะถูกจัดสถานะทางกฎหมายใหม่ แต่จะสูญเสียสถานะผู้ถือวีซ่าธุรกิจหรือท่องเที่ยว
ก่อนหน้านี้ คริสโตเฟอร์ แลนเดา รองรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ระบุผ่าน X ว่า ระบบตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐ ถูกกดดันมาเป็นเวลานานจากคำร้องขอลี้ภัยที่ไม่มีมูลจำนวนมาก
กระทรวงการต่างประเทศยังเปิดเผยเมื่อต้นเดือนนี้ว่านับตั้งแต่รัฐบาลทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง ได้เพิกถอนวีซ่าของชาวต่างชาติไปแล้วมากกว่า 175,000 ฉบับ
รัฐบาลทรัมป์ผลักดันมาตรการเข้มงวดด้านคนเข้าเมืองในวงกว้าง ไม่เพียงครอบคลุมการจับกุมและเนรเทศผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ยังรวมถึงการเพิกถอนวีซ่าและกรีนการ์ด ตลอดจนการเพิ่มข้อจำกัดต่อช่องทางการเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายบางประเภท
ทรัมป์ให้เหตุผลว่ามาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิมนุษยชนวิจารณ์ว่า การดำเนินนโยบายดังกล่าวอาจละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงสร้างความกังวลเรื่องการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ
แม้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2567 ทรัมป์จะเน้นนโยบายปราบปรามการเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลของเขายังทำให้การเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายทำได้ยากขึ้นด้วย เช่น การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ในระดับสูงสำหรับวีซ่าทำงานบางประเภท ขณะที่มาตรการด้านคนเข้าเมืองหลายเรื่องยังเผชิญการท้าทายทางกฎหมาย
อ้างอิง : www.reuters.com